กะเหรี่ยงเคเอ็นยูหวั่นเมียนมาโจมตีรอบใหญ่ กองทัพไทยแสดงภาพทหารช่วยผู้หนีภัยบาดเจ็บ

EPA/Thai Army handout

ที่มาของภาพ, EPA/Thai Army handout

คำบรรยายภาพ, สำนักข่าวอีพีเอ เผยแพร่ภาพที่บอกว่าได้รับจากกองทัพไทย

กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู แถลงเมื่อ 30 มี.ค. แสดงความกังวลว่าจะเกิดการปะทะครั้งใหญ่กับทหารของรัฐบาลเมียนมา หลังการโจมตีทางอากาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชาวกะเหรี่ยงนับพันคนต้องอพยพข้ามมาฝั่งไทย

ด้านทางการไทยได้เผยแพร่ภาพการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยที่ได้รับบาดเจ็บเข้ามาในฝั่งไทยในวันที่ 30 มี.ค. หนึ่งวันหลังองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกล่าวหาว่ากองกำลังไทยพยายามผลักดันผู้อพยพให้กลับไปฝั่งเมียนมา พร้อมเผยแพร่ภาพทหารพรานขึงลวดหนามเป็นทางยาว สกัดผู้อพยพหลายร้อยคน ที่มีทั้งเด็กเล็ก สตรี และคนชรา

แถลงการณ์ของเคเอ็นยูออกมาในวันเดียวกันกับที่กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบิน 2 ลำ ไปทิ้งระเบิด ที่หมู่บ้านแม่วาย จังหวัดผาปูน รัฐกะเหรี่ยง และหมู่บ้านแม่ปะหว้า อ.บีลีน รัฐมอญ ห่างจากเมืองผาปูนไปกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในการดูแลของกองพัน 201 ของเคเอ็นยู โดยเจ้าหน้าที่เคเอ็นยูกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 6 คน

"ขณะนี้กำลังทหารเมียนมานับพันนายกำลังบุกมาทุกทิศทางมาประชิดดินแดนของเรา เราไม่มีทางเลือกเหลือ นอกจากต่อกรกับภยันตรายของคณะรัฐประหารที่ไร้ความชอบธรรมเพื่อปกป้องดินแดนของเรา"

KNU handout

ที่มาของภาพ, KNU handout

เคเอ็นยูยังเรียกร้องให้นานาชาติโดยเฉพาะประเทศไทยให้ความช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงที่หลบหนี "การจู่โจม" และขอให้นานาประเทศตัดความสัมพันธ์กับคณะรัฐประหารเพื่อยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน

สาเหตุของการบินถล่มทางอากาศครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่เคเอ็นยูกล่าวว่า เป็นเพราะทางเคเอ็นยูไม่ยอมเปิดเส้นทางให้ทหารเมียนมาลำเลียงข้าวสารไปส่งให้ทหารที่บริเวณฝั่งแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเกิดการแพร่ภาพ "ข้าวไทยไปเมียนมา"

คำบรรยายวิดีโอ, ชาวกะเหรี่ยงลี้ภัยข้ามฝั่งมาไทย

เมื่อ 20 มี.ค. เคเอ็นยูให้ข่าวว่า ทางทหารรัฐบาลเมียนมา ได้ส่งข้าวสาร จำนวน 700 กระสอบ พร้อมด้วยเนื้อกระป๋อง น้ำมันพืช และใบชาแห้งถูกลำเลียงมาจากฝั่ง จ.เมียวดี เมียนมา เข้ามาที่ อ.แม่สอด จ.ตาก แล้วลำเลียงส่งไปที่ ริมชายหาดแม่น้ำสาละวิน บริเวณ ด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน แล้วส่งข้ามแม่น้ำไปฝั่งเมียนมา ทั้งนี้เพื่อส่งให้ทหารเมียนมาตามฐานปฏิบัติการริมแม่น้ำสาละวิน หลังจากนั้นจะลำเลียงด้วยเรือหางยาวไปส่งให้ทหารเมียนมา แต่ทางการไทยระบุว่า เป็นการค้าชายแดนตามปกติ

รถบรรทุก

ที่มาของภาพ, KNU handout

คำบรรยายภาพ, ทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู แพร่ภาพที่อ้างว่า การปิดล้อมพื้นที่ในเขตอิทธิพลของเคเอ็นยูในเมียนมาทำให้กองทัพเมียนมาต้องหันมาลำเลียงสินค้าผ่านทางไทยแทน

