คนเหล่านี้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้นอีกหน่อย

ที่มาของภาพ, Dr S. Robert Rozbruch
ในแต่ละปี มีคนหลายร้อยคนทั่วโลกที่เลือกเข้ารับการผ่าตัดที่เจ็บปวดและใช้เวลานานเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้นอีกหน่อย แต่กระบวนการอันแสนซับซ้อนก็มีความเสี่ยง และผู้เชี่ยวชาญบอกว่าบางคนกลายเป็นต้องทุกข์ทรมานกับปัญหาแทรกซ้อนในระยะยาว
แซม เบ็กเคอร์ เคยสูงที่สุดในชั้นในช่วงมัธยมต้น แต่พอจบมัธยมปลายเขาโดนเพื่อนแซงหน้าไปหมด "ตอนผมไปมหาวิทยาลัย สังเกตเห็นว่าตัวเองเตี้ยกว่าพวกผู้ชาย แม้กระทั่งผู้หญิง" เขาเล่า "มันมีผลกระทบกับชีวิตคุณนะ พูดตามตรง ผู้หญิงไม่ค่อยไปเดตกับผู้ชายที่เตี้ยกว่าพวกเขา สิ่งที่ยากที่สุดคือบางทีผมรู้สึกว่าผมจะไม่มีวันหาภรรยาได้"
ชายวัย 30 ปี จากนครนิวยอร์กผู้นี้หวังว่าเขาจะสูงขึ้นอีก แต่ลึก ๆ ก็รู้ดีว่าร่างกายโตเต็มที่แล้ว
"ผมคิดมาตลอดว่าการตัวสูงกับการประสบความสำเร็จเป็นเสี่ยงที่เชื่อมโยงกัน ผมเลยคิดวิธีแก้ปัญหานี้สำหรับตัวเองขึ้นมา"
ผมจะเดินได้ไหม
แซมค้นคว้าหาข้อมูลแต่ก็ไม่พอใจกับทางเลือกอย่างการใส่รองเท้าเสริมส้น หรือการออกกำลังกายให้ตัวยืด ตอนอ่านเจอเรื่องกระบวนการผ่าตัดยืดขา เขาก็เริ่มสนใจวิธีการนี้ หลังจากคุยเปิดอกกับแม่ และชั่งน้ำหนักความเสี่ยงต่าง ๆ แล้ว เขาเลือกเข้าห้องผ่าตัดเป็นทางออก
ในปี 2015 เขาเข้ารับการผ่าตัดทำให้สูงขึ้นจาก 162 ซม. เป็น 170 ซม.
"หมอบอกอย่างชัดเจนตั้งแต่คุยกันครั้งแรกว่าการผ่าตัดจะยากเย็นแค่ไหน ผมกังวลว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อสูงขึ้น 3 นิ้ว ผมยังจะเดินได้อยู่ไหม จะวิ่งได้อยู่ไหม"
"หลังจากผ่าตัด ผมเข้ารับการบำบัดร่างกายราว 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง ทำแบบนั้นอยู่สัก 6 เดือน ...มันบ้าพอสมควร หักขาตัวเองและเรียนรู้ที่จะเดินอีกครั้ง มันถูกมองว่าเป็นศัลยกรรมตกแต่ง แต่จริง ๆ แล้วผมทำเพื่อสุขภาพจิตตัวเองซะมากกว่า"
การผ่าตัดเพิ่มความยาวขามีในมากกว่า 10 ประเทศ คนไข้บางคนเพิ่มความสูงถึง 5 นิ้ว หรือ 13 ซม. แม้ว่าจะประเมินยากว่าปีหนึ่งมีคนเข้ารับการผ่าตัดลักษณะนี้กี่ราย แต่คลินิกต่าง ๆ บอกว่าได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ บีบีซีได้พูดคุยกับคลินิกที่ต่าง ๆ ทั่วโลกว่าพวกเขาทำการผ่าตัดลักษณะนี้บ่อยแค่ไหน และตัวเลขที่ได้ก็แตกต่างกันไป
ที่คลินิกชั้นนำในสหรัฐฯ เยอรมนี และเกาหลีใต้ มีการผ่าตัดลักษณะนี้ 100-200 ครั้งต่อปี สำหรับที่อื่นอย่างสเปน อินเดีย ตุรกี อิตาลี มีการผ่าตัดปีละราว 20-40 ครั้งต่อปี ส่วนที่สหราชอาณาจักรมีปีละ 15 ราย

