You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สถาบันกษัตริย์ : ไชยันต์ ไชยพร จาก “มวลชนพันธมิตรฯ” สู่หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องมวลชนในยุค ร. 9
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อขบวนการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" ยกระดับเพดานทางอุดมการณ์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หนึ่งในคำถามที่ดังขึ้นในหลายวงสนทนาคือ "ใครคือปัญญาชนฝ่ายอนุรักษนิยม" ผู้มีบทบาทในการปูพื้นฐานทางปัญญาเพื่อรองรับอำนาจแบบจารีต และมีน้ำหนักในการชี้แจงแสดงเหตุผล-ตอบข้อสงสัยของเยาวชนเกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมืองของสถาบันฯ
ศ.ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือชื่อหนึ่งที่ถูกโยนขึ้นจากฝ่าย "คนเสื้อเหลือง" กับบทบาทล่าสุดในการออกมาพิสูจน์ว่ามี "การอ้างอิงคลาดเคลื่อน" รวม 31 จุดในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง ที่ถูกนำไปดัดแปลงตีพิมพ์เป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่ผู้ชุมนุมรุ่นเยาว์คือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" (2556) และ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรีฯ" (2563) ทว่าเล่มหลัง ผู้เขียนแจ้งว่า "ได้ปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ให้มีความถูกต้องตามข้อท้วงติงของหลายท่าน"
ในขณะที่ไชยันต์ระบุว่าการกระทำของเขาเป็น "ภารกิจทางวิชาการ" ปัญญาชนขั้วตรงข้ามทางอุดมการณ์กลับเห็นเป็น "การเล่นงานทางการเมือง" และปรามาสเขาว่าเป็น "ตำรวจวิชาการ" คอยสอดส่องเซ็นเซอร์ความรู้ที่เห็นว่าอันตราย
แต่ถึงกระนั้น ไชยันต์ยืนกรานกับบีบีซีไทยว่า "ผมไม่เคยเรียกตัวเองเป็นรอยัลลิสต์" และ "ผมไม่ได้ปกป้องสถาบันฯ แต่ผมปกป้องพวกคุณ (เยาวชน) ที่ไปโดยไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงมากกว่า"
- อิสระ ชูศรี มองขบวนการ "ราษฎร" ผ่านคำหยาบ ราชาศัพท์ และการกลับมาของคดี ม. 112
- บรรยง พงษ์พานิช กับเบื้องหลังแนวคิด "ปฏิรูปโดยสันติ" ด้วยการถอยกลับไป "จุดก่อนการขึ้นครองราชย์ของ ร. 10"
- ปิยบุตร ติงรัฐบาล "ไม่จงรักภักดีจริง" เตือนฝ่ายอนุรักษนิยมอย่า "ฆ่าอนาคตของชาติ"
- ประจักษ์ ก้องกีรติ มองการเกิดใหม่ของ "คณะราษฎร" กับภารกิจคืนศักดิ์ศรีให้เสื้อแดง คืนความจริงให้ 6 ตุลา
นอกจากสิ่งที่เขาพบในงานวิชาการของผู้อื่น บีบีซีไทยชวนนักวิชาการรายนี้พูดคุยถึงงานวิจัยที่เขาทำ หลังข้ามแดนจากสายปรัชญาตะวันตกมาศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งอาจพอเป็นคำตอบได้ว่าไชยันต์กำลังทำอะไร และตัวตนแท้จริงของเขาเป็นอย่างไร
24 มิถุนา 2475 เกิดจาก "ความสามัคคีระหว่างคณะราษฎรกับเจ้า"
ไม่กี่เดือนก่อนปรากฏความเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่ประกาศ "1 ความฝัน" ในการมีระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ในจังหวะไล่เลี่ยกับการประกาศ "10 ข้อเรียกร้อง" ในการปฏิรูปสถาบันฯ แล้วนำไปสู่การเกิดใหม่ของ "คณะราษฎร 2563" งานวิจัย "จุดเริ่มต้นการสถาปนา 'การปกครองประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข'" โดย รศ.ดร. ศุภมิตร ปิติพัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยลำดับแรกของทีมไชยันต์ หลังได้รับทุนจากสถาบันพระปกเกล้าให้ศึกษา "การเมืองในรัชสมัย ร. 9"
หนึ่งในคำสำคัญที่ปรากฏในงานวิจัยนี้คือ "ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคีธรรม" ซึ่งผู้วิจัยอ้างจากถ้อยแถลงของ ปรีดี พนมยงค์ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 7 พ.ค. 2489 นัดส่งท้าย ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 จะถูกแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับ 2489
เนื้อหาตอนหนึ่งระบุถึงจุดตั้งต้นประชาธิปไตยไทย ซึ่งปรีดีเสนอให้ยอมรับว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ และมีส่วนร่วมกับคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ"
ไชยันต์ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า หากย้อนดู 2475 มีเจตจำนงร่วมกันอันหนึ่งคือไม่ต้องการให้เสียเลือดเนื้อ ก่อนไล่เรียงหลักฐานยืนยันว่าในหลวง ร. 7 ทรงเตรียมการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบรัฐธรรมนูญไว้แล้ว แต่จะช้าหรือเร็ว จังหวะสอดคล้องกับคณะราษฎรหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง เช่นเดียวกับสาระของรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เกิดปัญหาจากความไม่เห็นพ้องต้องกัน
"แต่ตอนแรกคือความสามัคคีระหว่างคณะราษฎรกับเจ้าต้องมีในระดับหนึ่ง ถึงเปลี่ยนผ่านโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ" ศาสตราจารย์แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว
งานวิจัยนี้คล้ายเป็นการประนีประนอมทางความคิดระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายกษัตริย์นิยม/อนุรักษนิยม เพราะตลอด 88 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดการต่อสู้ทางวาทกรรมเพื่อช่วงชิงบทบาทการเป็นผู้สถาปนา "ระบอบใหม่" ทว่าไชยันต์ไม่ขอร่วมถกเถียงว่าจุดกำเนิดประชาธิปไตยไทยมาจาก "เบื้องล่าง" หรือ "เบื้องบน" เพราะคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ แต่ย้ำว่าข้อเขียนของศุภมิตร "อ้างปรีดีตลอด ไม่ได้อ้างฝ่ายเจ้า"
เขาชี้ว่า วิธีคิดของปรีดีขณะเป็นผู้ก่อการปฏิวัติสยาม 2475 กับช่วงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อปี 2489 แตกต่างกัน เพราะ "การเป็นผู้สำเร็จราชการฯ ทำหน้าที่กษัตริย์ ย่อมทำให้เห็นบทบาทของสถาบันฯ ในการช่วยประคับประคองบ้านเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2"
อย่างไรก็ตามสังคมยังไม่ทันได้เห็นว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคี" ของปรีดีว่าจะมีความหมายในทางปฏิบัติและในทางค่านิยมอุดมการณ์อย่างไร เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 มีอายุเพียง 1 ปี 5 เดือน ก่อนถูกยกเลิกไปด้วยรัฐประหาร 2490 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากคณะราษฎร
ผลสำคัญที่สุดของรัฐประหารครั้งนั้น ทำให้คณะราษฎรทั้งในฐานะกลุ่มพลังผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และสัญลักษณ์ประชาธิปไตยของระบอบใหม่สลายตัวลง ไม่อาจหวนคืนมาเป็นฝ่ายกำหนดรัฐธรรมนูญใหม่สำหรับการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้อีก
พระราชานุกิจ ร. 9 ทำให้เกิด "พระมหากษัตริย์ของมหาชน"
หากในหลวง ร. 7 คือพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระมหากษัตริย์พระองค์แรกภายใต้รัฐธรรมนูญ
ในหลวง ร. 9 ก็เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของระบอบใหม่ ในความหมายของการเป็นผู้บัญญัติแบบแผนของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคณะผู้วิจัยพบการปรับตัวของสถาบันฯ เพื่อไปอยู่ในจุด "เหนือการเมือง" จากเคยใช้อำนาจในทางบริหารและนิติบัญญัติ ก็พลิกมาเป็นแกนนำในทางวัฒนธรรม
การปฏิบัติพระราชานุกิจโดยการนิยามบทบาทใหม่ คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ ร. 9 กลายเป็น "พระมหากษัตริย์ของมหาชน" ในที่สุด ไชยันต์ระบุว่าหากปราศจากแนวคิดที่มาจากพระราชดำริแบบนี้ ก็จะไม่มีอะไรตามมา และควรเน้นด้วยว่าการมองหา "บทบาทใหม่" ไม่อาจยึดตามประเทศอื่น ๆ ที่มีกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อังกฤษ หรือเนเธอร์แลนด์ เพราะประวัติศาสตร์ความเป็นมาและสภาพการณ์ของสังคม ความคิด จิตใจคนไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับกษัตริย์ในรัฐเพื่อนบ้านที่กลายเป็นรัฐในอารักขาตะวันตก ก็ไม่อาจใช้เป็นแนวทางได้
"ท่านต้องคิดของท่านว่าจะเลือกปฏิบัติพระราชานุกิจแบบไหน ที่จะวิวัฒน์ไปคู่กับระบอบใหม่ที่ก็ยังไม่เสถียรลงตัวทั้งในทางรัฐธรรมนูญและอำนาจการเมือง" หัวหน้าทีมวิจัยวัย 62 ปีกล่าว
จาก "มวลชนพันธมิตรฯ" สู่หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องมวลชน
งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย "จากมวลชนปฏิวัติสู่มวลชนประชาธิปไตยกับพระมหากษัตริย์ : การศึกษาพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย"
คำถามหลักของไชยันต์กับพวกคือ ในระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ (2489-2559) "ในหลวง ร. 9 เจออะไร" ก่อนนำไปสู่การกำหนดประเด็นศึกษาใน 2 ช่วงเวลา
ครึ่งแรก เผชิญกับความขัดแย้งยุคสงครามเย็นระหว่างค่ายที่เรียกตัวเองว่า "โลกเสรี" กับ "โลกสังคมนิยม" ซึ่งผู้วิจัยใช้คำว่า "มวลชนปฏิวัติ"
ครึ่งหลัง เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง เข้าสู่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ก็เผชิญกับ "มวลชนประชาธิปไตย" ซึ่งไม่ว่าในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" 2535 หรือรัฐประหาร 2549 ไชยันต์ชี้ว่ามวลชนสองฝ่ายต่างอ้างตัวเป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น
แม้แต่ตัวนักวิชาการผมยาวรายนี้ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของมวลชนเสื้อเหลืองที่เรียกตัวเองว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ออกไปประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548-2549 เพราะไม่เห็นด้วยกับการขายหุ้นชินคอร์ปโดยไม่เสียภาษีของผู้นำประเทศ โดยไชยันต์เล่าว่ามีส่วนสนับสนุนในการจัดหานักวิชาการและนักดนตรีไปขึ้นเวที และยังก่อ "อารยะขัดขืน" ด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้งเมื่อ 2 เม.ย. 2549 เพราะมองว่าการยุบสภาของทักษิณไม่ชอบธรรม-ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่จงใจ "ใช้ผลการเลือกตั้งซักฟอกความผิดของตน"
บทบาทของนักเคลื่อนไหวบนท้องถนนจบลง เมื่อกองทัพเคลื่อนรถถังออกมายึดอำนาจ 19 กันยา 2549 ด็อกเตอร์ด้านปรัชญาการเมืองตะวันตก สอนวิชาปรัชญาการเมืองกรีกโบราณ และประชาธิปไตยเอเธนส์ กลับเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มศึกษางานการเมืองไทย ก่อนทบทวนอย่างจริงจังเมื่อต้องลงมือทำวิจัยร่วมกับทีม
"พอเรามาทำวิจัย ไม่ใช่เราจะปกป้องสถาบันฯ นะ แต่เราเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับวงการวิชาการไทยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสถาบันฯ... จุดร่วมก็คือการทำให้เห็นว่าสถาบันฯ ไม่ได้เป็นไปตามประวัติศาสตร์ที่เขียนมาก่อน หรือภาพที่คนเข้าใจ แต่มีความต้องการขยายอำนาจและอิทธิพลอะไรแบบนี้" นักรัฐศาสตร์สำนักจุฬาฯ กล่าว
ตั้งสมมติฐานใหม่ เหตุแขวนคอ 6 ตุลา แค่ "ประชาทัณฑ์"
เขาเอ่ยถึงชื่อหนังสือ/งานวิจัยแนววิพากษ์สถาบันฯ ที่ออกมาหลังรัฐประหาร 2549 หลายชิ้น ก่อนสำทับว่า "มันเป็นคลื่นลูกเดียวกัน" และยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าความทรงจำในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มีอิทธิพลต่อการตีความบทบาทสถาบันฯ ของปัญญาชนเหล่านี้ ผู้เคยเป็น "มวลชนปฏิวัติ"
"ช่วง 6 ตุลา เขารู้สึกว่าผิดหวัง พูดง่าย ๆ ถ้าเปรียบเทียบกับ 14 ตุลา 2516 หลังนักศึกษาถูกตำรวจเข้าไปควบคุมฝูงชน แล้วหันไปพึ่งท่านที่วังสวนจิตรฯ แล้วสถานการณ์ก็คลี่คลาย แต่ช่วง 6 ตุลา นักศึกษาถูกสังหารโหด ถูกทารุณกรรมในนามของผู้รักและปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และคล้าย ๆ กับว่าท่านรู้เห็นเป็นใจไหม หรือสอง ถึงแม้ท่านไม่รู้เห็น ท่านไม่คิดจะเมตตาช่วยพวกเราหรือ ผมคิดว่ามันอยู่ในใจของพวกเขา" ไชยันต์กล่าว
- 6 ตุลา : "ทะลุเพดานของความเงียบ" บทใหม่นอกหนังสือ "ลืมไม่ได้ จำไม่ลง" ของ ธงชัย วินิจจะกูล
- 6 ตุลา : ภารกิจ "สืบต่อความทรงจำ" กับวาระ "รื้อคิดความเป็นไทย" ของ 2 ผู้รอดชีวิต
- ธงชัย วินิจจะกูล มองทะลุประวัติศาสตร์ "ราชาชาตินิยม" และ "ผี" ในการเมืองไทย
- ธงชัย วินิจจะกูล สำรวจ "ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย" เมื่อความมั่นคงของชาติก่อให้เกิด "สภาวะยกเว้นจนแทบจะเป็นปกติ"
นักวิชาการรายนี้ยังเปิดสมมติฐานผิดแผกออกไป โดยให้เหตุผลว่า "ผมมีความชอบธรรมในการตั้งสมมติฐานแตกต่างกับที่คนอื่นเขาตั้งได้"
สมมติฐานแรก เพื่อหาเบื้องหลังการตัดสินใจของแกนนำนักศึกษา ว่าจงใจไม่ยุติการชุมนุม ทำให้เกิดการปะทะกัน แล้วนำไปสู่ความจลาจลสับสน เหมือนกรณี "เมืองหลวงแตก" ที่ประเทศเวียดนามและกัมพูชาในปี 2518 แล้วมีกองทัพประชาชนเข้ามาหรือไม่
"เขาต้องการเบลม (กล่าวโทษ) สถาบันฯ โดยปัดความรับผิดชอบที่เขาไม่ยุติการชุมนุม" นักวิชาการผู้ร่วมอุดมการณ์พันธมิตรฯ พูดถึงปัญญาชนฝ่ายซ้าย
