ครบ 5 เดือน "วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์" หายตัว ครอบครัวเตรียมเดินทางไปกัมพูชาหวังได้หลักฐานเพิ่ม

ครอบครัว "สัตย์ศักดิ์สิทธิ์" ออกแถลงการณ์ครบรอบ 5 เดือนการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองวัย 37 ปี ระบุได้รับหลักฐานเพิ่มเติมจากพยานบางส่วน ขณะที่ทีมทนายความเชื่อว่ากรณีนายวันเฉลิมเป็น "อาชญากรรมต่อเนื่อง" คล้ายคลึงกับการสูญหายของผู้ลี้ภัยทางการเมืองจำนวน 8 รายในลาวและเวียดนาม

น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของนายวันเฉลิม ออกระบุในแถลงการณ์ว่า จนถึงวันนี้ (4 พ.ย.) สมาชิกครอบครัวและเพื่อนของนายวันเฉลิมยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้นจากตัวเขา ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเขาได้หายสาบสูญไปโดยไม่ทราบชะตากรรม

นอกจากนี้ทางครอบครัวยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากคนร้ายที่ลักพาตัวเขาไป ทำให้สรุปได้ว่านายวันเฉลิมไม่ได้ถูกลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่

วันเฉลิมถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกให้ไปรายงานตัวหลังรัฐประหาร 2557 แต่เขาปฏิเสธและตัดสินใจลี้ภัยออกนอกประเทศ เขาซ่อนตัวอยู่หลายแห่งจนกระทั่งมาปักหลักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งไม่ไกลนักจากใจกลางกรุงพนมเปญ และเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ

ภาพจากกล้องวงจรปิดและคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์ เชื่อได้ว่าวันเฉลิมถูกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งลักพาตัวไปจากหน้าคอนโดฯ ช่วงเย็นวันที่ 4 มิ.ย.

น.ส. สิตานันเป็นตัวแทนของครอบครัวสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ในการตามหาวันเฉลิม ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว โดยมีทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย

น.ส.สิตานันกล่าวว่า เธอได้รับหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับการหายตัวไปของนายวันเฉลิมจากบุคคลที่มีความเห็นอกเห็นใจครอบครัว แต่เธอและทีมทนายจำเป็นต้องปกปิดข้อมูลดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว และไม่ให้กระทบต่อรูปคดี

"ทีมงานทนายได้ตั้งข้อสันนิษฐานและสรุปแล้วว่าเหตุการณ์การสาบสูญไปของนายวันเฉลิม เกิดขึ้นโดยมีลักษณะเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กับผู้ลี้ภัยทางการเมืองจำนวน 8 รายที่หายสาบสูญและพบศพแล้วในประเทศลาวและเวียดนาม เหยื่อผู้สูญหายและเสียชีวิตนั้นล้วนแล้วแต่เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย" น.ส.สิตานันกล่าว

แถลงการณ์ของครอบครัวระบุอีกด้วยว่า การอุ้มหายนายวันเฉลิมเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากลุกฮือออกมาประท้วงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ

"ในฐานะครอบครัวของเหยื่อผู้สูญหาย เราขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงสุดต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของนายวันเฉลิม และขอส่งกำลังใจให้ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องประชาธิปไตย ความเสมอภาคและความยุติธรรมตามเจตจำนงค์ของนายวันเฉลิมที่เคยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า 'ผมลี้ภัยจากประเทศไทยเพราะผมสนับสนุนประชาธิปไตย' "

ไปกัมพูชา

พี่สาวของนายวันเฉลิมยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่าเธอกำลังเตรียมตัวเดินทางไปประเทศกัมพูชา เพื่อให้ปากคำต่อศาลแขวงกรุงพนมเปญที่ออกหมายเรียกให้ญาติเดินทางมาให้ปากคำในวันที่ 8 ธ.ค. นี้ แต่ยังมีปัญหาตรงที่ไม่ได้รับวีซ่าจากทางการกัมพูชา อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าการเดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้ "จะได้หลักฐานชิ้นสำคัญ ๆ เพื่อเป็นเบาะแสชี้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร"

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สิตานันตัดสินใจจ้างทนายความชาวกัมพูชา เพื่อเดินเรื่องแจ้งความกับตำรวจขอให้สืบสวนการหายตัวไปของวันเฉลิม ซึ่งนำมาสู่หมายเรียกจากศาลแขวงกรุงพนมเปญให้ญาติไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม

สิตานันบอกกับบีบีซีไทยว่าเธอได้รับหมายเรียกจากศาลกัมพูชาเมื่อต้นเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในที่สุดก็มีการตั้งต้นสืบสวนสอบสวนการหายตัวไปของวันเฉลิม เธอไม่คาดคิดว่าจะได้รับโอกาสไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหายตัวไปของน้องชาย ซึ่งเรื่องแทบจะหายเงียบไปแล้ว และขอบคุณทางการกัมพูชาที่เห็นความสำคัญของคดีนี้

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. สิตานันพร้อมด้วยทีมทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เข้าพบนายนฤชัย นินนาท ผู้อำนวยการ กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ เพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือในการประสานงานเพื่อเดินทางเข้ากัมพูชา ซึ่งทางกองคุ้มครองฯ รับปากว่าจะประสานกับทางสถานทูตกัมพูชาเพื่อขอให้สิตานันและทีมทนายความได้รับวีซ่า "อัธยาศัยไมตรี" ซึ่งอาจทำให้สิตานันเดินทางไปให้ปากคำต่อศาลได้ตามกำหนด

เธอวางแผนไว้ว่าหลังจากให้ปากคำแล้ว จะเดินทางไปดูห้องพักที่น้องชายเคยอยู่ รวมถึงไปพบเพื่อนและนักธุรกิจในกัมพูชาที่รู้จักกับวันเฉลิม

ทางด้านนายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธผสานวัฒนธรรม ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในทีมทนายความที่ร่วมเดินทางไปกัมพูชาพร้อมกับสิตานัน ระบุว่าการที่ศาลกัมพูชาออกหมายเรียกให้ญาติไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมนั้นถือว่าเป็นความก้าวหน้าขั้นหนึ่งของคดีวันเฉลิม เขายังได้กล่าวขอบคุณทนายความในกัมพูชาและทางการกัมพูชาที่เอาใจใส่ในเรื่องนี้

เปิดข้อความใน "หมายเรียก"

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 6 ต.ค. สิตานัน ผู้รับมอบอำนาจจากมารดาของวันเฉลิม ได้รับหมายเรียกจากศาลสอบสวน (Investigative Judge) ประจำศาลแขวงประจำกรุงพนมเปญ ให้เดินทางไปพบในวันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 9.00 น. ที่ชั้น 3 ของศาลแขวงประจำกรุงพนมเปญ เพื่อดำเนินการในทางคดีอาญา

หนังสือดังกล่าวเขียนเป็นภาษากัมพูชา ลงวันที่ 2 ต.ค. 2563 ระบุว่า "ให้เดินทางไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมตัวหรือการกักขังโดยผิดกฎหมาย การครอบครองอาวุธที่เกิดขึ้นในบริเวณอพาทเมนท์ Mekong Garden ที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำแม่โขง อำเภอ Chroy Changva ชุมชน Chroy Changva กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา"

ศูนย์ทนายความฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบการดำเนินคดีอาญาในคดีสำคัญในประเทศกัมพูชาเป็นระบบไต่สวน เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นและได้รับหนังสือร้องทุกข์จากผู้เสียหาย อัยการจะต้องทำการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นและแจ้งต่อศาลสอบสวน (Investigation Judge) เมื่อศาลสอบสวนได้รับเรื่องจากอัยการ ก็จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทำสำนวนการกระทำผิดทางอาญาทั้งที่ทราบหรือไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด

ในคดีการหายตัวไปของวันเฉลิม เมื่อศาลสอบสวนได้รับสำนวนจากอัยการแล้ว ศาลสอบสวนจึงได้ส่งหมายเรียกมาถึงสิตานันผ่านทนายความ เพื่อไปให้ปากคำในการไต่สวนนี้และถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงตามหนังสือร้องทุกข์ที่ยื่นไปเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ศาลสอบสวนก็จะส่งสำนวนกลับไปให้อัยการดำเนินการเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินการต่อไป