ประยุทธ์บอก "ยังไม่ใช่เวลา" ถอดใจ สั่งไอเอสพีระงับบัญชีผู้เสนอข่าว "ที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว"

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ผู้อำนวยการสำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาล ความยาว 36 นาที แล้วโพสต์ทางเฟซบุ๊ก บอก "ยังไม่ใช่เวลา" ถอดใจ ย้ำทำงานหนักทุกวัน ฟังเสียงประชาชนเสมอ

บทสัมภาษณ์นี้ ถูกเผยแพร่ไม่กี่ชั่วโมงหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) ซึ่งลงนามโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีสาระสำคัญห้ามการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือสับสน

เมื่อเวลา 22.14 น. ของ วันที่ 29 ก.ค. เพจเฟซบุ๊ก "ไทยคู่ฟ้า" เผยแพร่บทสัมภาษณ์ พล.อ. ประยุทธ์โดยมี น.ส. นัทรียา ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านประสานกิจการภายในประเทศเป็นผู้สัมภาษณ์

เนื้อหาหลักของบทสัมภาษณ์ คือ การทำงานอย่างหนักของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการแก้ปัญหาการระบาดของโควิด มีความเห็นอกเห็นต่อเจ้าหน้าที่แพทย์และสาธารณสุขที่ทำงานหนัก และเรียกร้องให้นักการเมืองหรือผู้ไม่หวังดีอย่าสร้างข่าวลวง ข่าวเท็จให้เกิดความสับสน เกลียดชังในหมู่ประชาชน

"ยังไม่ถึงเวลา" คือคำตอบของนายกฯ ต่อคำถามที่ว่ารัฐบาลยังเดินหน้าไม่คิดถอดใจที่จะเปลี่ยนแปลงในขณะนี้

"วันนี้ทำงานหนักทุกวัน หลายคนก็บอกว่าทำงานหนักแล้วไม่เห็นได้งานก็ขอไปหาให้เจอว่ามีงานอะไรที่ออกมาแล้วบ้าง"

พล.อ.ประยุทธ์ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ฝากถึงนักการเมืองว่า "วันนี้การเมืองก็ขอร้องแล้วกัน ถือว่าท่านเป็นผู้แทนประชาชนมาจากประชาชนท่านก็ต้องมีหลักการคิดหลักการวิเคราะห์บางเรื่อง มันก็ไม่ใช่ทางการเมืองที่จะมาสร้างความเกลียดชังกันโดยใช่เหตุ เพราะประเทศชาติกำลังมีปัญหาต้องเข้าใจตรงกันตรงนี้ เรื่องของทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นอย่าใช้โอกาสตรงนี้มาทำให้ทุกอย่างมีปัญหาก็แล้วกัน"

นายกฯ เตือนระมัดระวังโพสต์-แชร์ปั่นป่วน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการสื่อสารช่วงวิกฤตโควิด-19 ว่า อยากย้ำให้ทุกฝ่ายช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ต่าง ๆ โดยมีการแถลงทุกวันทั้งในส่วน ศบค. สำนักงานโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือข้อมูลจากแพทย์ แต่มีบางคนที่บิดเบือนทำให้ทุกอย่างไขว้เขวไปทั้งหมด จึงต้องขอร้องเพียงแค่นั้น อะไรที่ได้รับข้อมูลหรือรู้มาแล้วคิดเอง วิเคราะห์เอง พูดเองหรือวิจารณ์เอง สิ่งเหล่านี้อันตรายเพราะทำให้ระบบดูเหมือนไม่ดี ดังนั้นต้องฟังความทั้งสองข้าง

เมื่อถามถึงกรณีมีนักการเมืองโพสต์ข้อความว่าไทยติดเชื้ออันดับ 1 ของโลก ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จไม่เป็นความจริง มองว่าเป็นการฉกฉวยช่วงวิกฤตให้เกิดความปั่นป่วนจะฝากเตือนอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้แต่เตือนว่าต้องระมัดระวัง ซึ่งหากเราไม่ฟังก็ไม่ได้ แต่ฟังแล้วเชื่อทุกอย่างก็ไม่ถูก ดังนั้นหากได้รับข้อมูลที่ถูกแชร์ต่อมาขอให้เช็คก่อน เพราะวันนี้ก็มีการรายงานทุกวันอยู่แล้ว สถิติการติดเชื้อทั้งโลกประเทศใดอยู่ในระดับต้น ๆ ขณะที่เราเองเมื่อวันนี้เพิ่มขึ้นมาก็ต้องยอมรับ สถิติคนติดเชื้อคนตายต่าง ๆ ไทยก็ไม่ได้มากไปกว่าหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้เราต้องคิดวิเคราะห์มีข้อมูลรับฟังทางราชการแล้วคิดว่าใช่หรือไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นฟังอีกทางที่ไม่ว่าจะหวังดีไม่หวังดี เจตนาหรือไม่เจตนาก็แล้วแต่ แล้วคิดเองบางทีก็ทำให้การรับรู้ผิดไป กลายเป็นเหมือนระบบเราล้มเหลว ถ้าระบบเราล้มเหลวคงเป็นมากกว่านี้ สิ่งเหล่านี้ต้องฝากไว้ด้วย

