ไม่รับปริญญา : “บัณฑิตของราษฎร” ปลุกกระแสเชิญชวนชาวธรรมศาสตร์ไม่เข้าหอประชุม

ในช่วงนับถอยหลังสู่พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สิ้นเดือนนี้ เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "บัณฑิตธรรมศาสตร์ของราษฎร" ในการรณรงค์ให้งดเข้าร่วมหอประชุม

การรณรงค์ดังกล่าวเริ่มต้นทางเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ตั้งแต่ 20 ต.ค. ทว่ายังมีผู้ติดตามและผู้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นไม่มากนักในช่วง 24 ชม. ที่ผ่านมา โดยมีเพียงหลักร้อยเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันบรรดาบัณฑิตได้แลกเปลี่ยนความเห็นในห้องสนทนา (กรุ๊ปแชท) กับเพื่อนสนิท โดยหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือจะให้เหตุผลกับที่บ้านอย่างไรหากตัดสินใจไม่ร่วมพิธีรับปริญญา

รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่ารู้สึก "กังวลใจบ้าง" ต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

"แผนรับมือคงเป็นความลับ เราก็เห็น (ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย) เหมือนกัน คนที่ไม่อยากรับ เขาก็คงไม่มารับ ไม่มาร่วม แต่ถ้าตั้งใจมาป่วนงานพิธี ก็ต้องเตรียมการรับมือ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม" รองอธิการบดี มธ. กล่าว

รศ.ดร. ชาลีระบุด้วยว่า ในหอประชุม จะมีทั้งราชองครักษ์และอาจารย์ที่ดูแลจัดพิธีช่วยกันดูแลทั้งในวันซ้อมรวม วันซ้อมใหญ่ และวันรับจริง

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มธ. เกิดขึ้นท่ามกลางข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของขบวนการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563" และกลายเป็น "ราษฎร" ในปัจจุบันเมื่อไร้แกนนำที่แน่ชัด โดยกลุ่มออกมาจุดกระแสเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ เป็นกลุ่มแรก ๆ คือ "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ที่มีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน คณะรัฐศาสตร์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เป็นแกนนำรายสำคัญ ขณะนี้ทั้งคู่อยู่ระหว่างการถูกตั้งสารพัดข้อหาและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว

ขณะที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักศึกษา มธ. ศูนย์ลำปาง ได้จัดแฟลชม็อบคู่ขนานกับการชุมนุมในกรุงเทพฯ โดยเกิดเหตุนักศึกษาชายรายหนึ่งฉีกพระบรมฉายาลักษณ์ ร้อนถึงมหาวิทยาลัยต้องออกแถลงการณ์ "ขออภัยและแสดงความเสียใจ" ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุตอนหนึ่งว่า "เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม มหาวิทยาลัยจะดำเนินการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก"

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. ชาลีปฏิเสธจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังและรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่รอบนอกหอประชุมไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของเขา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2561 ในวันที่ 30 ต.ค. และวันที่ 31 ต.ค. 2563

ปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมพิธีทั้งหมด 9,625 คน ซึ่ง รศ.ดร. ชาลีบอกว่าในแต่ละรอบจะมีผู้เข้าร่วมพิธีไม่เกิน 1,900 คน จากความจุหอประชุม 2,500 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติพิเศษเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงต้องเพิ่มระยะห่าง บางโซนนั่งหนึ่งเว้นหนึ่ง บางโซนนั่งสองเว้นหนึ่ง ก่อนเข้าหอประชุมต้องเปลี่ยนหน้ากากอนามัย 1 ครั้งและสวมใส่ตลอดเวลา ก่อนขึ้นเวทีให้ถอดออก และรับหน้ากากชิ้นใหม่ไปสวมใส่เมื่อลงจากเวที

บีบีซีไทยพูดคุยกับบัณฑิต 3 คณะซึ่งสำเร็จการศึกษาเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อหาความหมายของการ "รับปริญญา" จากมุมมองคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางกระแสรณรงค์ "ไม่รับปริญญา"

บัณฑิตคณะวารสารฯ ยอมถอยให้คำพ่อแม่ "ยังรักและเคารพพระเจ้าอยู่หัว"

เช้าวันหนึ่งในช่วงต้นสัปดาห์ ทราย บัณฑิตคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. แจ้งขอลางานต่อหัวหน้างาน 2 วัน เพราะต้องเข้าร่วมซ้อมรับปริญญา

แต่แล้วเพื่อนร่วมงานในห้องประชุมผ่านแอปพลิเคชันสนทนา ก็ต้องตกใจ เมื่อจู่ ๆ น้ำเสียงของทรายเริ่มสั่นเครือ ก่อนขาดหายไปอึดใจหนึ่งหลังสิ้นประโยคที่ว่า "พี่.. หนูทะเลาะกับที่บ้านอย่างแรงเลย"

ทราย วัย 25 ปี เป็นหนึ่งในบัณฑิตที่ไม่ประสงค์จะเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แต่ไม่อาจต้านทานแรงปรารถนาของผู้ปกครองที่ต้องการเห็นลูกสาวเข้าร่วมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งในสายตาของพวกเขา

"ที่หนูตัดสินใจเข้ารับปริญญา เพราะอยากให้ทุกคนมีความสุข ก็เลยโอเค หนูฝืนเอง" ทรายกล่าวกับบีบีซีไทย

หลังจาก มธ. แจ้งให้บัณฑิตและมหาบัณฑิตทราบกำหนดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปี 2561 เมื่อ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา ทรายเคยโทรศัพท์ไปพูดคุยกับแม่เพื่อโยนหินถามทางว่าเธอไม่เข้าร่วมพิธีได้หรือไม่ แต่ขอให้ที่บ้านมาร่วมงานและถ่ายภาพร่วมกัน ตอนนั้นแม่ไม่ได้ซักไซ้เชิงลึกถึงเหตุผลในการตัดสินใจของเธอ

"ไปถึงตรงนั้นแล้ว อีกก้าวเดียวก็เข้าข้างใน ทำไมถึงไม่อยากเข้าล่ะ.. สำหรับบ้านเราก็ยังแปลกอยู่นะ น้อง ๆ ข้างบ้าน เขาก็รับกันหมดเลย" มารดาของทรายกล่าวกับบุตรสาวคนสุดท้อง

คำติติงจากบุพการี ทำให้บัณฑิตสาวผู้เติบโตในครอบครัวข้าราชการในพื้นที่ภาคใต้ ต้องยอมโอนอ่อน พร้อมรับปากว่าจะเข้าร่วมพิธี เพราะไม่อยากให้ที่บ้านลำบากใจ

กระทั่งวันที่ 16 ต.ค. หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมของแนวร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563" ที่แยกปทุมวัน ทรายติดตามข่าวสารด้วยความรู้สึกแย่ตลอดค่ำคืนนั้น สลับกับการเปิดแอปพลิเคชันไลน์เพื่ออ่านข้อความในห้องสนทนา (กรุ๊ปแชท) ของเพื่อนชาววารสารศาสตร์ฯ จึงทราบว่าเพื่อนหลายคนตัดสินใจ "ชนกับที่บ้าน" ด้วยการแจ้งว่าจะไม่เข้ารับปริญญา เพราะรับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของรัฐไทย

แม้รู้สึกไม่ต่างกัน แต่ทรายไม่ผลีผลาม เธอตัดสินใจพิมพ์ข้อความระบายความในใจ เขียน ๆ ลบ ๆ อยู่หลายหน ส่งให้เพื่อนสนิทช่วยทบทวนว่าสิ่งที่เธอคิดมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ เจืออารมณ์มากไปหรือไม่ ความรู้สึกของทรายถูกทิ้งไว้ในสมาร์ทโฟนข้ามคืน เมื่อมั่นใจจึงกดส่งเข้าไลน์ครอบครัว ปรากฏว่าพ่อเข้ามาตอบเป็นคนแรก

  • ทราย : "หนูรู้สึกไม่ดีจริง ๆ จากการสลายม็อบ จะเป็นไปได้ไหมที่หนูจะไม่เข้ารับปริญญา แต่หนูยังอยากถ่ายรูปกับที่บ้านเรานะ"
  • พ่อ : "ความรู้สึกพ่อกับแม่ยังรักและเคารพพระเจ้าอยู่หัว... พ่อก็เพิ่งรู้ว่าคนรุ่นใหม่ รวมถึงทรายมีใจไม่อยากรับปริญญา ก็ยอมรับการตัดสินใจ"

หลังอ่านไลน์พ่อ ทรายโล่งใจและดีใจแบบสุด ๆ เธอรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปเพื่อขอบคุณพ่อที่เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของเธอ ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่ ชม. เธอกลับได้รับโทรศัพท์จากป้าแจ้งว่า "ถ้าทรายไม่เข้ารับปริญญา พ่อเขาจะไม่มานะ"

"หนูเสียใจที่เป็นแบบนี้ เพราะสำหรับหนูแล้ว การรับปริญญาคือครอบครัว" ทรายเผยความรู้สึกกับบีบีซีไทย

ชุดครุยที่ตัดเช่าแขวนไว้เป็นแรมปี กับใบปริญญาที่กำลังจะคว้ามาครอบครอง คงหมดความหมาย หากบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตไม่มาปรากฏตัวตรงหน้า-ร่วมยินดีไปกับเธอ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทราย "ยอมถอย" โดยแจ้งการตัดสินใจใหม่ว่าเธอจะเข้ารับพิธีรับปริญญา

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา บัณฑิตสาวเกิดความรู้สึกหลายอย่างระคนกัน ทั้งอึดอัด ผิดหวัง น้อยใจ เสียใจ และโดดเดี่ยว บ่อยครั้งที่มีอาการเจ็บแปลบในอก นึกขึ้นมาทีไรก็พลอยทำให้น้ำตารื้น

"ทำไมอ่ะ หนูไม่ได้ขอพ่อไปม็อบ แค่ขอใช้สิทธิของหนูในการเข้าไม่เข้าร่วมพิธี"

"หนูไม่ได้หัวรุนแรง ไม่เคยคิดตอบโต้เรื่องความรัก-ไม่รักสถาบันฯ เพราะเข้าใจพื้นฐานของครอบครัวดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้หนูรู้สึกว่าเรายังไม่ดีพอหรือที่จะทำให้เขามายินดีกับเราในวันรับปริญญา ถ้าหนูไม่ถอยให้ หนูก็จะไม่มีพ่อมาในงานรับปริญญาหรือ สรุปคือหนูใจแข็งไม่พออะค่ะ" ทรายกล่าว

บัณฑิตสาววัยเบญจเพสให้เหตุผลของการไม่ประสงค์เข้ารับปริญญาว่าเป็นเพราะไม่ชอบพิธีการที่มีขั้นตอนรกรุงรัง ไม่ว่าพิธีไหว้ครู หรือรับน้อง เธอพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมเพราะรู้สึกว่าเสียเวลาชีวิต พร้อมยืนยันว่าไม่เคยเกลียดสถาบันฯ เพียงแต่รู้สึกว่าสถาบันฯ กับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน

"หนูคิดว่าอันนี้เป็นขอบข่ายที่ทำได้ ถามว่ามันเป็นหนึ่งในการแสดงออกไหม ก็ใช่ แต่มันไม่ได้ไปละเมิดอะไรใครเลย มันเป็นสิทธิของเรา แต่ทำให้คนที่บ้านรู้สึกไม่ดี... แค่หนูจินตนาการช่วงต่อแถวเข้าพิธี หนูคงไม่กล้าเงยหน้ามองเพื่อน เพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย หนูไม่เคยไปม็อบ เพราะไม่ชอบบรรยากาศ ไม่ชอบการพูดจาหยาบคายที่มีขึ้นในบางครั้ง ก็รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เราทำได้ และเต็มใจทำ" ทรายบอก

ทว่าสิ่งที่ตอกย้ำ-ซ้ำเติมความรู้สึกย่ำแย่ให้แก่เธอ กลับเป็นความเข้าใจจากเพื่อนสนิทในกลุ่มซึ่งมีกันอยู่ 5 คน

"เพื่อนในกลุ่มหนูที่ไม่รับ ไม่มีใครเชียร์เลยว่าไม่ต้องรับ หรือยุให้ไปเถียงพ่อแม่ มีแต่บอกว่ากูจะไปส่งมึงตรงทางเข้าเอง มึงไม่ได้ไปยืนคนเดียว" และ "พอหนูบอกเพื่อนว่า 'ยอมแพ้แล้ว' เพื่อนอีกคนก็บอกว่างั้นมันจะเลิกเถียงกับพ่อ ไปเข้าหอประชุมเป็นเพื่อนกัน" ทรายแชร์ประสบการณ์ตรง

เมื่อการให้คุณค่าของของแม่ต่างออกไป สิ่งที่ลูกอย่างทรายทำได้ก็คือสงบปากและกดความคิดของตัวเองเอาไว้ในหัว ไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดเพื่อให้ทุกคนมีความสุข เพราะเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด

หากถามว่าปรากฏการณ์ไม่เข้ารับปริญญาไปตอกย้ำ-ต่อยอดข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันฯ ของผู้ชุมนุมบนท้องถนนอย่างไร

"มันคือผลลัพธ์ขั้นสูงสุดของการมีม็อบนักศึกษาประชาชนในช่วงที่ผ่านมา เป็นเหมือนจุดวัดที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าถึงเวลาต้องยอมรับจริง ๆ แล้วว่าเด็กรุ่นใหม่คิดต่อเรื่องนี้เปลี่ยนไป ถึงเวลาต้องยอมรับว่าเราต้องคุยกันว่าจะรับมืออย่างไรเพื่อให้คนที่อยู่กลาง ๆ รับได้" บัณฑิตสาวผู้ออกตัวว่าไม่ได้มีแนวคิดการเมืองสุดโต่งกล่าวทิ้งท้าย

โควิดคือจุดเปลี่ยนให้บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ไม่ต้องรับปริญญา

ขณะที่บัณฑิตอีก 2 คนไม่ต้องเข้าร่วมพิธีรับปริญญา เพราะทางบ้านเข้าใจในสถานการณ์

กานต์ บัณฑิตสาวจากคณะเศรษฐศาสตร์ วัย 23 ปี อยู่ระหว่างการศึกษาต่อระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลัง มธ. ประกาศเลื่อนพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อ เม.ย. ออกไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าต้องมีงานรับปริญญาอีก

"เราเรียน ป.โท มาปีครึ่งแล้ว อีกเทอมเดียวก็จะจบแล้ว ก็ไว้รอรับตอน ป.โท ทีเดียวเลย" กานต์บอกกับบีบีซีไทย

กานต์เป็นอีกคนที่ไม่ต้องการเข้าร่วมพิธีรับปริญญา แต่ก็ยากจะปฏิเสธกับทางบ้าน เพราะรู้ในภาระหน้าที่ของการ "เรียนแทนพ่อแม่"

"พ่อแม่ทำธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้จบปริญญา แกก็อยากให้ลูกเรียนสูง ๆ ถึงระดับดอกเตอร์ มันเลยถือเป็นเกียรติของเขาที่เราจะได้เข้าพิธีรับปริญญา ได้มีรูปไปปะฝาบ้าน ก็เข้าใจว่ามันคือความสุขเขา" กานต์กล่าว

อย่างไรก็ตามสถานการณ์โควิด-19 ทำให้วัน-เวลาในพิธีประกาศความสำเร็จทางการศึกษาของบัณฑิต มธ. ที่จบปี 2561 ต้องทอดยาวออกไป พ่อแม่และคนแวดล้อมจึงไม่ได้จับจ้องหรือคาดคั้นให้เธอต้องเข้าร่วมพิธี

"ถ้างานไม่ได้เลื่อนมาจากเดือน เม.ย. มา เราก็คงไม่มีทางเลี่ยง ก็ต้องเข้าพิธีเพื่อครอบครัว แต่นี่มันเลยมานาน ก็บอกพ่อแม่ว่าขอเข้าพิธีครั้งเดียวหลังจบ ป. โท ได้ไหม ซึ่งเขาก็ตกลง" กานต์บอก

สำหรับกานต์ ความสำคัญของปริญญาคือการแสดงให้รู้ว่าเธอสำเร็จการศึกษาแล้ว มีเอกสารรับรองเพื่อนำไปใช้สมัครงานหรือเรียนต่อ หาใช่การต้องเข้าไปรับพระราชทานปริญญาบัตรจากกษัตริย์ไม่

