You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สาดสี-ขีดเขียน-คำหยาบ ในการชุมนุม ฟังเสียงค้าน-หนุน แค่ไหนไม่ใช่สันติวิธี
การขีดเขียน-สาดสี ในพื้นที่สาธารณะบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อ18 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ฝ่ายนิยมเจ้าออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาใช้ ม. 112 ของประมวลกฎหมายอาญาอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนการเรียกร้องของเยาวชนบางคนก็ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม และขอบเขตของการเคลื่อนไหวโดยสันติ
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ บีบีซีไทย สรุปปฏิกริยาที่เกิดขึ้น และความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง
ฝ่ายนิยมเจ้าว่าอย่างไร
พลันที่ภาพเหตุการณ์ปรากฏออกไป พลเอก หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ผู้เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เมื่อต้นเดือน พ.ย. ก็โพสต์ข้อความทางบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเอง ความว่า
"เกินจะทนจริงๆ เลวกว่าเป็นมนุษย์ที่บอกตัวเองว่าเป็นคนไทย อิสระภาพ และเสรีภาพ เกินขอบเขตไปกันใหญ่แล้ว
ถึงขนาดเขียนข้อความ สาบแช่ง พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ท่านไม่เคยทำความเดือดร้อนอะไรให้ใคร ตอนนี้ พวกมันไม่ได้ย่ำยีแค่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้น ปัจจุบันลามปามไปย่ำยีถึง บุพการี ของพระองค์ท่านกันแล้ว ม. 112 ควรนำออกมาใช้ได้แล้ว ก่อนที่จะเหลิงกันมากไปกว่านี้"
สามวันต่อมา แฟนเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อ 21 พ.ย. "พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค และทีมงานศชอ. เดินทางไปยื่นหลักฐานการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ต่อ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปอท. ให้ดำเนินคดีมาตรา 112 กับผู้ที่หมิ่น จาบจ้วง ใส่ร้าย ในหลวง พระราชินี โดยพี่ดี้เป็นผู้กล่าวทุกข์เอง #ร่วมสร้างสังคมที่ดีในรุ่นเรา #ศชอ... ให้ดำเนินคดีกับ รุ้ง ปนัสยา ตาม #มาตรา112"
"เพนกวิน" ว่าอย่างไร
นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ "เพนกวิน" หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขายึดมั่นในแนวทางสันติวิธีไม่ใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งยืนยันว่า การพ่นสีหรือตะโกนเสียงดังไม่ใช่ความรุนแรง แต่เป็นแนวทางต่อสู้ที่สันติวิธี
ในการปราศรัยบริเวณ ถ.อักษะ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา นายพริษฐ์ได้กล่าวถึงประเด็นนี้อีกครั้งว่า รัฐบาลมีความตั้งใจล่อให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงแต่ไม่สำเร็จ ผู้ชุมนุมยังคงยึดหลักการสันติวิธีโดนตลอด และในช่วงท้ายของการปราศัยยังย้ำกับผู้ชุมนุมว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่หากเกิดการรัฐประหาร ก็เรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อสู้ด้วยทุกวิถีทาง
"การต่อสู้ของเราตอนนี้เป็นประวัติการณ์ เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่...เป็นการต่อสู้ที่ใช้ดอกไม้เป็นอาวุธ เป็นการต่อสู้ที่ใช้โบว์ขาวเป็นอาวุธ เผด็จการกำลังหาเหตุสร้างพวกเราให้เป็นคนป่าเถื่อน"
โดยประเด็นการดำเนินคดีจากกรณีการขีดเขียนนั้นยังไม่ปรากฏ มีเพียงกรณีการสาดสี ตามที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อ 23 พ.ย. ว่า ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำสั่งคดีสาดสีหลังพนักงานสอบสวนเแจ้งข้อกล่าวหากับนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ จากการสาดสีหน้าสน.สำราญราษฎร์ โดยแจ้งว่าการกระทําดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน "ทําร้ายร่างกาย จิตใจผู้อื่น แต่ไม่ถึงเป็นอันตราย" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 และ "ทำให้ถนน กำแพงเสื่อมค่าหรือไร้ประโยชน์" ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ
"ต้นเรื่อง" คือแก๊สน้ำตา
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางการเมือง ที่รู้จักกันในนาม "บก.ลายจุด" ให้ความเห็นว่า การขีดเขียนและสาดสีบริเวณหน้า สตช. นั้นมี 2 ส่วน คือ สี และข้อความ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเอาคืน หรือต่อต้านตลอดมานับตั้งแต่มีการสาดสีครั้งแรก
บก.ลายจุด ชี้ว่า ต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจว่าการแสดงออกที่หน้าสตช.เป็นปฏิกิริยาหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่มีการใช้แก๊สน้ำตา และน้ำที่ผสมสารเคมีฉีด เกิดผลต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นต้นเรื่อง
"ในมุมมองของผม ไม่ว่าสีหรือข้อความผมยังคิดว่าเป็นการแสดงออกในรูปแบบสันติวิธีอยู่ มันกระทำบนวัตถุ แน่นอนคนที่ไม่พอใจผมเข้าใจได้นะ เช่นกระทำต่อป้ายของสตช. มันไม่ใช่แค่วัตถุธรรมดาเป็นสัญลักษณ์ของตำรวจ แต่ที่เขาไปหน้าสตช. ไม่ไปทำที่อื่นเพราะว่า เขาต้องการส่งสัญญานตอบโต้กลับการกระทำของตำรวจในวันก่อน เมื่อคุณฉีดน้ำมา เราไม่มีสารเคมีแบบนั้น งั้นม็อบก็จะตอบโต้โดยการสาดสีกลับไป"
สำหรับ "ข้อความ" บก.ลายจุด กล่าวว่า "ส่วนตัวผมข้อความอ่อนไหว" เมื่อปรากฏคำหยาบคาย และอาจจะพาดพิงต่อสถาบัน อันนี้เป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุด ต่อให้รูปแบบการเขียนข้อความยังอยู่ในแนวทางสันติวิธียังไงก็แล้วแต่ เขาก็ยังคงเห็นว่าการใช้ภาษา ยังคงมีเส้นแบ่งอยู่
"ผมคิดว่างานศิลปะเป็นการแสดงอารยธรรมนะ สาดสี ส่วนตัวมันอธิบายได้ มันมีความอารยะอยู่มันไม่ใช่การทำเลอะเทอะอย่างที่เขาว่ากัน มันมีความหมายมากกว่าการเลอะเทอะ มันมีข้อความ การจัดวาง การเตรียมสี แต่เรื่องข้อความเป็นจุดที่ต้องมีเส้น"
"ถ้าเราเขียนข้อความแล้วมันลดทอนแนวร่วมก็ดี หรือใช้ภาษาที่มันแสดงความไม่อารยะ ผมคิดวาเป็นเรื่องที่ อยากจะเห็นความระมัดระวังในเรื่องนี้มากขึ้น"
อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมเองก็เรียนรู้และส่งสัญญานกันเองจากคำแนะนำจากหลายฝ่าย ทำให้การชุมนุมต่อ ๆ มาไม่ปรากฏภาพลักษณะนั้นอีก แต่ยังยืนยันว่าการสื่อสารผ่านข้อความยังคงทรงพลัง เป็นการสร้างการฉุกคิด
บก.ลายจุด กล่าวว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เคยผิดพลาดจากการใช้คำหยาบคาย ซึ่งทำให้เรียนรู้ว่าสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ ทำให้อีกฝ่ายไม่โต้แย้งเนื้อหา มีแต่กระตุ้นให้อีกฝ่ายโกรธจนเกิดความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการใช้คำหยาบที่ผิดไปจากค่านิยมทั่วไป เช่น การใช้คำที่มีเครื่องเพศ