ข้อกำหนดห้ามจาก นายกฯ

ช่วงค่ำของ 29 ก.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) มีสาระสำคัญห้ามการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือสับสน ปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง จนเกิดความเสียหายหรือเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

การละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการรักษาสุขภาพของประชาชนโดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต อันเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ฉุกเฉินให้วิกฤตยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิหรือเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงและมีความรับผิดชอบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ห้ามผู้ใดเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ข้อ 2 ในกรณีมีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารตามข้อ 1 ในอินเทอร์เน็ต ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) แจ้งผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตตำมกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจำยเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทุกรายทราบและให้ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าวทุกรายมีหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อความหรือข่าวสารดังกล่าวมีที่มาจากเลขที่อยู่ไอพี (IP address) ใด หากเป็นเลขที่อยู่ไอพี (IP address) ที่ตนเป็นผู้ให้บริการ ให้แจ้งรายละเอียดตำมที่สำนักงาน กสทช.กำหนดให้สำนักงำน กสทช. ทราบ และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP address) นั้นทันที

ให้สำนักงาน กสทช. ส่งรายละเอียดตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งให้แก่สำนักงำนตำรวจแห่งชาติโดยเร็วเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ต และให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ข้อกำหนดนี้ลงนามโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป

ขัดต่อรัฐธรรมนูญ?

ผศ.ดร. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตว่า "ข้อกำหนดฉบับที่ 29 นี้ ที่กำหนดว่า หากสื่อมีการนำเสนอ 'ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว' นั้น ผมเห็นว่าเป็นข้อกำหนดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (Unconstitutional) อย่างชัดเจน"

ส่วน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 6 องค์กรสื่อ ออกออกแถลงการณ์คัดค้านข้อกำหนด ศบค. ที่ออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการลอกข้อความมาจาก พ.ร.ก. เพื่อบอกย้ำให้รู้ว่าต้องระมัดระวัง แต่หมายความว่าหากจะมีความผิด ข้อความนั้นต้องเป็นเท็จ ถ้าเป็นข้อเท็จจริงไม่ถือว่าผิด แต่ในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อความเท็จ ซ้ำเติมสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ต่อให้ไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว ถ้าเผยแพร่ข้อความอันบิดเบือนก็มีความผิดตามกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

นายวิษณุกล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ หากมีการเสนอเรื่องราวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบ เรียบร้อยของประชาชน สิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และกระทบต่อสุขภาพอนามัยประชาชน รัฐธรรมนูญก็ไม่คุ้มครอง

"วันนี้มีข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสุขภาพเกิดขึ้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่สมาคมสื่อออกมาเรียกร้องถือเป็นสิทธิ รัฐบาลรับฟัง และระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้มีการเตือนให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมาย"

6 องค์กรสื่อยื่น จม. เปิดผนึกให้นายกฯ ยกเลิกข้อ 11

ตัวแทน 6 องค์กรสื่อมวลชน ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ยกเลิกข้อความในข้อที่ 11 ของข้อกำหนดฉบับที่ 29 โดยมีนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่า ถ้อยคำตามข้อกำหนดดังกล่าว สุ่มเสี่ยงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 34 และมาตรา 35 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 เนื่องจากข้อกำหนดดังกล่าว ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการเอาผิดแม้เพียงแค่ "ข้อความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว" โดยปราศจากหลักเกณฑ์หรือขอบเขตของการใช้อำนาจที่ชัดเจน แม้ประชาชนและสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข้อเท็จจริงหรือความจริงก็อาจถูกดำเนินคดีหรือคุกคามจากหน่วยงานของรัฐได้ เพียงเพราะใช้วิจารณญานว่าเป็นการทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว

จดหมายเปิดผนึกระบุต่อไปว่า หากนายกฯ ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องนี้ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจะเพิ่มมาตรการในการกดดันให้รัฐบาลต้องพิจารณายกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ทั้งมาตรการทางด้านกฎหมายและมาตรการทางสังคมต่อไปจนถึงที่สุด