โควิด-19 : จัดการ "น้ำเหนือเขื่อน" และ "ระบายหนอง" ข้อเสนอจาก ศ.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์

ที่มาของภาพ, Facebook/Prof.Virasakdi Chongsuvivatwong
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
คนไทยในมาเลเซียทะลักกลับเข้าประเทศ, เหตุระบาดในศูนย์กักคนเข้าเมืองสะเดา, ความผิดพลาดของผลตรวจหาเชื้อในยะลา--ดูเหมือนว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเจอศึกโควิด-19 ที่หนักหนากว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในเวลานี้
ท่ามกลางความยาก ข้อจำกัดและความไม่พร้อมต่าง ๆ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในชายแดนใต้ยังคงคิดและทำงานกันไม่หยุดเพื่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หนึ่งในนั้นคือ ศ.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ผู้ก่อตั้งหน่วยระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษานายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโควิด 19 เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา
ในวัย 70 ปี นพ.วีระศักดิ์ยังคงเป็นอาจารย์แพทย์ด้านระบาดวิทยาอยู่ที่ มอ. ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่เขาสอนมานานกว่า 40 ปี และยังมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายอนุทินรองนายกฯ และ รมว.สธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและโรงพยาบาลใน จ.สงขลา นพ.วีระศักดิ์ได้เห็นภาพที่ทำให้เขาภูมิใจ นั่นคือในบรรดาผู้บริหารของ สธ. และกรมควบคุมโรคทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ติดตามรัฐมนตรีในวันนั้น ราวครึ่งหนึ่งเป็นลูกศิษย์ที่เขาสอนมา

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
ด้วยความที่เป็นคนหาดใหญ่และทำงานในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน นพ.วีระศักดิ์มีความเข้าใจสภาพปัญหาการควบคุมโรคระบาดในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างดี
บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ นพ.วีระศักดิ์ถึงสถานการณ์การระบาด ข้อเสนอในการควบคุมโรคในพื้นที่ รวมถึงมุมมองต่อการทำงานของแพทย์ด้านระบาดวิทยาที่กำลังกลายเป็น "ฮีโร่" ในสายตาของหลายคน
"น้ำเหนือเขื่อน" และ "หนองที่ต้องระบาย"
ประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับการควบคุมโรคโควิด-19 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้มีอยู่สองเรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกคือคนไทยในมาเลเซียที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ เรื่องที่สองคือผู้ติดเชื้อที่อยู่ในชุมชนที่ต้องเร่งค้นหาให้พบ
เรื่องแรก-คนไทยในมาเลเซีย ซึ่งเปรียบเป็นเหมือน "น้ำเหนือเขื่อน" ที่กำลังไหลเข้ามาในประเทศ สถานการณ์ในมาเลเซียขณะนี้มีการปิดเมืองที่เข้มงวดขึ้นมาก หลังจากสิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากแรงงานข้ามชาติ คนไทยในมาเลเซียอยู่ด้วยความยากลำบากมาก งานก็ไม่มี คนที่เคยคิดว่าจะอยู่ต่อเพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลายก็เริ่มเปลี่ยนใจอยากกลับบ้าน ซึ่งหากมีปริมาณการเคลื่อนย้ายกลับเข้าไทยทางจุดผ่านแดนทางบกในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก ๆ ทางนี้จะรับมือไม่ไหว