"ไม่ได้เอาปืนผาหน้าไม้ไปจี้ไปไล่เขา"

หลังภาพการสกัดผู้อพยพหลายร้อยคน ทั้งเด็กเล็ก สตรี และคนชรา ขณะทหารพรานขึงลวดหนามเป็นทางยาว และข้อกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ไทยผลักดันผู้หนีภัยกลับประเทศ ผู้นำไทยได้ออกมาปฏิเสธข่าวนี้ พร้อมการเผยแพร่ภาพการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยที่ได้รับบาดเจ็บเข้ามาในฝั่งไทยในวันที่ 30 มี.ค.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากภาพที่มีสื่อเผยแพร่ ข้อเท็จจริงมีการเจรจาพูดคุย หลายคนเข้ามาในหมู่บ้านบางแห่งเมื่อมาเจอฝ่ายไทยก็มีการชี้แจง เมื่อสอบถามแล้วบอกว่าไม่มีปัญหาจึงได้ขอให้กลับไป หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจึงจะดำเนินการแก้ไขต่อไป

"ผมว่ายังไม่ถึงขั้นทะลักในตอนนี้เท่าที่มีในภาพ อยากจะบอกว่าสื่อบางคนเอารูปมาเผยแพร่ ที่จริงแล้วมีการเจรจาและพูดคุย หลายคนมาจากหลายหมู่บ้านโน้นหมู่บ้านนี้ ได้นำร่องมาก่อน พอมาเจอเราก็ชี้แจงและก็ถามเขาว่ามีปัญหาอะไรตรงไหนที่เขาอยู่ในประเทศของเขา เขาบอกว่าไม่มี ถ้าไม่มีก็ไม่กลับไปก่อนได้ไหม ไม่ได้เอาปืนผาหน้าไม้ไปจี้ไปไล่เขา จับไม้จับมืออวยพรให้กับด้วยซ้ำไป นั่นคือมนุษยธรรม เอาไว้ให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นค่อย ๆ แก้กัน"

ข้าม X โพสต์ , 1
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์, 1

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาหลายปี มีศูนย์อพยพ 9 ศูนย์ รวม 4 แสนกว่าคน ผ่านมาเกือบ 20 ปี วันนี้เหลือเพียงแสนกว่าคน เดิมเคยสัญญาว่าจะเอากลับ แต่เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็ต้องหยุดไว้อีก ขณะเดียวกันของใหม่เราก็ต้องเตรียมการให้พร้อม เราต้องดูแล เพราะเป็นเรื่องมนุษยธรรม

พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า หากมีความจำเป็นที่ผู้อพยพจะเข้ามาก็ต้องดูแล เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้ให้นโยบายเจ้าหน้าที่ชายแดนอย่างไร เนื่องจากมีการแจ้งว่าให้ปิดกั้นการรับผู้ลี้ภัย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่ามีความจำเป็นเพราะเป็นเขตแดนไทย อันดับแรกคนที่จะเข้ามาจะต้องเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย แต่สถานการณ์สู้รบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"ไม่ผลักดันหรอกถ้าเดือดร้อนจริง และมีการสู้รบตรงนั้นตรงนี้เราก็ปฏิเสธไม่ได้ เข้าใจหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะไปประกาศโครมครามไม่ยินดีรับเข้ามามันไม่ใช่"

สำนักโฆษกฯ สำนักนายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, AFP

ดอน : "ประเทศไทยไม่สามารถรับคนได้มากมาย"

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ทางเมียนมา ภายหลังมีสถานการณ์ผู้อพยพเข้าไทย ส่วนการผลักดันกลับ นายดอนชี้แจงว่า หากเดือดร้อนจะดูแลตามหลักมนุษยธรรม แต่หากเลยจุดนั้นแล้วก็ต้องกลับไป เพราะประเทศไทยไม่สามารถรับคนได้มากมาย เพราะทุกประเทศหรือประเทศใดที่มีปัญหาเรื่องผู้หนีภัยเข้ามาก็ต้องได้รับการดูแลในช่วงระยะหนึ่ง และต้องกลับบ้านเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

"เราพยายามบอกเขาว่าต้องลดความรุนแรงหรือลดปัญหาทั้งปวง ซึ่งเขารับทราบ แต่จะทำได้แค่ไหนอยู่ที่สถานการณ์ นอกจากนี้ เรายังได้ประสานไปประเทศบรูไนในฐานะประธานอาเซียนในหลายเรื่องด้วยกัน รวมถึงการจัดประชุมอาเซียนซัมมิทที่จะเกิดขึ้นด้วย"

ลำเลียงผู้บาดเจ็บจากเมียนมามารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.แม่ฮ่องสอน

ที่มาของภาพ, กระทรวงกลาโหม

คำบรรยายภาพ, กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ไทยช่วยลำเลียงผู้บาดเจ็บมารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.แม่ฮ่องสอน
ชาวกะเหรี่ยงซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา ได้รับอนุญาตให้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.แม่ฮ่องสอน ช่วงสายวันนี้ (30 มี.ค.)

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ชาวกะเหรี่ยงซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา ได้รับอนุญาตให้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.แม่ฮ่องสอน ช่วงสายวันนี้ (30 มี.ค.)

ด้านนายธานี แสงรัตน์ โฆษก กต. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าทางการไทย "ไม่สบายใจอย่างมาก" ต่อรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ประชาชนเมียนมา จึงขอให้ทางการเมียนมาใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมากในการดำเนินการใด ๆ รวมถึงการคลี่คลายสถานการณ์ ยุติการใช้ความรุนแรง และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวเพิ่มขึ้น และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามร่วมกันหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อเมียนมาและประชาชนเมียนมา ด้วยการพูดคุยผ่านช่องทางที่สร้างสรรค์ใด ๆ ก็ได้ที่สะดวกโดยเร็ว

โฆษก กต. ยังกล่าวด้วยว่าประเทศไทยกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งรวมถึงเมียนมาเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืนสำหรับประชาชนเมียนมาและเพื่อให้เมียนมากลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ เมียนมาที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ ความเป็นปึกแผ่นและความเจริญรุ่งเรืองจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะสำหรับเมียนมาแต่สำหรับอาเซียน ภูมิภาค และนอกภูมิภาคด้วย

ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอนบอก ผู้อพยพ "สมัครใจเดินทางกลับ"

นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน แถลงว่าผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ข้ามมายังฝั่งไทยตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. จนถึงปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 2,000 คน กระจายตัวอยู่ในตะเข็บชายแดน อ.แม่สะเรียง อ.ขุนยวม และบางส่วนของแม่ฮ่องสอน

นายสิธิชัยแถลงว่า กองกำลังนเรศวรเป็นหน่วยที่ดูแลความปลอดภัย และเจรจาทำความเข้าใจให้ผู้หนีภัยยินยอมเดินทางกลับโดยสมัครใจ "ซึ่งส่วนใหญ่มีความเข้าใจในสถานการณ์ และคลายความกังวล สมัครใจเดินทางกลับ" ยังคงเหลือเพียงบางส่วน ซึ่งคาดว่าจะเดินทางกลับใน 1-2 วันนี้

นายสิธิชัย ระบุด้วยว่าหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ผู้อพยพที่เหลือไม่ยินยอมกลับ หรือมีมาเพิ่มเติมทางจังหวัดจะดำเนินการตามแนวทางของรัฐบาลต่อไป

ส่วนผู้บาดเจ็บ 7 คน ที่ข้ามมารักษาตัวฝั่งไทยเพื่อรักษาพยาบาลเบื้องต้น รักษาตัวที่โรงพยาบาลอำเภอสบเมย 5 คน โรงพยาบาลแม่สะเรียง 1 คน และโรงพยาบาลศรีสังวาลย์อีก 1 คน เมื่อรักษาเสร็จสิ้นจะส่งตัวกลับพื้นที่ปลอดภัย

ทางด้าน กต. ให้ข้อมูลว่าจำนวนผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมาในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ณ วันที่ 30 มี.ค. มีทั้งหมด 2,897 คน เดินทางกลับแล้ว 2,352 คน คงเหลือ 545 คน

KAREN HUMANITARIAN GROUP HANDOUT

ที่มาของภาพ, KAREN HUMANITARIAN GROUP HANDOUT

อนุญาตผู้บาดเจ็บเข้ามารักษาตัว

ส่วนความเคลื่อนไหวบริเวณบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดที่สื่อมวลชนได้รับอนุญาตให้ติดตามรายงานข่าว สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อช่วงบ่ายว่า ผู้บาดเจ็บชาวกะเหรี่ยงจำนวนหนึ่งจากฝั่งประเทศเมียนมาบริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังหมู่บ้านในเขตชายแดนเพื่อรับการรักษาพยาบาล

