ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกาศเคียงข้างแกนนำ “ราษฎร”

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำผู้ชุมนุมการเมืองที่เรียกตัวว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศยืนเคียงข้างขบวนการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" พร้อมเรียกร้องให้เอาเยาวชนออกจากกรงขัง

"ผมขอแสดงตัวเคียงข้างนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่กำลังต่อสู้อยู่ พร้อมกันนั้นผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาบิดเบือนให้ร้ายป้ายสีว่าการแสดงท่าทีเช่นนี้หมายถึงการมุ่งร้าย หมายถึงการโค่นล้มทำลายสถาบันฯ" นายณัฐวุฒิกล่าว

อย่างไรก็ตามเขาปฏิเสธจะประเมินความเคลื่อนไหวของขบวนการ "ราษฎร" ว่าจะไปได้แค่ไหนอย่างไร โดยให้เหตุผลว่า "ไม่แน่พอที่จะประเมิน" เพราะเมื่อนักศึกษาประชาชนออกมายืนบนวิถีการต่อสู้ โดยวางชีวิตและอิสรภาพของตัวเองลงเป็นเดิมพัน "พวกเขาก็เท่ากับผม ถ้าผมเป็นนักต่อสู้คนหนึ่ง พวกเขาก็เป็นนักต่อสู้อีกหลายคนที่มีเกียรติยศศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน"

นายณัฐวุฒิ วัย 45 ปี เพิ่งได้รับอิสรภาพกลับคืนมา 100% เมื่อวานนี้ (29 มี.ค.) หลังถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (กำไลอีเอ็ม) ของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งในวันนี้เขาได้กล่าวขอบคุณ ฯพณฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เขาเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 ร่วมกับแกนนำคนเสื้อแดงรายอื่น ๆ อีก 4 ราย และถูกคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก่อนได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษ ได้ออกมาใช้ชีวิตอยู่ภายนอกและติดกำไลอีเอ็มตั้งแต่ 18 ธ.ค. 2563-29 มี.ค. 2564

ในระหว่างเป็นผู้ต้องขัง นายณัฐวุฒิเล่าว่ามีโอกาสพบแกนนำ "ราษฎร" หลายคน แต่ได้พูดคุยกันเป็นเวลาสั้น ๆ ในช่วงที่พวกเขาถูกพาตัวไปพบทนาย หรือผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่เข้ามาดูแลความเป็นอยู่ ซึ่งนักกิจกรรมการเมืองรุ่นพี่เห็นว่าไม่ว่าคนเหล่านี้จะประกาศตัวเป็นนักต่อสู้ นักปฏิวัติ หรือผู้กล้าหาญใด ๆ แต่จากสายตาที่ได้เห็นและประสบการณ์ที่ได้สัมผัส "สิ่งหนึ่งที่เขาปิดบังผมไม่ได้ พวกเขายังเป็นเด็ก"

"ประเทศนี้ไม่สามารถพูดถึงอนาคตที่สดใสได้เลย ตราบที่อนาคตของชาติยังอยู่ในกรงขัง เราไม่สามารถกล่าวว่าทุกสิ่งที่ทำ ๆ เพื่อลูกหลาน ในวันที่ลูกหลานยังถูกขัง ไม่ได้กินข้าว ร้องห่มร้องไห้โหยหาอิสรภาพ" นายณัฐวุฒิกล่าว

ชายผู้ประกาศตัวเป็น "คนเสื้อแดง" ไม่เปลี่ยนแปลง ยังเรียกร้องให้ "เอาเด็กออกจากห้องขัง แล้วมาแก้ปัญหาแบบผู้ใหญ่" โดยใช้เหตุผล ความจริง และความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง พร้อมเปรียบเปรยประเทศเป็นบ้าน คนรุ่นเขาเป็นพ่อแม่ ซึ่งมีปัญหาทะเลาะกันมาเป็น 10 ปี แล้ววันหนึ่งลูกก็ตะโกนขึ้นมากลางบ้าน

"สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือตั้งใจฟังเขา พยายามแก้ปัญหาให้เขา หรือแก้ร่วมกับเขา ไม่ใช่เอาเขาไปขัง" นายณัฐวุฒิกล่าว