ย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่กำหนดการยังไม่ออกมาชัดเจน คณะเศรษฐศาสตร์ได้สอบถามบัณฑิตผ่านกูเกิลฟอร์มว่ามีความเห็นอย่างไรต่อพิธีรับปริญญา กานต์ตอบกลับไปว่า "ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ให้อธิการบดีเป็นคนแจก หรือจะส่งมาให้ที่บ้านก็ได้ เพราะอยากได้ใบปริญญาแล้ว"

ต่อมาในเดือน ก.ย. เธอได้ยินข่าวว่าเพื่อนร่วมคณะเกินกว่าครึ่งจากทั้งหมดราว 200 คนแจ้งสละสิทธิ์การเข้าร่วมพิธี แต่จากนั้นไม่นาน กำหนดการใหม่ก็ถูกเผยแพร่

"ส่วนตัวไม่ได้มองว่าพิธีรับปริญญาล้าหลัง หรือกดขี่อะไรนะ ก็แค่ไปยืนแล้วก็รอรับมา เราไม่ได้ขัดแย้งเรื่องรูปแบบ แต่เวลาคนพูดถึงพิธีรับปริญญา ส่วนใหญ่ก็ยังไปยึดติดที่ตัวคนให้มากคนรับ" บัณฑิตสาวให้ความเห็น

ในกลุ่มเพื่อนสนิทของกานต์ 9 คน เกือบทั้งหมดตัดสินใจเข้าพิธีรับปริญญาเพราะ "แค่อยากรับ" ไม่ได้รู้สึกอินการเมือง ชอบ-ไม่ชอบกลุ่มผู้ชุมนุมอะไร ทว่าต้องยอมรับว่าการตัดสินใจเช่นนั้นทำให้ต้องรับแรงกดดันสูงจากสังคม

"ช่วงนี้มีดรามาแรงในโซเชียล คนกลาง ๆ ที่ไม่แสดงตัวว่าจะไม่เข้ารับก็จะโดนต่อว่า ซึ่งบางครั้งเขาจองไปหมดแล้วอ่ะ ทั้งช่างภาพ ช่างผม เช่าครุย เขาก็แค่อยากมีโมเมนต์แบบนี้สักครั้งในชีวิต อาจเป็นครั้งเดียวของเขาก็ได้" กานต์แสดงความเข้าใจเพื่อนร่วมรุ่น

นักศึกษาปริญญาโทสายสังคมรายนี้ ให้คะแนนความสนใจทางการเมืองของตัวเองที่ 70% แต่ไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมแม้เห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้ชุมนุมบางส่วน แต่คิดว่า 3 ข้ออาจเยอะเกินไปและยากจะสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น

"ตอนนี้ที่บ้านก็ถกเถียงกันเรื่องม็อบ อย่างวันสลายการชุมนุมแยกปทุมวัน แม่ก็บ่นเรื่องเด็ก ๆ ถูกทำร้าย... พอพ่อแม่เห็นสถานการณ์แล้วก็ตกลงที่เราจะไม่เข้ารับปริญญา เพราะอาจมีความวุ่นวาย วันจริงก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร เพราะนักศึกษา มธ. ก็มีความหัวรุนแรงนิดนึง" กานต์กล่าว

บัณฑิตนิติฯ ชี้ มธ. จัดพิธี "โดยคำนึงถึงคนให้มากกว่าคนรับ"

ขณะที่ ไผ่ บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ และครอบครัวของเขามีความคิดเห็นใกล้เคียงกันคือ ไม่ชอบร่วมงานพิธีการที่มีความวุ่นวาย มีคนหมู่มาก และมีขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้การแจ้งความประสงค์ไม่เข้ารับพิธีรับปริญญาไม่เป็นปัญหาของบัณฑิตหนุ่มวัย 24 ปี เพราะที่บ้าน "ไม่ได้อยากได้รูปไปปะฝาบ้าน"

"ผมไม่ได้ปฏิเสธการรับปริญญานะ แต่ถ้างานรับปริญญายังจัดในลักษณะที่เป็นอยู่ซึ่งดูวุ่นวายมากเกินไป กำหนดว่าเสื้อผ้าหน้าผมต้องแบบนี้ รองเท้าหัวแหลมใส่ไม่ได้ ต้องซื้อใหม่ รู้สึกมันเยอะ เลยไม่ชอบ" ไผ่กล่าวถึงความเห็นโดยทั่วไป ก่อนลงลึกในรายละเอียด

"ของเราไม่ได้ให้ความสำคัญที่ตัวบัณฑิตที่เป็นคนสำคัญจริง ๆ แต่จัดโดยคำนึงถึงคนให้มากกว่าคนรับ จัดตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ แล้วออกประกาศมาตูมเดียว ซึ่งบัณฑิตอาจจะติดธุระอย่างอื่นที่เขาวางแผนไว้แล้วก็ได้ จึงมองว่ามหาวิทยาลัยในฐานะคนจัดงาน ไม่จัดให้เรา แต่จัดไปตามหน้าที่"

หลังสำเร็จการศึกษา ไผ่ได้งานเป็นที่ปรึกษาด้านกฏหมายของสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง ทำมานานกว่าปีแล้ว จึงรู้สึก "ไม่อิน" หากต้องเข้ารับปริญญา

"ถ้าให้พูดตรง ๆ ผมไม่ได้ให้คุณค่าอะไรกับใบปริญญามาก คุณค่าสำหรับผมคือเราจบแล้ว พ่อแม่รู้ว่าเราจบ คนสำคัญรู้ว่าเราจบ และเวลาสมัครงานก็ไม่ได้ใช้ปริญญาไปสมัคร แต่ใช้ตัวอื่น" เขาบอก

กับการรณรงค์ของกลุ่ม "บัณฑิตธรรมศาสตร์ของราษฎร" ที่รณรงค์ไม่รับปริญญา โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายบัณฑิตและผู้รักประชาธิปไตยที่เห็นด้วยกับการปฏิรูปสถาบันฯ ไผ่ไม่รู้สึกเป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะจริง ๆ เขาก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นอยู่แล้ว

"ผมไม่ใช่คนคิดแคมเปญ แต่ถ้าให้ลองเดาใจคนริเริ่มคงต้องการสะท้อนกลับไปสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ได้ยินตั้งแต่ปี 1 พอทุกคนเข้ามาก็จะมี อ.ปริญญา (เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มธ.) มาพูดกรอกหูว่า 'ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน' และ 'ธรรมศาสตร์คือมหาวิทยาลัยของประชาชน' แต่พอเปลี่ยนจากคำว่าประชาชนเป็นราษฎร มันก็กลายเป็นการอ้างถึงคณะราษฎร ก็ชัดเจนว่าผู้รณรงค์เขาต้องการสื่ออะไร เพราะราษฎรก็เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับศักดินา" บัณฑิตสายกฎหมายกล่าว

ส่วนการรณรงค์ดังกล่าวจะทำให้พื้นที่ มธ. ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว และผลักบัณฑิตที่ไม่เข้าพิธีรับปริญญาไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ให้กลายเป็นฝ่ายสนับสนุนขบวนการปฏิรูปสถาบันฯ หรือไม่นั้น ไผ่มองว่า "ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนคิด แต่ก็ไม่ได้แคร์"

ตลอดเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากอาจารย์คณะ "นิติราษฎร์" ที่ไปลงเรียนในหลายวิชา และมีแนวคิดเสรีนิยม (ลิเบอรัล) จึงสนับสนุน "1 ความฝัน" ในการมีระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และมองว่าปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากการถูก "แทรกแซงและรบกวนได้" อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติแล้ว, การดำเนินการบางเรื่องของรัฐบาลที่ทำให้สังคมเข้าใจว่าได้รับสัญญาณบางประการ หรือแม้แต่การทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการที่มักอ้างถึงการ "ตัดสินในพระปรมาภิไธย"

อย่างไรก็ตามนักกฎหมายรายนี้ยืนยันว่าได้ขีดเส้นแนวคิดตัวเองที่การ "ปฏิรูป" เพื่อจำกัดบทบาทของสถาบันฯ ให้เป็นอย่างที่ควรเป็น เช่น การโอนย้ายส่วนราชการต่าง ๆ ก็ให้กลับไปเป็นอย่างเดิม