เศรษฐกิจ : คณะกรรมการนโยบายการเงินคงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% ต่อปี คาดอีก 2 ปีกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น

ปฏิภัทร จันทร์ทอง/Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จากปี 2559 ถึง 2561 อัตราความยากจนเพิ่มจาก 7.21 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.85 เปอร์เซ็นต์ หรือจาก 4.85 ล้านคน เป็นกว่า 6.7 ล้านคน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติเอกฉันท์วันนี้ (18 พ.ย.) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกราวสองปีกว่าที่จะกลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19

กนง.มีมติดังกล่าวหลังจากประเมินแล้วว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะปรับดีขึ้นกว่าที่คาดแต่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า เปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง จึงต้องอาศัยแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

เอสเอ็มอียังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน

แถลงการณ์ของ กนง.ระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 จะปรับตัวดีขึ้นดีกว่าที่คาด แต่ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ยังฟื้นตัวช้า รายได้ของแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี ระบบการเงินมีเสถียรภาพ แม้จะเปราะบางตามฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบน้อยลง

กนง.ระบุอีกว่า "สภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับสูงและต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจและครัวเรือนบางส่วนที่ต้องการสภาพคล่องยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs"

A food vendor walks past a portrait of Thai King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun in Bangkok

ที่มาของภาพ, EPA

ห่วงเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป

ส่วนค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้น ภายหลังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่ง กนง.กังวลว่าสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็ว จะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

ย้อนไปเมื่อเดือน มี.ค. ธนาคารโลกวิเคราะห์วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก สำหรับเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน และรั้งท้ายอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก เปิดเผยในขณะนั้นว่า คาดว่าในสถานการณ์พื้นฐานหรือดีที่สุด อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 3% ส่วนในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุด ตัวเลขจะติดลบถึง 5% สืบเนื่องจากผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 13-16% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ จีดีพี

ต่อมาในเดือน ส.ค. สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ของปี 2563 ว่าติดลบ 12.2% สาเหตุหลักมาจากการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 แต่ก็ชี้ว่า ยังติดลบน้อยกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมานี้ สศช. ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้าอย่างมากจากปัจจัยบวกในภาคการอุปโภคของภาครัฐและการลงทุนโดยรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น แต่อัตราการว่างงานยังสูง โดยผู้ว่างงานราว 7.4 แสนคน

สศช. คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีจะอยู่ที่ -6% ดีขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ -7.5% ส่วนปีหน้าคาดปรับตัวเป็นบวกในกรอบ 3.5 - 4.5% โดยปัจจัยหนุนประกอบด้วย ความสามารถในป้องกันการกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 ภายในประเทศ และการผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม อาทิ กองถ่ายภาพยนตร์ ผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า กลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบพิเศษ (Special Tourist Visa)