สมมติฐานที่สอง เพื่อหาเบื้องหลังเหตุฆ่าแขวนคอที่สนามหลวง ว่าเป็นเพียงการประชาทัณฑ์หรือไม่ โดยศึกษาจากทฤษฎีสังคมวิทยาว่าเกิดอะไรขึ้นในความคิดคน แล้วเปรียบเทียบกับเหตุประชาทัณฑ์ทั่วโลกในอดีตจนถึงปัจจุบัน ร่วมด้วยการใช้เทคโนโลยีแกะรอยและตามหาบุคคลในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ เช่น เด็กที่อยู่ในสนามหลวงวันนั้น เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ อย่างที่ กังวาฬ พุทธิวนิช เคยทำกับหนังสือ "74 ปี คดีสวรรคต ร. 8" ล่าสุดไชยันต์หานิสิตรับสมมติฐานนี้ไปผลิตเป็นวิทยานิพนธ์ได้แล้ว
"หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มุสโสลินี (เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี) กลุ่มของเขา และภรรยาน้อยของเขาถูกฆาตกรรมแขวนฆ่า แทงอวัยวะเพศ ไม่ต่างจากที่เกิดใน 6 ตุลา ถามว่าในอิตาลีพยายามหาคนที่อยู่เบื้องหลังไหมล่ะ หรือเขาเข้าใจว่าเป็นปรากฎการณ์ม็อบจริง ๆ ม็อบแปลว่าฝูงชนบ้าคลั่ง เป็นเรื่องประชาทัณฑ์"
งานวิจัยที่กลั่นจากความคิดของไชยันต์อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าจงใจ "ด้อยค่า" ระดับความรุนแรงของเหตุสังหารหมู่กลางกรุงตามที่นักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าชี้ว่าเป็นการ "ก่ออาชญากรรมโดยรัฐ" ให้เหลือเพียง "ประชาทัณฑ์"
ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์รายนี้ยกนิยาม รัฐคือองค์กร/สถาบันที่ผูกขาดการใช้ความรุนแรงอย่างชอบธรรม ของแม็กซ์ เวเบอร์ นักทฤษฎีสังคมวิทยาชาวเยอรมัน มาอธิบายที่มาของ "คำใหญ่" ที่ถูกใช้ ก่อนตบท้ายว่าความชอบธรรมมี 2 แบบคือ ชอบธรรมตามกฎหมาย และชอบธรรมทางการเมือง
"เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ชอบธรรมตามกฎหมายหรอก แต่มันเป็นสภาวะทางสุญญากาศ ถามว่าชอบธรรมทางการเมืองไหม คนที่มีอุดมการณ์ขวาก็อาจบอกว่าชอบธรรมทางการเมือง แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความชอบธรรมมันหายไป ลองคุณไปถามคนเยอรมันช่วงฮิตเลอร์ (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี ที่สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2) เขาก็บอกว่าชอบธรรม แต่พอเวลาผ่านไป ไม่ใช่แล้ว ดังนั้นเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงชุดความจริงและค่านิยมทางประวัติศาสตร์"
แจง "ขอพื้นที่ให้กระแสรองบ้าง"
ในขณะที่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพิ่งลืมตาอ้าปากได้ราว 20 ปี ในยุคที่นักศึกษารับเอาเหตุการณ์นี้ไปเปิดปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ประกาศ 10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อ 10 ส.ค. 2563 สิ่งที่ไชยันต์คิด-ทำ จะทำให้ 6 ตุลา กลับไปอยู่ในความเงียบอีกครั้งหรือไม่
"ที่บอกว่าลืมตาอ้าปาก 20 ปีก็จริง เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีการพูดกันเลย" เขายอมรับ ก่อนกล่าวต่อไปว่า การพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ในเชิงวิพากษ์สถาบันฯ จากเคย "ถูกกลบ" ก็ค่อย ๆ ไต่ระดับเป็น "กระแสรอง" แล้วกลายเป็น "กระแสหลัก"
"ต้องมีพื้นที่ให้เขา แต่พอมันขึ้นแล้ว มันขึ้นไม่หยุดไง จนกระทั่งไม่รู้ว่ามันเกินเลยไปไหม จนกลายเป็นสิ่งที่เยาวชนรับรู้รับเชื่อว่าพระองค์อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นกระแสหลัก สิ่งที่ผมพูดมันแค่ขอพื้นที่ให้กระแสรองบ้าง ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าการฆ่ากันใน 6 ตุลา เป็นเพราะมีความเชื่อในการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันนี้ผมว่าทั้งฝ่ายผมและฝ่ายเขาเห็นตรงกันนะ แต่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมมันต้องเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นมา" ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ
ตามหาความจริงกรณี "หมอหยอง-สารวัตรเอี๊ยด" เสียชีวิต
นอกจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ไชยันต์ยังประกาศ "ตามหาความจริง" ในอีก 2 เหตุการณ์ที่ประวัติศาสตร์ขาดหายไป พร้อมการเสียชีวิตของผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ในระหว่างถูกคุมขัง-ดำเนินคดี เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้จ้องจับผิด-เล่นงานแต่ "ฝ่ายวิจารณ์เจ้าเชิงลบ" และอยู่อย่างเบาใจต่อการกลบเกลื่อนเรื่องราวของ "ฝ่ายวิจารณ์เจ้าเชิงบวก"
"ฝ่ายรอยัลลิสต์ หรือฝ่ายเชียร์เจ้า ผมเชื่อว่าก็มีปัญหาว่าตกลงแล้วคุณไม่วิพากษ์ ไม่ตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมีคนกอสซิป (ซุบซิบนินทา) ว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ผมเลยพูดถึงสามเหตุการณ์คือกรณี 6 ตุลา กรณีหมอหยอง (นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์) ซึ่งมีคนกอสซิปว่าทำไมถึงติดเชื้อในกระแสเลือด และกรณีสารวัตรเอี๊ยด (พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา อดีตสารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) แล้วก็เป็นคดีที่แอบอ้างชื่อสถาบันฯ ไปทำมาหากิน สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นนักวิชาการที่เที่ยงธรรม ไม่ใช่แบบว่าต้องปกป้องสถาบันฯ เราต้องการให้ประชาชนหูตาสว่างจริง ๆ ก็ควรต้องสืบค้นเรื่องดังกล่าวด้วย" เขาว่า
ชวนชำระประวัติศาสตร์หลัง 2475
ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์วัย 62 ปี ผู้ออกตัวว่าไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ประกาศเชื้อเชิญนักประวัติศาสตร์ให้มาร่วมกันชำระประวัติศาสตร์ โดยนำงานวิชาการที่พูดถึงสถาบันฯ ตั้งแต่หลัง 2475 มาอ่านใหม่-ไล่ดูว่ามีการ "บิดเบือน" หรือ "กุความเท็จ" หรือไม่อย่างไร และหากประวัติหน้าไหนยังไร้บทสรุป ก็ให้เขียนกำกับว่า "ตีความได้" เพื่อให้ข้อมูลแก่เยาวชน
ด้วยเพราะ "ความรู้" และ "ความจริง" สำคัญอย่างยิ่งในยุคที่คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมือง หันมาสนใจประวัติศาสตร์ และทะลุเพดานทางอุดมการณ์แบบ "ราชาชาตินิยม"
"ถ้าการเมืองไม่นิ่ง เวลาคุณพูดประวัติศาสตร์ มันมีผลต่อการเมืองในปัจจุบัน หรือพูดง่าย ๆ ว่าการเมืองในปัจจุบันมีผลไปตีความประวัติศาสตร์ในอดีตเพื่อให้เป็นประโยชน์กับการเมืองปัจจุบัน เช่น คุณไปตีความว่าที่ผ่านมาสถาบันฯ ไทยไม่เคยอยู่ในร่องในรอย ดังนั้นตอนนี้เราต้องทำให้อยู่ในร่องในรอย ถ้าการเมืองไม่นิ่ง ไอ้ความรู้ความจริงมันเป็นปัญหาแน่นอน แต่อย่างของอังกฤษ ทุกวันนี้คุณจะมาพูดเรื่องครอมเวลล์ (โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ นายพลชาวอังกฤษผู้นำกองกำลังของฝ่ายรัฐสภาต่อสู้กับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1) ดีไม่ดี มันไม่มีผลแล้ว ก็เป็นเรื่องเพื่อองค์ความรู้ เพื่อเป็นแง่มุมในการใช้เหตุผลดีเบต (ถกเถียง) มันไม่กระทบปัจจุบันแล้ว" ไชยันต์กล่าว
จี้ปฏิรูปสภา ก่อนปฏิรูปสถาบันฯ
ในทัศนะของผู้เป็นอาจารย์ ขบวนการนักศึกษามีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ และถือเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการพิจารณาว่า 10 ข้อเรียกร้องของกลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" สมเหตุสมผลแค่ไหน พร้อมแจกแจงเหตุผลความจำเป็นในการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก ทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ปี 2561 และพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ปี 2562
"อย่าไปโทษสถาบันฯ สมมติถ้าสถาบันฯ จะต้องการอะไรก็แล้วแต่ ประเด็นคือสภาเป็นผู้อนุมัติ เพราะเป็นระบอบพระกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ สภามีอำนาจสูงสุด สภาจะออกกฎหมายให้กษัตริย์มีอำนาจมากน้อยยังไงก็ได้ เมื่อสภาให้แบบนี้ สภาก็ต้องเป็นตัวอธิบาย คุณจะบอกปฏิรูปสถาบันฯ ไม่ใช่ คุณต้องปฏิรูปสภา (เน้นเสียง)... มันอาจไม่เกี่ยวข้องกับ 10 ข้อเท่าไร มันเกี่ยวกับว่าความจริงคืออะไร และทำไมการสื่อสารถึงไม่เกิดขึ้น" นักรัฐศาสตร์รั้วจามจุรีระบุ
ทั้งหมดนี้เพื่อยุติ "พงศาวดารกระซิบ" และเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า "สั่งมา" ที่ไม่เคยขาดหายไปจากสังคมการเมืองไทย
โต้ทุกฉายา-ภาพจำ
ท้ายที่สุดเมื่อกลับมามองไชยันต์ในวัยหลักหก จากเคยได้รับสมญานาม "เจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์น" มาวันนี้เกิดฉายาใหม่ขึ้นกับเขา ไม่ว่าจะเป็น "นักวิชาการฝ่ายอนุรักษนิยม" หรือ "ตำรวจวิชาการ" ทว่าเจ้าตัวไม่ยี่หระและไม่โกรธ
"ถ้าคุณอยู่ฝ่ายหนึ่งที่สุดโต่ง คุณก็ต้องมองว่าผมเป็นอีกฝ่ายที่สุดโต่งต่อให้ผมแตกต่างคุณแค่นิดเดียว ถ้าคุณเป็นซ้ายจัด ผมแตกต่างจากคุณ ผมก็เป็นขวาไปแล้ว ถ้าคุณมองตัวเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า ใครเห็นต่างจากคุณ ก็ต้องถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมไปเรียบร้อยแล้ว"
แม้ออกตัวว่างานวิชาการที่ผลิตออกมา จะเป็นคำอธิบายเองว่าเขาเป็นอะไร แต่ไชยันต์ก็ใช้เวลาในช่วงท้ายปฏิเสธทุกภาพจำที่ถูกสร้างขึ้น
- ถ้าคุณบอกว่าผมเป็น "ฝ่ายเจ้า" ผมก็ไม่เคยเรียกตัวเองเป็นรอยัลลิสต์
- ถ้าคุณบอกว่าผมเป็น "ฝ่ายอนุรักษนิยมขวาจัด" แล้วปี 2554 ผมเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขณะที่ตอนนั้นกลุ่ม "นิติราษฎร์" ขอแค่แก้ไข ทุกวันนี้ผมยังยืนยันว่ายังไงต้องยกเลิกมาตรา 112 ภายใต้เงื่อนไขการทำประชาพิจารณ์
- ถ้าคุณบอกว่าผมเป็น "สลิ่ม" ผมก็ไม่ได้อยู่กับกลุ่มของหมอตุลย์ (สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่ม "คนเสื้อหลากสี" เมื่อปี 2553)
- ถ้าคุณบอกว่าเป็น "พวกนกหวีด" ผมก็ไม่เคยชุมนุมกับ กปปส. เลย ใครเจอรูปผมแขวนนกหวีด มีกำไลข้อมือธงชาติ เอารูปมาเลย ผมไม่เคยมี
"แต่ผมยอมรับว่าเป็นเสื้อเหลืองพันธมิตรฯ ผมไปชุมนุมจริง... ความจริงเราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเราไปร่วมกับเขา" นักวิชาการเสื้อเหลืองกล่าวทิ้งท้าย