ที่มาของภาพ, Dr S. Robert Rozbruch
แต่ทุกที่ที่บีบีซีไปคุยด้วยบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจำนวนคนมาเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มขึ้นทุกปี
ที่สหราชอาณาจักร ค่าผ่าตัดอยู่ที่ราว 5 หมื่นปอนด์ หรือราว 2 ล้านบาท ส่วนในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 75,000-280,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.2-8.4 ล้านบาท
กระบวนการผ่าตัดทั้งแพง ยาวนาน และเจ็บปวดมาก ผู้นำร่องใช้เทคนิคนี้คือแพทย์โซเวียตชื่อ แกฟริล อิลิซารอฟ โดยใช้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามโลกครั้งที่ 2
แม้ว่า 70 ปีที่ผ่านมา เทคนิคนี้จะได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ แต่หลักการก็ยังเหมือนเดิม เริ่มด้วยการเจาะรูที่กระดูกขา ซึ่งจะถูกหักเป็นสองท่อน จากนั้นจะผ่าตัดสอดท่อนโลหะไปในรูดังกล่าว และใช้น็อตหลายตัวยึดไว้ จากนั้นจะค่อย ๆ ยืดท่อนโลหะออกวันละ 1 มิลลิเมตร ก่อนจะขยายไปเรื่อย ๆ จนคนไข้พอใจ จากนั้นก็ปล่อยให้กระดูกได้เชื่อมเข้าหากันตามธรรมชาติ
จากนั้น คนไข้ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนบำบัดร่างกายทุกวัน กระบวนการนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาทที่อาจได้รับความเสียหาย เลือดแข็งตัว หรือไม่กระดูกก็อาจจะไม่เชื่อมเข้าหากัน
ช่องว่าง 3 นิ้ว
คนที่เข้าใจกระบวนการนี้เป็นอย่างดีคือ บาร์นี เขาเข้ารับการผ่าตัดในอิตาลีในปี 2015 โดยเพิ่มความสูงตัวเองขึ้น 3 นิ้ว จากสูง 167 ซม. เป็น 175 ซม. หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเขามีภาวะที่ต้องดัดขาให้ตรง เขาเลยตัดสินใจเพิ่มความสูงตัวเองด้วยเลย
เขาได้รับแจ้งว่าทั้งสองกระบวนการนี้สามารถทำพร้อมกันได้ จะไม่ส่งผลต่อเวลาในการพักฟื้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีผลกระทบตามมาอยู่
"ถ้าผมอายุ 16 ปี บางทีอาจจะไม่มีปัญหา แต่ผมผ่าตัดตอนอายุ 46 ปี กระดูกผมถูกแยกออกจากกัน และกระดูกก็ไม่เคยประสานเข้าหากัน มีช่องว่าง 3 นิ้ว และก็กระดูกสองท่อนที่มีท่อนโลหะอยู่ตรงกลาง"
บาร์นีบอกว่า รู้สึกเหมือนเส้นประสาททุกเส้นในขาถูกยืด

แม้ว่าจะมีช่องว่างระหว่างกระดูก แต่ท่อนโลหะทำให้เขาสามารถเดินได้อยู่ แต่ก็ตระหนักว่าตัวเอง "ติดหงัก" อยู่ระหว่างกระบวนการ
"[แต่]ผมโชคดีที่มีครอบครัวและหัวหน้าที่ดีมาก แต่สถานการณ์ก็อาจจะกลายเป็นแย่ได้อย่างรวดเร็ว"
กระบวนการต่อขาทำในคลินิกเอกชนเท่านั้น และก็ยังมีข้อมูลสถิติน้อยมากว่าคนไข้มีความเสี่ยงเวลาเข้ารับการผ่าตัดลักษณะนี้แค่ไหน ศ.ฮามิช ซิมป์สัน จากสมาคมออร์โธปิดิกส์แห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า แม้เทคนิคจะได้รับการพัฒนามากแล้ว แต่โอกาสเสี่ยงก็ยังสูงเพราะเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก
ดร.เดวิด กูดเดียร์ แพทย์กระดูกและข้อในสหราชอาณาจักร บอกว่า คนไข้ที่เขาพบบางคนมีปัญหาทางจิตใจด้วย อาทิ โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphia)
เขาบอกว่า คนมักไม่ตระหนักว่าความเสี่ยงจริง ๆ มีอะไรบ้าง
"อะไรจะเกิดขึ้นหากคุณไปรับการผ่าตัดที่อิ่น แล้วกลับมาสหราชอาณาจักร และเกิดอาการแทรกซ้อน คำตอบคือคุณถูกส่งมาเจอผมที่สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และเราก็ต้องมาจัดการกับปัญหา"
ถือว่าคุ้ม
สำหรับบาร์นี หลังจากที่คุยกับบีบีซี เขาเข้ารับการผ่าตัดเอาท่อนโลหะออก นับเป็นเวลา 5 ปีหลังจากการผ่าตัดครั้งแรก แม้ว่าจะเจ็บปวด ต้องเสียเงิน และบำบัดร่างกายหลายปี เขาบอกว่าแทบจะไม่เสียใจที่ได้ตัดสินใจทำลงไป
"การนึกย้อนเสียใจเป็นเรื่องตลก มีคนมากมายที่เข้ารับการผ่าตัดประสบความสำเร็จและก็ไม่เคยมีปัญหาอีกเลย พวกเขาก็ใช้ชีวิตต่อไป ผมต้องพักฟื้นอีกนาน แต่สำหรับผมมันถือว่าคุ้ม มันให้โอกาสผมสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ เป็นอิสระจากอคติของคนที่ตัวไม่สูงต้องประสบ"










