ขบวนเสด็จฯ: "เอกชัย" ผู้ต้องหาคดี ม.110 แจ้งความกลับตำรวจกรณีขบวนเสด็จฯ ผ่านที่ชุมนุม

นายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องหาคดีประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการจัดเส้นทางขบวนเสด็จพระราชดำเนินเมื่อวันที่ 14 ต.ค.

นายเอกชัย นักเขียนอิสระวัย 45 ปี เป็น 1 ใน 3 ผู้ต้องหาคดีประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 จากกรณีที่เขาอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ขบวนเสด็จฯ เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม "คณะราษฎร" บริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ต.ค.

มาตรา 110 วรรค 2 ระบุว่าผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ผู้ต้องหาอีก 2 คน ได้แก่ นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง อายุ 21 ปี นักศึกษาเอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล และนายสุรนาถ แป้นประเสริฐ อายุ 35 ปี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง

ตำรวจแสดงหมายจับเข้าจับกุมนายเอกชัยบริเวณบ้านพักย่านลาดพร้าวเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายบุญเกื้อหนุนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ดุสิต ส่วนนายสุรนาถถูกออกหมายจับและเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 21 ต.ค.

นายบุญเกื้อหนุนได้รับการประกันตัววันที่ 17 ต.ค. ส่วนนายเอกชัยและสุรนาถเพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 3 พ.ย.

หลังจากออกจากเรือนจำมาได้เพียง 2 วัน ช่วงสายวันนี้ (5 พ.ย.) นายเอกชัยเดินทางไปที่ สน.ลาดพร้าว เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อันเนื่องมาจากการจัดเส้นทางขบวนเสด็จเมื่อวันที่ 14 ต.ค.

นายเอกชัยเชื่อว่าตำรวจจงใจจัดเส้นทางเสด็จฯ ให้ผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและไม่ได้มีการประกาศแจ้งให้ประชาชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นทราบล่วงหน้า

ขณะที่ พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินในช่วงเย็นวันที่ 14 ต.ค.ได้มีการกำหนดล่วงหน้ามานานแล้ว และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นได้ประกาศให้ประชาชนรู้ว่าจะมีขบวนเสด็จฯ ผ่าน

เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 14 ต.ค.

วันที่ 14 ต.ค. เป็นวันแรกของการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร 2563" ซึ่งได้เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมายังทำเนียบรัฐบาลในช่วงเย็น ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ถูกตำรวจสกัดไว้ที่แยกนางเลิ้ง ผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินทางล่วงหน้ามารวมตัวกันอยู่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล

ก่อน 18.00 น. เล็กน้อยมีขบวนรถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกร รัศมีโชติฯ ผ่านเส้นทางดังกล่าว ขณะที่เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมบางคนได้ชูสัญลักษณ์ 3 นิ้วและโห่ร้อง

ข่าวพระราชสำนักค่ำวันนั้นรายงานว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร โดยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกร รัศมีโชติฯ เสด็จในการนี้ด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้น (15 ต.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ โดยเนื้อหาตอนหนึ่งของประกาศระบุว่า ผู้ชุมนุม "...มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล อันมิใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการรับรอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"

"เอกชัย" เชื่อตำรวจจงใจให้ขบวนเสด็จฯ ผ่านที่ชุมนุม

นายเอกชัยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าแจ้งความ ผบ.ตร.และ ผบช.น. วันนี้โดยเล่าเหตุการณ์ในวันที่ 14 ต.ค. ให้ฟังว่าเขาอยู่ในที่ชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบฯ จริง แต่เขาและผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ไม่รู้เลยว่าจะมีขบวนเสด็จฯ ผ่านเส้นทางนี้ ก่อนที่ขบวนเสด็จฯ จะมาถึงเขาเห็นตำรวจหลายนายมายืนกั้นผู้ชุมนุมจึงคิดว่าจะมีการสลายการชุมนุม เขาตัดสินใจลงไป "ดัน" กับตำรวจ สักพักก็เห็นว่ามีขบวนเสด็จฯ มา

นายเอกชัยยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาประทุษร้ายพระราชินีและองค์รัชทายาท และตลอดช่วงเวลาที่ยืนอยู่ตรงนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้ประกาศให้ประชาชนทราบเลยว่าจะมีขบวนเสด็จฯ ผ่านเส้นทางนี้

นายเอกชัยระบุว่าเหตุที่เขามาแจ้งความ ผบ.ตร. และ ผบช.น. เพราะคิดว่าทั้งสองต้องรับผิดชอบต่อการจัดเส้นทางให้ขบวนเสด็จฯ ผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม และที่สำคัญคือเขาเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นการจงใจทำให้เกิดขึ้นเพื่อที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

นายเอกชัยกล่าวว่าเขาหาข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางจากพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร และพบกว่าหากใช้ ถ.ราชดำเนินนอก จะใกล้กว่า อีกทั้งไม่ต้องผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม

"ทำไม (ตำรวจ) ไม่เลือกเส้นทางที่ใกล้ว่าและไม่มีม็อบ แต่กลับเลือกเส้นทางที่อ้อมและมีม็อบ จึงมองได้ว่าเป็นการเจตนา จงใจเลือกเส้นทางนี้ และในคืนนั้นเองรัฐบาลก็ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยอ้างว่ามีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน" นายเอกชัยตั้งข้อสังเกต

เขากล่าวหาตำรวจว่าจงใจใช้เหตุการณ์ขบวนเสด็จเป็นเครื่องมือทางการเมือง และไม่มีการประกาศให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นรับรู้ว่าจะมีขบวนเสด็จฯ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

รอง ผบช.น. ยืนยันตำรวจปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่

พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยวันนี้ (5 พ.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าวได้ให้นายเอกชัยมาแจ้งความที่ สน.ดุสิตแทน เนื่องจากที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ดุสิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความไว้แล้ว หลังจากนี้จะสอบสวนข้อเท็จจริง หากมีมูลก็จะรับเป็นคดีต่อไป แต่หากไม่มีมูลก็ยุติการสอบสวน

สำหรับข้อกล่าวหาของนายเอกชัยนั้น รอง ผบช.น. ยืนยันว่าตำรวจปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

"ข้อเท็จจริงประการแรกคือได้มีการกำหนดเส้นทางเสด็จไว้ล่วงหน้าก่อนวันที่ 14 ต.ค. นานแล้ว และประการที่สอง ก่อนที่ขบวนเสด็จฯ จะผ่าน ได้มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเส้นทางเสด็จทำการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนรับทราบตามระเบียบปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลขบวนเสด็จปฏิบัติเป็นประจำจนอยู่ในสายเลือด เราไม่พลาดอยู่แล้ว"

พล.ต.ต. ปิยะกล่าวอีกด้วยว่าขณะนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 14 ต.ค. โดยเฉพาะภาพและคลิปทีมีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย หากพบว่ามีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 110 ก็จะทำการแจ้งข้อหาต่อบุคคลเพิ่ม

"ผู้ต้องหาคดีนี้อาจจะมีมากกว่า 3 คน" รอง ผบช.น. กล่าว