ครูทำร้ายเด็ก: จิตแพทย์แนะวิธีผู้ปกครองรับมือเมื่อทราบว่าลูกถูกทำร้ายในโรงเรียน

ที่มาของภาพ, Photofusion/UIG via Getty Images
คลิปวิดีโอครูทำร้ายนักเรียนชั้นอนุบาลโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และมีข้อสังเกตว่าเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นกับบุตรหลานของใครก็ได้ แล้วผู้ปกครองจะมีวิธีการปฏิบัติตัวอย่างไร หากต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว
บีบีซีไทยพูดคุยกับจิตแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กเกี่ยวกับข้อเสนอแนะผู้ปกครอง ว่าควรทำอย่างไรเพื่อลดผลกระทบทางจิตใจที่เด็กได้รับและกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างปลอดภัย
"ที่จริงข่าวในลักษณะนี้ เราก็เห็นมาโดยตลอดที่เห็นเด็กถูกครูทำโทษแรง ๆ แต่การทำร้ายร่างกายจะเห็นเป็นเรื่องปกติไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ผิดไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม เพียงแต่ว่าเมื่อเราเห็นแล้วเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรตั้งแต่เข้าไปคุยเข้าไปห้ามอย่างละมุนละม่อม ยิ่งถ้าเป็นกรณีของเด็กก็จำเป็นจะต้องรีบจัดการ" พญ. วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จิตแพทย์จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกกับบีบีซีไทย
พญ. วิมลรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผลกระทบต่อเด็กมีหลายระดับ ตั้งแต่ไม่กระทบเลยจนถึงกระทบอย่างมาก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะช่วยเหลือเด็กอย่างไร
สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ จะต้องทำให้เขาจะต้องรู้สึกว่าเขาปลอดภัยและได้รับการจัดการเรื่องความกลัว หากว่าเด็กมีพื้นฐานในการปรับตัวดีอยู่แล้ว ครอบครัวก็ต้องคอยสนับสนุนให้เขาอยู่ในที่ปลอดภัย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
จิตแพทย์หญิงรายนี้ยังแนะนำผู้ปกครองอีกด้วยว่า อย่าทำให้เด็กอยู่ในภาวะระแวดระวังความปลอดภัยมากเกินไปจนทำให้เด็กรู้สึกว่าโลกนี้น่ากลัวเกินเหตุ
หลีกเลี่ยงภาวะถูกรังแกซ้ำซาก
"ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าดูแลตัวเองไม่ได้ อ่อนแอ คนอื่นรังแกได้ พยายามหลีกเลี่ยงจากสภาวะเช่นนี้ซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน เพราะนี่จะทำให้เขามีแนวโน้มที่จะรังแกคนอื่นต่อ เพราะว่าเขาเรียนรู้ว่าการใช้ความรุนแรงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ทำได้ เพราะเขาก็ถูกกระทำ และเขาก็สามารถทำคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน" เธออธิบายต่อ

ที่มาของภาพ, Photofusion/UIG via Getty Images
"ช่วงนี้เด็กอาจจะกลัว เป็นเรื่องปกติ ผู้ปกครองต้องให้ความมั่นใจกับเด็กจากการให้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นจากวาจา หรือ การกระทำต้องลดลงหรือไม่มี"
ในกลุ่มเด็กที่ปรับตัวยังไม่ได้ ผู้ปกครองก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการให้เด็กกลับไปอยู่ในสถานที่นั้นเป็นการชั่วคราว เช่น อาจจะย้ายห้องเรียน พร้อมกับให้เขาอยู่ในกลุ่มคนที่ปลอดภัยและรับฟังอย่างเข้าใจว่าในภาวะเช่นนี้เด็กอาจจะแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา เช่น พฤติกรรมถดถอย เช่นปัสสาวะรดที่นอนทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าที่ไม่เคยมี หรือว่า งอแงมากขึ้นคล้ายกับเด็กเล็ก คุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องอดทนมากขึ้นและต้องให้เวลาเขาปรับตัวกับเหตุการณ์เหล่านี้สักพัก
จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องให้เด็กพักการเรียนไปก่อน แพทย์หญิงรายนี้บอกว่า ขึ้นอยู่กับสภาพของเด็กแต่ละคน

ที่มาของภาพ, พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ
"หมอเชื่อว่าเด็กทุกคนได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ถ้าบางคนไม่พร้อมจริง ๆ หยุดเรียนก่อนก็ไม่ใช่ปัญหา แต่หากใครไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราก็ต้องถามเขาเช่นกันว่าเขาต้องการอย่างไร เด็กบางคนอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรเพราะอยากอยู่กับเพื่อนก็ได้"
ความวิตกกังวลของพ่อแม่ก็เป็นปัจจัยสำคัญ
เมื่อเจอกรณีเหมือนกับที่เป็นข่าว พญ. วิมลรัตน์ บอกว่าพ่อแม่บางคนอาจจะวิตกกังวลเกินไปแล้วก็รู้สึกผิด ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในบ้านไม่ดีขึ้น
"แทนที่ภายในบ้านจะมีการพูดกันอย่างสนุกสนานผ่อนคลายความเครียด แต่กลับเป็นว่า พ่อก็เครียด แม่ก็เครียด ลูกก็พลอยเครียดไปด้วย"
หากว่าพ่อแม่คิดว่าที่ผ่านมาได้ทำดีที่สุดให้ลูกแล้วไม่ได้ผิดอะไร ก็ต้องเดินหน้าด้วยการเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข อย่างปลอดภัย ส่วนกระบวนการอื่น ๆ เช่น การสอบสวนก็ปล่อยให้ดำเนินไปตามระบบ ไม่ใช่เลี้ยงลูกอย่างระมัดระวัง แต่กลับมาหงุดหงิดเองและเครียดเอง
เด็กที่ถูกกระทำควรได้รับ "ความยุติธรรม" และ "การเยียวยา"
พญ. จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ "เลี้ยงลูกนอกบ้าน" ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา แนะนำผู้ปกครองรับมือต่อเรื่องดังกล่าวหากว่า สุดท้ายเรื่่องมักจะจบลงด้วยการยอม ๆ กันไป เพราะไม่อยากมีปัญหา และครูบอกว่า "เค้าก็หวังดี" หลังจากมีคำถามจากผู้ปกครองสอบถามมา

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/เลี้ยงลูกนอกบ้าน
ข้อความดังกล่าวยังแนะนำว่า ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายใคร แม้ในนามของความรักและหวังดี ไม่มีใครควรตกเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของใคร นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของเด็ก ๆ และเด็กที่ถูกกระทำ ควรได้รับ "ความยุติธรรม" และ "การเยียวยา" เป็นต้น
เธอยังเน้นย้ำอีกว่า "ครูที่เห็นความรุนแรงแต่ไม่ทำอะไร เป็นส่วนหนึ่งของครูผู้กระทำความผิด และควรได้รับการตรวจประเมินด้านแนวคิดหรือปัญหาทางสุขภาพจิตด้วย" พร้อมกับฝากไว้ว่า "อย่าเกรงใจใคร จนลืมเกรงใจลูก" และการยินยอมให้ความรุนแรงเกิดขึ้นแบบไม่ทำอะไร หมายความว่าเรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการก่อร่างสร้างความรุนแรง
ความคืบหน้ากรณีครูทำร้ายเด็ก
ความคืบหน้าล่าสุดกรณีดังกล่าว (28 ก.ย.) ภายหลังการหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผู้ปกครอง และทางโรงเรียน ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ศธ. ร่วมกับกรมสุขภาพจิตจะดูแลเยียวยาจิตใจและร่างกายของนักเรียนและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบโดยมีโรงเรียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก











