เพื่อไทย : แผนปฏิรูปพรรค “ยุคดิสรัปต์” เรียกศรัทธาจากคนเคยรัก-คนรุ่นใหม่

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เพื่อไทย (พท.) พรรคการเมืองอันดับ 1 ในสภาผู้แทนราษฎร ตกอยู่ในภาวะ "ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง" เพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นจากผู้สนับสนุนโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ เล็งใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจต้นปีหน้า "ทำให้ รัฐบาลหมดความหมาย" และฉายภาพ "เพื่อไทยยุคดิสรัปต์"
แม้ยึดครองตลาดการเมืองไทยมายาวนานถึง 2 ทศวรรษ ด้วยชัยชนะในสนามเลือกตั้งติดต่อกัน 5 ครั้ง เริ่มจากพรรคไทยรักไทย (2544, 2548) พรรคพลังประชาชน (2550) และพรรคเพื่อไทย (2554, 2562) ทว่าการเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็วของ "อนาคตใหม่" พรรคการเมือง "สตาร์ทอัพ" ซึ่งกลายรูปเป็นพรรคก้าวไกลในปัจจุบัน ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ พท. ถึงคราวต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือศัพท์ในแวดวงธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้ว่า "ดิสรัปต์" (disrupt)
แผน "ปฏิรูปพรรค" ถูกจัดทำขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 หลัง "ลูกน้องคนสนิท" ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยกพลกลับบ้านเก่า เข้ากำกับกลไกการบริหารพรรคทั้งในทางลับและทางแจ้ง เบียดขับ "กลุ่มอำนาจเดิม" ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค จนต้องเก็บของออกจากพรรคไปเมื่อ 25 ก.ย.
ล้าง "วัฒนธรรมการประชุม" รื้อ "ระบบเส้นสาย"
แกนนำพรรคเพื่อไทยที่เกี่ยวข้องในกระบวนการปฏิรูปพรรคบอกกับบีบีซีไทยว่า หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือการปรับโครงสร้างภายใน เพื่อล้าง "วัฒนธรรมการประชุม" ที่ผลิต "สมาชิกนาโต้" (No Action Talk Only) ขึ้นในพรรคเป็นจำนวนมาก และรื้อ "ระบบเส้นสาย" ที่ทำให้ "ค่าของคนอยู่ที่เป็นคนของใคร"

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
พวกเขายอมรับว่า การหา "คนที่ใช่" เข้ามาเสริมทีม "เพื่อไทย 4.0" ถือเป็นโจทย์ยาก แต่จำเป็นต้องทำ โดยจะเพิ่มแรงดึงดูดคนหน้าใหม่ด้วยการเปลี่ยนภาพลักษณ์พรรคให้ดูทันสมัย และปรับสิ่งแวดล้อมภายในเพื่อเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้ "ปล่อยแสง" ออกมาอย่างเต็มที่ สอดคล้องกับบุคลิกร่วมของคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมาดปรารถนา (passion) ในการทำสิ่งที่เชื่อ และต้องการประสบความสำเร็จ
ขณะที่นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ผ่านยุครุ่งเรืองของ "พรรคทักษิณ" จะลดบทบาทลงเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา หรือ mentor
เบื้องต้นมีชื่อของ 2 หมอ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ก่อการกลุ่มแคร์ (CARE) ปรากฏในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายด้านเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเมื่อ 25 พ.ย.

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
ชูจุดแข็ง "พรรคมีตำนาน"
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสนิยมของพรรคเพื่อไทยตกต่ำลงเมื่อตกที่นั่งฝ่ายค้าน ซ้ำยังถูก "พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ" ชิงพื้นที่สื่อ ชิงการนำในการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากกว่า ท่ามกลางการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ บ่อยครั้งที่พลพรรคเพื่อไทยถูกตั้งคำถามเรื่องเล่นการเมืองแบบ "อยู่เป็น" และ "สู้ไปกราบไป"
การปฏิรูปพรรคหนนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อกู้ภาพลักษณ์ "แกนนำฝ่ายประชาธิปไตย" เรียกศรัทธาคืนจากประชาชนอย่างน้อย 2 กลุ่มคือ
- คนเสื้อแดงที่เคยภักดีต่อแบรนด์ไทยรักไทย แต่เริ่มปันใจไปให้ "พรรคสีส้ม"
- คนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ที่พึ่งที่หวัง ไม่สามารถส่งต่อข้อเรียกร้องบนท้องถนนเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยผ่านกลไกรัฐสภาได้ หลังจากที่พรรคเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดเงื่อนไขห้ามแตะต้องหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
อย่างไรก็ตามนักปฏิรูปพรรคเพื่อไทยระบุว่า มีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่เชิดชูประชาธิปไตย สนใจทำงานทางการเมือง แต่ปฏิเสธ "แนวคิดสุดโต่ง" จึงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นพื้นที่รองรับศักยภาพของคนกลุ่มนี้ได้
สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการดึงเกมการเมืองกลับสู่การแข่งขันเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นบทถนัดของพลพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่โดดลงไปช่วงชิงการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ ซึ่งมีพรรคก้าวไกล/คณะก้าวหน้ายึดครองตลาดอยู่เพียงรายเดียว
หลังจากนั้นจึงชี้ชวนให้ "คนเคยรัก" และ "คนรุ่นใหม่" ในฐานะ "ลูกค้าการเมือง" เห็นใน 2 "จุดแข็ง" ของพรรคที่มีเหนือกว่าคู่แข่งขันทุกราย และสามารถสร้าง "อนาคตที่ดีกว่า" ได้ นั่นคือ
- มีตำนาน มีผลงาน/โครงการที่อยู่ในใจประชาชน ทำให้ 1 เสียงของประชา ชนที่แสดงออกในวันเลือกตั้งมีความหมาย เพราะทำให้เกิด "ประชาธิปไตยกินได้"
- มีพื้นที่การเมืองแข็งแกร่งในภาคเหนือและอีสาน
เล็งใช้ศึกซักฟอก ทำ "รัฐบาลหมดความหมาย"
ขณะเดียวกันพรรคแกนนำฝ่ายค้านในสภาก็เตรียมเปิดเกมรุกไล่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการขยี้ปม "ขาดความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน"
แกนนำพรรคเพื่อไทยชี้ว่า ชนวนเกิดแฟลชม็อบเมื่อช่วงต้นปี 2563 ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่พอใจในการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ของรัฐบาล เมื่อเกิดเหตุโควิดระบาดซ้ำส่งท้ายปี ก็มีโอกาสจะเกิด "ม็อบนักธุรกิจ-ม็อบประชาชน" ครั้งใหญ่ในปี 2564 หาก พล.อ. ประยุทธ์กับพวก ตัดสินใจผิดพลาดและก่อให้เกิดความเสียหายหนักต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
"รัฐบาลสร้าง 'พลังความกลัว' ให้ผู้คนเอาไว้มากในช่วงโควิด-19 หากรัฐบาลบริหารผิดพลาดอีก มันก็จะกลายเป็น 'พลังความโกรธแค้น' จนต้องออกมาขับไล่รัฐบาล" แกนนำพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ตามปฏิทินการเมือง ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" เป็นครั้งที่ 2 ในเดือน ก.พ. 2564 โดยที่พรรคเพื่อไทยเตรียมใช้เวทีซักฟอกรอบนี้ทำให้ "รัฐบาลหมดความหมาย" และฉายภาพใหม่ของ "เพื่อไทยยุคดิสรัปต์"