โดยสิ่งที่เขาปรารถนาที่จะเห็นกับการเคลื่อนไหวในครั้งต่อ ๆ ไป คือ การขับเคลื่อนที่ดึงความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่งออกมา คือ การให้ข้อมูลและสร้างพื้นที่พูดคุย ทำให้ทุกคนได้ตัดสินและมีส่วนร่วมด้วยตนเอง เพราะท้ายที่สุดทุกคนก็คือคนไทยด้วยกัน ความเคารพซึ่งกันและกันยังคงเป็นเรื่องสำคัญ
"ไม่จำเป็นต้องทำวิธีแบบเดิม ๆ"
วิภาวี กิตติเธียร ผู้ก่อตั้ง MAYDAY! กลุ่มที่สร้างสรรค์ป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ทั่วกรุง ซึ่งสะกดชื่อเป็นภาษาไทยว่า "เมล์เดย์!" เป็นคนหนึ่งที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อการแสดงออกในการชุมนุมว่า การขีดเขียนต่าง ๆ เป็นสิ่งทำได้ แต่หากมีวิธีการที่ดีกว่าในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการขับเคลื่อนสังคมก็ต้องไม่หยุดพยายามแสวงหา
"จากที่เราทำงานอยากพัฒนาขนส่งสาธารณะ และทำงานมิติเมืองต่าง ๆ เราเห็นว่าสิ่งที่ติดขัดคือรูปแบบโครงสร้าง รวมถึงระบบราชการด้วย ไม่ใช่มิติของการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้...ในทางเดียวกันเราก็มองว่ารูปแบบงานที่เราทำ หรือที่ทีมพยายามขับเคลื่อนอยู่เนี่ย เราพยายามจะสร้างการเปลี่ยนแปลงของเมืองอยู่เหมือนกัน เรารู้สึกไม่โอเคที่เราจะอาศัยอยู่แบบนี้ ซึ่งการสร้างความเปลี่ยนแปลงมันมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การสร้างความกดดัน ออกมาชุมนุมนอกถนนบ้าง หรืออื่นๆ"
ป้ายรถเมล์ที่กลุ่มเมล์เดย์จัดทำขึ้น กลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่ผู้ชุมนุมใช้ขีดเขียน เพื่อแสดงออกในช่วงการชุมนุมที่บริเวณหน้าสตช. เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งวิภาวีได้โพสต์แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยชี้ว่าควรหลีกเลี่ยง เพราะนับเป็นสิ่งสาธารณะที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และจัดทำขึ้นก็เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ
"เราไม่เคยมองว่างานป้ายรถเมล์เราเนี่ยเป็นสิ่งที่เราหวงแหน อย่ามาทำร้ายของของฉัน เราแค่รู้สึกว่าที่ผ่านมามันเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นภาพแทนว่าประชาชนอยากได้อะไร ต้องการอะไรมาเสมอ ถ้ามีอารมณ์ในเรื่องการขับเคลื่อนแล้ว ถ้าเราเติมรายละเอียดไปนิดนึงว่าอะไรที่มีประโยชน์กับเมืองอยู่ อะไรเป็นโครงสร้างพื้นฐาน อะไรเป็นพื้นที่ส่วนรวม พื้นที่สาธารณะ ถ้ามันละเว้นได้มันก็น่าจะดี...เหมือนเราเป็นเพื่อนกัน ก็อยากเตือนว่าอันนี้เราก็กำลังช่วยเธออยู่เหมือนกัน ถ้าข้ามมันได้ก็จะดี เราเข้าใจว่าตอนที่เราอยู่หน้าถนนมันไม่มีใครรู้หรอกว่า สตรีทเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้เป็นของใคร หรือมีที่มาที่ไปยังไง"
อย่างไรก็ตามวิภาวี ชี้ว่า เมื่อมีทิศทางความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่จะรู้สึกไม่พอใจ และต้องการสื่อสารความโกรธออกมา การใช้วิธีการขีดเขียนก็ยังเป็นวิธีการที่ยอมรับได้ แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ติดตามและชื่นชมการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด ก็อยากเห็นวิธีการแสดงออกใหม่ ๆ เพื่อลบวิธีการเดิมที่ว่า "ถ้าเราจะล้มระบบได้ เราต้องมีความรุนแรงแบบนี้ขึ้นมาก่อน"