อีกเหตุผลที่ทำให้อดีตแกนนำ นปช. รายนี้บอกว่าทิ้งแกนนำ "ราษฎร" ไม่ได้ เพราะคนหนุ่มสาวเหล่านั้นเป็นคนกลุ่มแรกที่หยิบยื่นความเข้าใจ ความเห็นใจ และเกียรติยศให้แก่คนเสื้อแดง เป็นคนกลุ่มแรกที่ตะโกนเรียกคนเสื้อแดงกลางท้องถนน และทำให้เกิดการเปิดบทสนทนาภายในเรือนจำระหว่างนายณัฐวุฒิ กับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำ "ราษฎร"

  • ณัฐวุฒิ: พี่ได้ยินว่าข้างนอก พวกน้องเอาคำปราศรัยของพี่ไปพูดถึง พี่ได้ยินว่าข้างนอก พวกน้องตะโกนชื่อพวกพี่หลายเวที
  • เพนกวิน: ผมเห็นพี่ตั้งแต่ 11 ขวบ

อดีตแกนนำ นปช. บอกว่าคำตอบสั้น ๆ ของเพนกวิน ทำให้เขาต้องมาคิดว่าเหตุการณ์ผ่านมาถึงปี 2563 เพนกวินกลายเป็นแกนนำต่อสู้ และมีคดีติดคุกถึงทุกวันนี้ ถ้าอีก 10 ปีผ่านไป ยังหาข้อยุติที่ถูกต้องไม่ได้ ด.ช. นปก ใสยเกื้อ บุตรชายของเขาจะมีอายุเท่าเพนกวินในวันนี้พอดี

"ไม่แน่ว่า 10 ปีข้างหน้า คนที่ต้องวิ่งขึ้นลงบันไดศาล พยายามทุกอย่างให้ลูกได้รับอิสรภาพ อาจไม่ใช่แม่เพนกวิน แม่รุ้ง (น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง) แม่ไผ่ (นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) แต่อาจเป็นผมซึ่งเป็นพ่อของ ด.ช. นปก ใสยเกื้อ ในวันนี้ ดังนั้นผมถึงบอกว่าคนรุ่นเราต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้เด็กโตขึ้นมารับผิดชอบความขัดแย้งทั้งหมดที่มีมาก่อนหน้าที่เขาจะรู้ความด้วยซ้ำไป" นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิยืนยันจุดยืนที่ว่าต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมอยู่ภายใต้หลักการคนเท่ากัน พร้อมระบุว่า "ไม่เคยรู้สึกเสียใจที่เลือกเส้นทางสายนี้แล้วมีคดีความมากมาย หรือต้องติดคุก"

เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่สังคมจะเห็นนายณัฐวุฒิปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยทางการเมืองอีกครั้ง อดีต "ดาวปราศรัยคนเสื้อแดง" ยังไม่แสดงความชัดเจนโดยบอกว่าคงไม่ใช่วันเวลาที่จะประกาศว่าจะไปขึ้นเวที เพราะต้องเคารพนักต่อสู้รุ่นปัจจุบันตราบที่พวกเขายังต่อสู้อย่างกล้าหาญ "แต่ในอนาคตข้างหน้าถ้าสถานการณ์จำเป็น ไม่อาจมีวิธีการอื่นได้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันนั้น"

ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ประกาศนัดชุมนุมขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ ที่อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ในวันที่ 4 เม.ย. นั้น นายณัฐวุฒิบอกว่าทราบข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น ยังไม่ได้หารือเรื่องแนวทางการเมืองกับนายจตุพร พร้อมย้ำว่าองค์กรนำแบบ นปช. ไม่ได้ดำเนินการมาเกือบ 3 ปีแล้ว นับจากนายจตุพรแจ้งต่อแกนนำ นปช. รายอื่น ๆ ว่าจะไปทำพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) ก่อนการเลือกตั้งปี 2562

การเปิดแถลงข่าวของนายณัฐวุฒิจัดขึ้นที่สำนักงานสถานีโทรทัศน์ยูดีดี นิวส์ (UDD NEWS) ย่านแคลาย จ.นนทบุรี โดยมีอดีตแกนนำ นปช. ร่วมให้กำลังใจ อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ. เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมถึงแนวร่วมคนเสื้อแดง

แม้คดี "บุกบ้านป๋า" สิ้นสุดลงแล้ว แต่สถานะ "ผู้ถูกจำคุกจากคำพิพากษาของศาลฎีกา" ทำให้นายณัฐวุฒิถูกตัดสิทธิทางการเมืองนาน 10 ปี ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะเป้น ส.ส., ส.ว. หรือสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้เขายังต้องต่อสู้อีกสารพัดคดีที่ได้รับจากการเป็นแกนนำจัดชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2552-2553