เรื่องที่สอง-ในพื้นที่ยังมี "pocket" หรือ "กระเป๋าของการติดเชื้อ" อยู่ซึ่งเกิดจากการที่มีคนเอาโรคมาจากที่อื่นแล้วเข้าไปแพร่เชื้อในชุมชนโดยเฉพาะจุดที่มีคนอยู่กันอย่างหนาแน่น กระเป๋าของการติดเชื้อนี้เป็นเหมือนหนองที่เราต้องรีบเข้าไประบายออก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อเสนอเรื่องการจัดการ "น้ำเหนือเขื่อน"
ตามหลักรัฐธรรมนูญและมนุษยธรรม คนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกให้กลับเข้าประเทศ ก่อนหน้านี้รัฐพยายามชะลอคนที่จะกลับเข้ามา ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าเราน่าจะพอรับมือกับคนที่จะกลับมาจากมาเลเซียได้แล้ว แต่ให้จังหวัดชายแดนรับมือคนเดียวไม่ได้ อีกทั้งแรงงานไทยส่วนใหญ่ที่กลับจากมาเลเซียก็เป็นคนอีสาน ข้อเสนอของผมคือเมื่อผ่านแดนเข้ามาแล้ว ควรจัดเที่ยวบินพิเศษจากสนามบินใกล้ด่านชายแดนใน จ.นราธิวาส สงขลาหรือยะลา พาแรงงานที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคใต้บินไปลงที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเข้าสู่การกักกันโรคในส่วนกลางโดยทันที เพราะส่วนกลางมีกำลังและศักยภาพในการรับคนเข้า state quarantine (การกักกันโรคของรัฐ) มากกว่าที่นี่แน่นอน เราเจอทั้งกรณีอย่างที่ยะลาและศูนย์กักคนเข้าเมืองที่สะเดาก็รับแทบไม่ไหวแล้ว ยังมีกลุ่มโรฮิงญาที่ต้องดูแลอีก รัฐบาลส่วนกลางต้องเอื้อมมือเข้ามาช่วยหรือใช้มาตรการพิเศษเพื่อลดภาระของจังหวัดชายแดน
ควรยกเลิกข้อกำหนดให้ขอใบรับรองแพทย์ Fit-to-fly
รัฐบาลกำหนดให้คนไทยที่เดินทางจากประเทศที่มีการระบาดของโรคต้องมีเอกสารรับรองว่าสุขภาพเหมาะสมสำหรับการเดินทาง (Fit-to-fly) เพื่อชะลอการเดินทางกลับเข้าประเทศของคนไทย แต่สถานการณ์การระบาดของโรคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ข้อกำหนดนี้จึงควรได้รับการทบทวนอย่างจริงจังว่ายังเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ ทั้งต่อตัวผู้เดินทาง ความปลอดภัยของคนในประเทศ สิทธิความเป็นพลเมืองไทย และหลักมนุษยธรรมที่ต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ผมคิดว่าใบรับรองแพทย์ Fit-to-fly ไม่เหมาะกับกรณีนี้เพราะเป็นเอกสารที่สายการบินใช้พิจารณาว่าผู้โดยสารจะพร้อมรับกับสภาพในอากาศยานได้หรือไม่ และถึงแม้จะเป็นผู้ป่วยหนักก็ยังสามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้หากสายการบินจัดเตรียมความพร้อมพิเศษตามคำแนะนำของแพทย์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
กรณีของโควิด-19 สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) แนะนำให้สายการบินปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งการดูแลผู้โดยสารที่สงสัยว่าอาจจะติดเชื้อ ทั้งในอากาศยานและสนามบิน แต่ก็ไม่ได้ระบุห้ามผู้ติดเชื้อเดินทาง
รัฐบาลจึงควรเปลี่ยนจากใบรับรองแพทย์ Fit-to-fly เป็น Certificate of SARS CoV-2 test หรือผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้ชัดเจนไปเลย โดยรัฐบาลไทยต้องกำหนดว่าวิธีการตรวจต้องดำเนินการตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก เช่น ต้องเก็บตัวอย่างจากด้านหลังของโพรงจมูก ต้องตรวจด้วยวิธี RT-PCR ไม่ใช่ตรวจเลือดหาแอนตี้บอดี้หรือ Rapid test นอกจากนี้ห้องแล็บต้องผ่านมาตรฐานของประเทศนั้น ๆ
ถ้าตรวจแล้วพบว่ามีเชื้อ ควรจะให้อยู่ในต่างประเทศไปก่อนหรือกลับมาดูแลรักษาในประเทศไทยในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อไป แต่หากผลตรวจเป็นลบ เมื่อผ่านด่านเข้าเมืองมาแล้ว ก็ต้องกักตัวที่ทางราชการกำหนด 14 วัน เพราะในขณะที่ตรวจก่อนเดินทางนั้นเชื้ออาจจะเข้าไปในร่างกายและยังไม่เพิ่มจำนวนพอที่ตรวจพบได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
การระบายหนอง
สำหรับการจัดการกับ "กระเป๋าของการติดเชื้อ" ในชุมชนทำได้โดยวิธีการค้นตรวจหาเชื้อเชิงรุกหรือ active case finding ปกติผมจะเป็นคนที่ไม่ชอบ active case finding เพราะต้นทุนมันแพงและถ้ามีผลบวกปลอม (false positive) ก็จะวุ่นวาย
กรณีของชุมชนใน จ.ยะลา การที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจแบบปูพรมในพื้นที่นี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะในชุมชนมีคนกลับจากต่างประเทศจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะพบผู้ติดเชื้อ ส่วนการที่เกิดผลบวกปลอมขึ้นมานั้น เป็นปัญหาในทางเทคนิคของห้องปฏิบัติการ แต่ในทางยุทธศาสตร์แล้วไม่ผิดเพราะเป็นการเข้าไปค้นหา pocket ของผู้ติดเชื้อเพื่อระบายหนองออกมา นี่เป็นวิธีการที่ถูกแล้ว
พื้นที่ไหนที่มีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ เราก็ต้องเข้าไปตรวจแบบปูพรม ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันโดยทั่วไปเมื่อเกิดโรคระบาด ไม่ใช่เฉพาะแค่โควิด-19 สมัยก่อนเคยมีการระบาดของโรคคุดทะราดใน จ.นราธิวาส เราก็ต้องปิดหมู่บ้านแล้วตรวจหาเชื้อชาวบ้านทั้งหมด มีกาฬโรคเราก็ต้องตรวจหมด ต้องเอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว
เรื่องน่าห่วงที่ศูนย์กักคนเข้าเมือง
ผมได้เห็นการทำงานของหมอและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ศูนย์กักคนเข้าเมืองสะเดา จ.สงขลา ผ่านกล้องวงจรปิด ผมคิดว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว มีการจัดห้องกักให้เป็นที่รักษาพยาบาล เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาการไม่หนัก ไม่น่าเป็นห่วง อาจมีไข้ต่ำ ๆ บ้าง บางคนผลเอกซเรย์พบว่ามีปอดบวมก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ และแพทย์ก็ให้ยารักษาตามความเหมาะสม

ที่มาของภาพ, Facebook/สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการระบายอากาศภายในศูนย์กักไม่ดี และคนที่อยู่ในนั้นมีเชื้อเยอะ เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจอาการ เก็บตัวอย่างเพื่อนำมาตรวจหาเชื้อ หรือนำอาหารไปให้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะชุดป้องกันการติดเชื้อที่เจ้าหน้าที่มีเป็นเพียงชุดที่ป้องกันเท่าที่ทำได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นชุดที่คลุมทั้งตัวเหมือนชุดนักบินอวกาศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการติดตั้งระบบฟอกอากาศคล้ายกับระบบฟอกอากาศในเครื่องบิน ไม่เช่นนั้นคนที่อยู่ในนั้นจะติดเชื้อมากขึ้นอีก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ตม. หมอ พยาบาลที่เข้าไปก็จะติดเชื้อ ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น
คาดว่าชาวโรฮิงญาในศูนย์กักคนเข้าเมืองสะเดาติดเชื้อแล้วทุกคน
ในศูนย์กักคนเข้าเมืองมีผู้ต้องกักกลุ่มหนึ่งที่เป็นชาวโรฮิงญา ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเก็บตัวอย่างมาตรวจหาเชื้อ 28 คน พบว่าติดเชื้อ 18 คน ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณทางสถิติ ประกอบกับปัจจัยที่ว่าบางคนติดเชื้อแต่ตรวจไม่เจอและการตรวจด้วยน้ำลายอาจให้ผลลบปลอม ผมเชื่อว่ากลุ่มชาวโรฮิงญาในศูนย์กักฯ ติดเชื้อทั้งหมดแล้ว เพราะเขาถูกควบคุมตัวอยู่ร่วมกันมานาน ดังนั้นสิ่งที่ผมแนะนำคุณหมอที่ดูแลคนกลุ่มนี้คือ ไม่ต้องไปตรวจหาเชื้อแล้ว และเน้นการดูแลตามอาการ ถ้าใครมีอาการปอดบวมก็รักษาไป

ที่มาของภาพ, Facebook/Prof.Virasakdi Chongsuvivatwong
อย่าประเมินความร่วมมือของประชาชนต่ำเกินไป
ข้อมูลที่ผมได้จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดง เช่น อ.จะนะ จ.สงขลา และ อ.ยะหา และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา พบว่าประชาชนให้ความร่วมมือในการควบคุมโรคสูงมาก สูงกว่าที่ทางการคิด ชาวบ้านรู้ว่าโรคนี้อันตราย กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นคนเรียกหมอให้ไปตรวจเองทั้งกลางวันกลางคืน ผมคิดว่าเราไม่ควรประเมินความร่วมมือของประชาชนต่ำเกินไป และควรจะให้ชาวบ้านรู้ผลการตรวจได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเก็บตัวอย่างไปตรวจแล้ว ต้องรอให้ ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19) รับทราบหรือแถลงก่อน เมื่อเก็บตัวอย่างตรวจแล้ว ประชาชนต้องการรู้จากหมอที่มาตรวจว่าเขาเป็นอะไร เหมือนเวลาเราไปหาหมอที่โรงพยาบาล เราก็อยากฟังจากหมอที่รักษาเราว่าเป็นอะไร ไม่ใช่ว่าต้องรอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาบอก
ให้คำปรึกษา "อนุทิน"
ข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ผมยังไม่เคยเสนอกับ รมว.สธ. โดยตรง ตั้งแต่ผมได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกรณีโควิด-19 รัฐมนตรีอนุทินก็ยังไม่ได้ปรึกษาอะไรมา แต่ผมเชื่อว่ายุคนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หมด ผมก็ใช้วิธีการให้คำปรึกษาผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะข้อเสนอต่าง ๆ ของผมก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร เป็นเรื่องเทคนิค ความรู้ วิชาการ นอกจากนี้ คณะที่ปรึกษาก็มีการประชุมและมีกลุ่มไลน์ ผมก็มักจะส่งความเห็นต่าง ๆ ไปในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนเขาจะทำหรือไม่ทำตามข้อเสนอแนะของผมก็ไม่เป็นไร หน้าที่ของเราคือให้ความเห็น คิดแล้วบอกรัฐมนตรี เขาจะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ แต่ถ้าเราคิดแล้วเราไม่บอกนี่น่าจะไม่ดี
ระบาดวิทยา "เป็นเรื่องสนุก"
การระบาดของโควิด-19 มันมีความไม่แน่นอนอยู่เยอะมาก โมเดลต่าง ๆ ที่มีแทบจะใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย เพราะมันต้องดูของจริง เรื่องพวกนี้มันสนุก ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจวิชาที่ใช้ตรรกะ สถิติและคณิตศาสตร์มากขึ้น และทำให้งานของแพทย์สายสาธารณสุขอย่างเช่นหมอในกรมควบคุมโรคได้รับความสนใจมากขึ้น หมอที่ทำงานอยู่ในกรมควบคุมโรคเกือบทุกคนต้องเรียนระบาดวิทยา ไม่อย่างนั้นควบคุมโรคไม่ได้