"ถ้าเราอยากมองหาระบบแบบใหม่ เราก็น่าจะหาวิธีการที่สร้างสรรค์ในแบบใหม่ ๆ ได้ ที่สร้างความกดดันได้เหมือนกัน มันควรจะเป็น creative pressure มากกว่านี้รึเปล่า...ถ้าเราเป็นคนรุ่นใหม่แล้ว เราโตมากับเทคโนโลยี นวัตกรรม รู้สึกว่ามันมีอะไรที่มันสร้างแรงกดดันที่ต้องมีคนรุ่นเราเท่านั้นแหละ อยากให้จบที่รุ่นเรา จะเป็นคนคิดออกแล้วเขาตามไม่ทันแบบที่เราต่อสู้กันทุกวัน
สำหรับประเด็นการใช้คำไม่สุภาพในพื้นที่การชุมนุมนั้น วิภาวีกล่าวว่า เป็นปฏิกิริยาแรก ๆ ของมนุษย์เวลาโมโห กดดัน ถูกจำกัดสิทธิ หรือถูกลิดรอนสิทธิ ซึ่งในมุมหนึ่งก็มีความเสี่ยงที่จะทำร้ายจิตใจบุคคลอื่น ซึ่งท้ายที่สุดการกระทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากความโมโหนั้นสามารถย้อนกลับมาได้เสมอ ทุกคนทำได้แต่ต้องยอมผลเสียหรือสิ่งที่เกิดขึ้น
จุดเริ่มต้นสาดสี
นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ หนึ่งในผู้ริเริ่มการใช้วิธีการสาดสี ยืนยันว่าการขีดเขียน หรือสาดสีที่เกิดขึ้นในการชุมนุมที่ผ่านมานั้นยังคงอยู่ในกรอบของสันติวิธี เมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ในสถานการณ์ที่รัฐบาลมีการจัดการการชุมนุมด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งการฉีดน้ำ การใช้แก๊สน้ำตา
"มันคือการแสดงอารมณ์ของมวลชน และยังคงสันติวิธีอยู่นะ ในการใช้สี ในการแสดงออกบนพื้นที่ถนน แต่ตอนนี้มันแค่ยกระดับขึ้นมา ไม่ว่าอะไรก็ตามมันเหมือนสีกระป๋องแรกที่ผมสาดครับ มีทั้งฝ่ายตนเองทั้งฝ่ายโน้นที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่เราต้องปล่อยไป เรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยแล้วเดี๋ยวเขาจะเรียนรู้เอง"
โดยเมื่อถามถึงเพดานสูงสุดของสันติวิธี นายไชยอมร กล่าวว่า มวลชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่ามากเพียงใดถึงรับได้ ซึ่งการใช้วิธีการขีดเขียน สิ่งสำคัญ คือ "ข้อความ" ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการชุมนุม
สำหรับประเด็นที่ว่าข้อความในการชุมนุมมีการปะปนด้วยคำหยาบคายนั้น นายนายไชยอมร ตั้งคำถามกลับว่า "แค่ไหนเรียกว่าหยาบ" ทุกข้อความเป็นเพียงเสียงสะท้อนของมวลชนที่ถูกกดทับมาตลอดเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่มีใครห้ามได้ แต่ยืนยันว่าการสาดสีไม่ได้สามารถยกระดับไปสู่เหตุการณ์รุนแรงโดยสังคมโดยรวมได้ เพราะทุกการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมนั้น ล้วนคำนึงถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่นั้น ๆ ไปควบคู่ไปด้วยเสมอ
"ทุกวันนี้เพดานการชุมนุมต่ำเกินไปมาก ๆ เลยครับ มันคือสังคมดัดจริตเกินไป ในขณะที่ขีดเขียนถนนแล้วโดนวิพากษ์วิจารณ์ หรือใด ๆ ก็ตามที่ทำถนนเลอะเทอะ มองภาพใหญ่เรากำลังโดนกดขี่ และทำให้สังคมสกปรกมากกว่านั้นอีก การขีดเขียนพวกนี้เป็นเรื่องเล็กครับ มันจะไม่เกิดเลยถ้าไม่มีความเงื่อมล้ำ ไม่มีความอยุติธรรม"
นายไชยอมร เล่าย้อนที่มาของการเริ่มต้นสาดสี เกิดขึ้นหลังการชุมนุมบริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา โดยเขาเป็นผู้เสนอไอเดียนี้ว่าเป็นการใช้สีป้องกันตัว และสามารถแสดงออกทางสัญลักษณ์ ซึ่งยังอยู่ในขอบข่ายสันติวิธี ทั้งยังมีการศึกษาฐานความผิดทางกฎหมาย ในวงประชุมของหลายกลุ่มแกนนำ ซึ่งขณะนั้นหลายฝ่ายก็ยังคงมีความคิดเห็นที่หลากหลาย และเมื่อเริ่มต้นทำจริงก็มีแรงเสียดทานจากหลายฝ่าย
"ในตอนนั้นเพดานการชุมนุมของเราต่ำมาก ในขณะที่เพดานของการพูดสูงมาก...ผมเลยคิดว่าการใช้สีเป็นเครื่องต่อกร เครื่องมือในการแสดงสัญลักษณ์ยังคงสันติวิธี และหลีกเลี่ยงความรุนแรงอย่างชัดเจน"