ปัญหาของ "พรรคครอบครัว"
นอกจากแผนสวยหรูที่เล็งผลเลิศจากการปฏิบัติ สิ่งที่เป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการปฏิรูปพรรค หนีไม่พ้น "บิ๊กบอส" ที่ชื่อทักษิณ ซึ่งเป็นผู้นำตลอดกาลของ "พรรคทักษิณ"
แม้ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากับ "คนจากแดนไกล" แต่นายโภคิน พลกุล 1 ใน 3 แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ลาออกจากพรรคตามคุณหญิงสุดารัตน์ไป เผยเหตุผลในการให้สัมภาษณ์กับประชาชาติธุรกิจว่า เป็นเพราะทีมนายทักษิณบริหารพรรคแบบ "ธุรกิจครอบครัว" ทำให้พรรคไม่เป็นสถาบันทางการเมือง
"การที่เอาคุณหญิงสุดารัตน์ออกแล้วอธิบายว่าอันนี้เป็นอันที่เขาลงทุนไว้แล้ว เขาต้องบริหาร ผมยอมรับไม่ได้..." และ "พอตกลงแบบนี้เสร็จ เดี๋ยวเอาใหม่ พอใครไปวิ่งไปหาก็เปลี่ยน อย่างนี้ไม่ได้..." นายโภคินแจกแจง

เสียงวิจารณ์ของนักการเมืองที่เป็น "คนนอก" ไปแล้วสำหรับเพื่อไทย ถูกตอกย้ำด้วยปฏิบัติการกวาดล้างทีมคนรุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ "เพื่อไทยพลัส" ยุคคุณหญิงสุดารัตน์ ก่อนตั้งทีมสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ชุดใหม่ โดยปรากฏรายชื่อของนักการเมืองสายตรง "นายใหญ่" "นายหญิง" รวมถึงเครือญาติชินวัตรร่วมวง ในจำนวนนี้มีนายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ น้องชายของนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ซีอีโอของเอสซี แอสเสท บริษัทมหาชนของตระกูลชินวัตร และบุตรเขยของนายทักษิณ และ น.ส. ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาวนายทักษิณ รวมอยู่ด้วย
จากคำครหาเรื่อง "คนรุ่นใหม่ใต้เงาเจ๊" จึงเกิดภาพ "คนรุ่นใหม่ภายในบ้าน"
ตามมาด้วยปรากฏการณ์เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่นายทักษิณ นำทีมน้องสาว น้องเขย และลูกข่ายเปิดหน้าขอคะแนนเสียงสนับสนุนจากชาวเชียงใหม่ให้นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร หรือ "ส.ว.ก๊อง" ผู้สมัครนายก อบจ. สังกัดพรรคเพื่อไทย เป็นผลให้ "เพื่อไทยยุคดิสรัปต์" ถูกตั้งสารพัดคำถาม
ไหนว่าจะเลิกก้าวก่ายแทรกแซงแล้ว
ไหนว่าจะ "รื้อระบบเส้นสาย"
ไหนว่าจะปฏิรูปพรรคให้เป็นสถาบันการเมือง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคำอธิบายจากอดีตรัฐมนตรีผู้ใกล้ชิด "นายใหญ่" ว่านายทักษิณคงประเมินแล้วว่าหากถูกยัดเยียดความพ่ายแพ้ในบ้านเกิด จะเสียหายหนัก จึงมีอยู่ 2 ทางเลือกระหว่าง อยู่เงียบ ๆ ปล่อยให้แพ้ไป แล้วรอรับความเสียหาย หรือลุยไปให้สุดตัว จากที่คาดว่าแพ้ ยังมีโอกาสชนะ
ในภาวะที่วิกฤต ผู้บริหารสไตล์ "กล้าได้ กล้าเสี่ยง" อย่างนายทักษิณย่อมเลือกทางหลัง แต่โดยปกติ นายทักษิณมักสนใจเฉพาะเป้าหมาย หากมั่นใจว่าผู้รับผิดชอบมีศักยภาพทำได้ ก็จะปล่อยให้ทำไป ไม่ลงมากำกับดูแลในวิธีการ ซึ่งก็จะย้อนกลับไปที่โจทย์ข้อแรกว่าด้วยการเฟ้นหา "คนที่ใช่"
ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามในสามเดือนแรกของกระบวนการปฏิรูปพรรคที่ยังรอคอยการพิสูจน์ว่าการปรับเปลี่ยนพรรคเพื่อไทยใต้เงาทักษิณจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่