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าชาวบ้านจำนวนกว่า 10 คน ที่เดินทางมาทางเรือผ่านทางแม่น้ำสาละวินเป็นชาวกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

ด้านเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยตัวตนบอกกับรอยเตอร์ว่า ทหารไทยยังคงดำเนินการส่งกลับผู้อพยพหนีภัยสู้รบจำนวนมากที่ข้ามฝั่งมากลับไปยังเมียนมา

reuters

ที่มาของภาพ, Reuters

"ที่นั่นยังไม่ปลอดภัย"

ที่บ้านแม่สามแลบ นายจ่อ ลา บริ ชาวกะเหรี่ยง อายุ 48 ปี บอกกับรอยเตอร์ว่า ได้รับบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดจากการโจมตีทางอากาศตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนหนีเข้าไปอยู่ในป่า หลังจากนั้นจึงล่องเรือเพื่อข้ามแม่น้ำสาละวินล่องมายังบ้านแม่สามแลบ กับผู้บาดเจ็บอีก 6 คน

"ที่นั่นยังไม่ปลอดภัย ชาวบ้านหลายคนจะไม่กลับไปที่หมู่บ้าน" เขากล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์

ขณะที่หญิงชาวกะเหรี่ยงอีกคนหนึ่งที่มารักษาตัวพร้อมกัน มีบาดแผลและรอยพุพองบนใบหน้า

องค์กรเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ระบุเมื่อ 29 มี.ค. ว่าทางการไทยผลักดันผู้อพยพจำนวนมากกลับไปยังเมียนมา วิดีโอภาพเคลื่อนไหวที่เผยแพร่ในรอยเตอร์ เผยภาพขณะชาวบ้านกำลังลงเรืออยู่ที่ชายฝั่งโดยมีทหารไทยยืนเฝ้าอยู่

ข้าม X โพสต์ , 2
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์, 2

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ปฏิเสธรายงานดังกล่าว ในค่ำวันเดียวกัน โดยนายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชนว่า รายงานข่าวดังกล่าว อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่ไม่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว โดยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวของทางการในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับอำเภอในเขตชายแดนได้พูดในการประชุมวันเดียวกันว่า ต้องทำการปิดกั้นผู้อพยพ

ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ฝั่งตรงข้ามรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBCThai

คำบรรยายภาพ, ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ฝั่งตรงข้ามรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา

เอ็นจีโอไทย-เคเอ็นยู ยืนยันมีการผลักดันชาวกะเหรี่ยงกลับ

แม้ทางการไทยปฏิเสธ แต่ทางมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ได้เผยแพร่วิดีโอบนเฟซบุ๊กเพจที่อ้างว่าเป็นภาพของชาวบ้านกลับถึงฝั่งรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา และตัดสินใจนอนพักที่บริเวณริมแม่น้ำเพื่อความปลอดภัย

มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน โต้แย้งการให้ข้อมูลของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่บอกว่า ผู้ลี้ภัยไม่ได้ถูกผลักดันกลับไปประเทศเมียนมา แต่อยู่ในสถานที่ปลอดภัยบนตะเข็บชายแดนนั้น ทางมูลนิธิระบุว่า "มีผู้ลี้ภัยที่กลับขึ้นเรือไปก่อนมืดไม่ทันจำนวนหนึ่งที่นอนอยู่ริมแม่น้ำฝั่งไทย โดยมีลวดหนามที่เจ้าหน้าที่นำมากั้นไม่ให้ขึ้นจากฝั่งเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น สถานที่ดังกล่าวจึงน่าจะยังมิใช่สถานที่ปลอดภัย อีกทั้งผู้ลี้ภัยได้รับคำสั่งไว้ว่าจะต้องเดินทางกลับในเช้าวันนี้"

เจ้าหน้าที่เคเอ็นยูกล่าวว่า เมื่อ 30 มี.ค. ทหารไทยได้ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปฝั่งเมียนมา จำนวน 520 คน โดยผู้ลี้ภัยทั้งหมดกลับไปโดยทางเรือ ไปตามลำน้ำของแม่น้ำสาละวิน และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ทางทหารไทยได้ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปราว 2,000 คน โดยประชาชนที่กลับไปปลอดภัยดี แต่ก็ยังมีประชาชนเมียนมาในเขตไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ยังไม่กลับไปหมู่บ้าน คาดว่าคงรอให้มีความมั่นใจในด้านความปลอดภัยก่อน จึงจะกลับไป

Wasawat Lukharang/BBCThai

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBCThai