โควิด-19 : มติสภาความมั่นคงแห่งชาติขอรัฐบาลต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รอบ 2

Thai people

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเสนอให้รัฐบาลขยายเวลาการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ออกไปอีก 1 เดือน เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการ สมช. ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อโควิด-19 เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน ถึงแม้วันนี้สถานการณ์การควบคุมโควิด-19 ดีขึ้น แต่สถานการณ์ทั่วโลกยังน่าเป็นห่วงและน่ากลัวอยู่ แม้ไทยประสบความสำเร็จ แต่ต้องระมัดระวังการผ่อนคลายเป็นระยะ เพราะไม่ต้องการให้แพร่ระบาดระลอก 2 ในไทยซึ่งจะเสียหายหนักกว่าเดิม

สมช. เตรียมเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นผู้อำนวยการ ในวันที่ 22 พ.ค. ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. วันที่ 26 พ.ค. เพื่อขอมติต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป

การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รอบนี้จะถือเป็นครั้งที่ 2 นับจาก พล.อ.ประยุทธ์ประกาศ "ภาวะฉุกเฉิน" ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่ 26 มี.ค. นั่นเท่ากับว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษมาแล้ว 57 วัน และจะยังคงอยู่ต่อไป

พล.อ.สมศักดิ์กล่าวยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง และการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อวัตถุประสงค์ควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นหลัก เป็นเหตุผลทางด้านสาธารณสุขเป็นสำคัญ

ส่วนความเป็นไปได้ในการยกเลิกคำสั่งห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ในช่วงกลางคืน เลขาธิการ สมช. บอกว่า จะพิจารณาเรื่องนี้ในการประชุมวันที่ 27 พ.ค. อย่างไรก็ตามในเดือน มิ.ย. จะมีการผ่อนคลายในระยะที่ 3 และระยะที่ 4 อย่างเป็นขั้นตอนด้วย และทำด้วยความระมัดระวัง

พบผู้ติดเชื้อใหม่ 3 ราย เหลือยังนอน รพ. 84 ราย

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในไทย ณ วันที่ 21 พ.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า ไทยมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันรายใหม่ 3 ราย รวมมียอดผู้ป่วยสะสม 3,037 ราย โดยมีเพียง 84 รายที่ยังรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล ส่วนที่เหลือรักษาหายกลับบ้านแล้ว ขณะที่ผู้เสียชีวิตสะสมยังคงเดิมที่ 56 ราย

spokeman

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ผู้ป่วยหน้าใหม่ 3 รายที่พบ มีอยู่ 1 รายที่อยู่ในสถานกักกันของรัฐหลังเดินทางกลับจากประเทศฟิลิปปินส์ ขณะที่อีก 2 รายเดินทางไปสถานที่หลายแห่งก่อนได้รับการยืนยันเชื้อ

คนแรก ชายไทย อายุ 72 ปี มีโรคประจำตัว เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งใน กทม. เมื่อ 4 วันที่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นมีประวัติไปตัดผมที่ร้านย่านประชาชื่น ต่อมาวันที่ 18 พ.ค. มีอาการไข้ เสมหะ จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน และพบเชื้อ ก่อนย้ายไปรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ

คนที่สอง ชายสัญชาติเยอรมัน อายุ 42 ปี ไม่มีโรคประจำตัว มีประวัติเดินทางไป จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-16 พ.ค. มีญาติ 1 คน มีอาการไข้ คอแห้ง แต่ไม่ได้ตรวจรักษา เดินทางเข้าห้างที่ชัยภูมิ หลังจากกลับมาได้ตรวจสุขภาพก่อนเข้างานวันที่ 18 พ.ค. และตรวจพบเชื้อ

ข้อมูลผู้ป่วยหน้าใหม่ทั้ง 2 รายถูก นพ.ทวีศิลป์นำไปตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้แพลตฟอร์ม "ไทยชนะ" อย่างกรณีชายวัย 72 ที่ไปร้านตัดผม ถ้าประชาชนที่ฟังการแถลงข่าว แล้วเคยไปตัดผมแถวนั้นจะตกใจไหมว่าร้านไหน เวลาไหน ถ้ามีแพลตฟอร์มนี้ ทีมตรวจโรคก็จะเข้าไปตรวจสอบได้ง่ายและรวดเร็ว

Thai people

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นพ.ทวีศิลป์ยืนยันว่า ข้อมูลของประชาชนจะอยู่ในความดูแลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการไปเปิดเผยกับใครไหนและจะถูกลบล้างไปเมื่อครบกำหนด 60 วัน

"ไม่ได้เพื่อไปดูธุรกิจการค้า การนำเข้า การใช้จ่ายของท่าน ไม่มีตัวเลขเงินให้รับรู้เลย ไม่ต้องกังวลใจ ที่ต้องการคือความปลอดภัยของท่าน และการค้นหาโรคที่รวดเร็ว" โฆษก ศบค. กล่าว

อย่างไรก็ตามเขาระบุว่า ตามข้อกำหนดที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประชาชนสามารถไปใช้บริการห้างร้านต่าง ๆ ได้แม้ไม่สแกน "ไทยชนะ" แต่ให้ผู้เกี่ยวข้องจดชื่อและเบอร์ติดต่อเอาไว้

โฆษก

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคพลังประชารัฐ

คำบรรยายภาพ, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โฆษกรัฐบาลยืนยันการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เกี่ยวกับการเมือง

เกิดเสียงวิจารณ์ตามมาหลัง สมช. มีมติต่ออายุการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือนว่า ว่า เป็นการทำเพื่อความมั่นคงของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำให้ โฆษกรัฐบาลออกมาชี้แจง

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่า เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่มีเหตุผลและข้อเท็จจริง การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นไปตามมติของที่ประชุมฯ ซึ่งได้พิจารณาถึงสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยของประชาชน และผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักสำคัญ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในระลอกที่ 2 อย่างดีที่สุด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาชนได้เรียนรู้และป้องกันตนเองเป็นอย่างดี และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นและเห็นด้วยกับการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก ซึ่งต่อไปจะมีการเตรียมผ่อนคลายระยะที่ 3 และ 4 เพื่อให้ประชาชนทำกิจกรรมได้ตามปกติได้มากขึ้น แต่จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง

ส่วนมาตรการการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ประกอบการต่างๆ นั้น ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาผู้ที่ได้รับกระทบบางส่วนแล้ว และยังมีมาตรการเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่อง ยืนยันรัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของทุกคน ขอให้ทุกคนมั่นใจ และให้ความร่วมมือก้าวผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน