ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชี้วิกฤตโรคระบาดคือโอกาสเปลี่ยนประเทศไทย ปลุกประชาชนใช้โควิด-19 พิสูจน์คน

    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำคณะก้าวหน้า อาสารวบรวมความคิดเห็นและความเดือดร้อนที่ได้ฟังจาก "คนข้างล่าง" เพื่อสื่อสารตรงกับนายกรัฐมนตรี พร้อมปลุกคนไทยให้ใช้วิกฤตโควิด-19 พิสูจน์ความจริงแท้ของคน และน้ำคำนักการเมือง

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของอาณาจักรผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ไทยซัมมิท ติดอันดับ 28 ในทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทยตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส ไทยแลนด์ปีนี้ ด้วยทรัพย์สินมูลค่าราว 3.2 หมื่นล้านบาท

แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บุตรชายคนโตของสมพร ไม่ทราบว่ามารดาได้รับจดหมายเปิดผนึกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้แบ่งปัน "ความสามารถ-ความฉลาดหลักแหลม-วิสัยทัศน์" มาช่วยกันจัดการกับวิกฤตโควิด-19 หรือไม่

"สิ่งหนึ่งที่สามารถพูดได้คือถ้าผมเจอนายกฯ ผมสามารถส่งเสียงของประชาชนไปให้คนที่มีอำนาจฟังได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนที่มีอำนาจส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะองค์กร บริษัทเอกชน หรือรัฐบาล คนที่ห้อมล้อมเสียงของประชาชนมันไปไม่ถึง" ธนาธรกล่าวกับบีบีซีไทย

แนะใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท เปลี่ยนประเทศไทย

พล.อ.ประยุทธ์ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเศรษฐีไทย 20 อันดับแรก เมื่อ 20 เม.ย. เพื่อขอให้จัดทำเอกสารเสนอความคิด และร่วมกันทำโครงการ "บรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชน" พร้อมย้ำว่า "ผมไม่ขอรับเป็นเงินบริจาค" แต่นั่นไม่ได้ทำให้สารพัดคำถามที่ถาโถมใส่รัฐบาลลดลง โดยเฉพาะความกังวลใจเรื่องการเปิดทางให้บรรดาเจ้าสัวเข้ายึดกุมนโยบายรัฐผ่านโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ

"อย่าลืมว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้นะครับ เงินกู้คือเงินกู้ ต้องมีใครสักคนจ่ายมัน... ถ้าเอาไปอุ้มเฉพาะคนรวย คนที่ต้องแบกรับหนี้ต่อไปในอนาคตก็คือคนรุ่นเราที่ยังต้องทำงานต่อไป 10-20 ปี กับคนรุ่นหลานเราที่ต้องเติบโตมาพร้อมกับหนี้ก้อนนี้" ธนาธรชี้ชวนให้สังคมคิด

เขาทดลองนำเสนอแนวทางการใช้จ่ายเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่แปรวิกฤตที่หาไม่ได้อีกแล้วให้เป็นโอกาสในการผลักดันประเทศไทยไปข้างหน้า

  • สร้างอุตสาหกรรม/สร้างงานใหม่ โดยเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว
  • พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชน และลดมลภาวะ
  • กระจายงบจากรวมศูนย์ส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น เพื่อจัดทำโครงการที่ใกล้ชิดและเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับของรัฐบาล ถูกประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 19 เม.ย. โดยวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เป็นไปเพื่อเยียวยาสุขภาพของประชาชน และฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ พ.ร.ก. อีก 2 ฉบับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 9 แสนล้านบาท ใช้ดูแลผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และเพื่อตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้

ฉีกทฤษฎี อุ้มคนรวย เพื่อช่วยคนจน

แม้สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจจัดอยู่ในระดับ "ยอดพีระมิด" ของสังคมไทย แต่ธนาธรไม่เชื่อในทฤษฎีที่ว่าหากนายทุนมั่นคงแล้วประชาชนจะมั่งคั่ง ตรงกันข้ามเขาเห็นว่าแนวคิดนี้ "ไม่เคยเป็นความจริง"

อดีตนักธุรกิจที่หันมาเป็นนักการเมืองวัย 41 ปีชี้ว่า สถานการณ์นายทุนไทย ณ วันนี้ไม่มีใครถึงขั้นล้มละลายจนรัฐต้องเข้าไปโอบอุ้มเพื่อไม่ให้ประเทศสูญเสียกำลังการผลิต ตรงกันข้ามภาคเอกชนยังมีความเข้มแข็งมากสะท้อนผ่านงบดุลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์

"กลุ่มทุนใหญ่ ๆ วันนี้ ไม่มีการช่วยเหลือจากภาครัฐ งบดุลของเขาก็ยังอยู่ได้ด้วยตัวเองอีกอย่างน้อยเป็นปี เพราะทุนเขาแข็ง ไอ้คนที่มันแย่จริง ๆ คนที่งบดุลไม่เข้มแข็งจริง ๆ คือประชาชนที่ไม่มีฝั่งทรัพย์สินเลย ฝั่งทรัพย์สินไม่มีอะไรเลย มีแต่ฝั่งหนี้สิน คนกลุ่มนั้นไม่มีเงินออม ไม่มีเงินสด"

เปลี่ยน "สวัสดิการอนาถา" เป็น "สวัสดิการถ้วนหน้า"

การประกาศ "รื้อโครงสร้างสังคมไทย-ทลายทุนผูกขาด" เป็นภารกิจต่อเนื่องมากว่า 2 ปี นับจากยุคที่ธนาธรกับพวกก่อตั้งพรรคการเมืองอย่างอนาคตใหม่ มาถึงคณะบุคคลภายใต้ชื่อคณะก้าวหน้า

ถึงขณะนี้ เขายังไม่แน่ใจว่าโควิด-19 จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปอย่างไร เพราะยังมองไม่เห็นการคลี่คลายในส่วนของกลุ่มทุนอย่างชัดเจนนัก เป็นไปได้ว่ากลุ่มทุนใหญ่อาจได้ประโยชน์มากขึ้น คู่แข่งน้อยลง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กน้อยลง ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดและการมีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้น

ทว่าไวรัสมรณะได้เปิดโปง-ตอกย้ำปมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เมื่อคนกลุ่มใหญ่ไม่อาจเข้าถึงการดูแลจากภาครัฐได้อย่างเท่าเทียม ต้องเอาตัวรอดด้วยสิ่งที่ธนาธรกับพวกเรียกว่า "สวัสดิการอนาถา"

"มันต้องแข่งกันน่ะว่าใครจนกว่ากัน แข่งกันว่าใครลำบากกว่ากัน ถึงจะได้เงินจากรัฐ การแข่งกันแบบนี้มันไม่ใช่เพื่อทำให้คนภาคภูมิใจในการอยู่ในสังคม เป็นการแข่งขันกันลดคุณค่าลดศักดิ์ศรีตัวเอง การจะทำให้คนแข็งแรง สังคมแข็งแรง มันต้องทำให้คนภาคภูมิใจในศักยภาพตัวเอง ตระหนักตลอดเวลาว่าตัวเองมีศักยภาพ ไม่ใช่ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของเขา หรือลดทอนคุณค่าเขา"

หากคนไทยต้องการระบบ "รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า" ธนาธรเห็นว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าช่วยกันส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้ยิน

"ผมคิดว่าจุดพลิกผันถ้าจะมีคือต้องเปลี่ยนรัฐบาลก่อนมั้ง" เขากล่าวพลางหัวเราะ ก่อนอธิบายว่าเวลาพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง หนีไม่พ้นที่ต้องพูดถึงเรื่องการเมือง ซึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงการช่วงชิงอำนาจ แต่เป็นเรื่องใกล้ชิดกับทุกคน

ความมั่นคงทางสาธารณสุขควบคู่ประชาธิปไตย

ธนาธรอ้างว่า การช่วยกันส่งเสียงของนักวิชาการ นักการเมืองฝ่ายค้าน และคณะก้าวหน้า เพื่อ "ต่อสู้กับความคิดแบบอนุรักษนิยมทางการคลัง" ทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจตรา พ.ร.ก.กู้เงิน จากเดิมที่มีเพียงการเยียวยาประชาชนด้วยมาตรการ "กระมิดกระเมี้ยนทางการคลัง" เท่านั้น

เช่นเดียวกับการประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่แสดงความกังวลว่าเงื้อมมือของกฎหมายพิเศษจะยาวเกินไป แล้วไปทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยเฉพาะการจัดการกับประชาชนผู้เห็นต่าง หรือผู้ที่ออกมาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งมีคดีตัวอย่างให้เห็นกับการเอาผิดกับบุคคลที่ออกมาเปิดโปงขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย

ในวิกฤตโควิด-19 ทำให้เกิด "สภาวะยกเว้น" หลายส่วน แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการปิดที่ทางของประชาธิปไตยตามทัศนะของผู้นำคณะก้าวหน้า แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ใช้อำนาจประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะประกาศใช้หลัก "สุขภาพนำเสรีภาพ" เพื่อจำกัดวงของไวรัสนี้ก็ตาม

"เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางสาธารณสุขกับประชาธิปไตย ผมว่ามันไปด้วยกันได้... ถ้าอยากจะให้กระบวนการแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพ ต้องฟังประชาชน เราต้องเรียกร้องให้การใช้อำนาจที่ผิดปกติ ใช้ไปเพื่อจัดการกับปัญหาที่ไม่ปกติเท่านั้น ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย คนมีสิทธิเสรีภาพ มันควรจะต้องเป็นไปได้"

ใช้โควิดพิสูจน์คน

ท้ายที่สุดเมื่อให้ประเมินการเมืองไทยหลังโควิด-19 โดยเฉพาะเมื่อเกิดเสียงบ่น-ก่นด่าการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาล

ธนาธรสงวนคำแรงในการวิจารณ์ฝ่ายบริหารชุดปัจจุบัน แต่ขอให้รอเวลาอันเหมาะสม แม้ก่อนหน้านี้เมื่อ มี.ค คณะก้าวหน้าเคยเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง ตามโรดแมปขั้นแรกในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ-โควิด ก็ตาม

"ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าเราจะก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมอยู่อย่างนี้ต่อไป หรือเราจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรมเพื่อกำหนดอนาคตของเราเอง" เขาตอบ

ธนาธรเห็นว่า นี่คือช่วงเวลาในการพิสูจน์ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสังคมไทย คำพูดที่ว่า "เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" เป็นคำพูดที่สวยหรูไว้ปิดบนข้างฝา หรือเป็นการกระทำที่แสดงออกอย่างจริงจัง

"เวลาที่เราจะพิสูจน์สังคมหรือจะพิสูจน์ตัวคนของใครสักคน มันไม่ได้พิสูจน์เวลาที่สุขสบาย เวลาที่หฤหรรษ์ สังคมจะถูกพิสูจน์ก็ต่อเมื่อเราเจอภาวะทุกข์ยาก ภาวะลำบาก นี่ต่างหากที่จะพิสูจน์สังคมว่าตกลงเราเรียกร้องความปรองดอง ความสมานฉันท์ ความสามัคคี ให้ทุกคนหยุดเพื่อชาติ วันนี้ชาติทำอะไรเพื่อเขาบ้าง จะปล่อยให้เขาอดตายหรือเปล่า" ธนาธรกล่าว

สมพร-ธนาธร ลงมือทำอะไรในวิกฤตใหญ่ 3 ครั้งของประเทศ

ภาพสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มหาเศรษฐีนี ขนเงินสดไปแจกจ่ายประชาชนที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จำนวน 2 พันบาท/ครัวเรือน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกพูดถึงทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ

บ้างก็ว่าเป็น "มหาเศรษฐีนีใจบุญ".. บ้างก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหวังผลทางการเมืองให้พรรค-พวกแม้ลูกชายถูกตัดสิทธิทางการเมืองนาน 10 ปี.. บ้างก็ถูกวิจารณ์เรื่องการไม่เว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อจำกัดวงของโควิด-19

เมื่อ 21 เม.ย. ธนาธรถูกสื่อมวลชนไถ่ถามเรื่องนี้อย่างน้อย 2 ครั้ง เขาหัวเราะรับคำถาม ก่อนยืนยันว่าไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เคยได้รับคำปรึกษาใด ๆ จากมารดา

"ผมไปคุยกับคุณแม่หลังเกิดเรื่อง 1-2 วัน คุณแม่ตกใจ ไม่คิดว่าสิ่งที่เขาทำจะกลายเป็นข่าวใหญ่มาก ก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจ ที่ให้การสนับสนุนพวกเรา จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้สมกับความไว้วางใจของประชาชน" ธนาธรบอก

ขณะที่ตัวธนาธรได้ตั้งทีมร่วมผลิตอุปกรณ์ช่วยแพทย์ป้องกันตัวจากโควิด-19 2 ชนิดคือ ห้องตรวจเชื้อ 2 แรงดัน (Modular ARI Clinic) และเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ (Isolation Chamber) เพื่อจัดส่งให้ 12 โรงพยาบาล

อดีตนักธุรกิจหมื่นล้านที่มาเคลื่อนไหวทางการเมืองยอมรับว่าโครงการนี้สำเร็จได้ด้วย "เครือข่ายธนาธร" แต่งานการกุศลที่ทำ แค่ช่วยบรรเทา ส่วนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบต้องพูดเรื่องการเมือง "เพราะการเมืองเป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ และการจัดสรรงบประมาณซึ่งมาจากภาษีของประชาชน"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ 2 แม่ลูกลงขันลงแรงช่วยเหลือสังคมไทยยามต้องเผชิญวิกฤตสำคัญ ถ้าย้อนกลับไปในวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ธนาธรเล่าว่ามารดาของเขา "สั่งการ สนับสนุนทรัพยากร แต่ไม่ได้ออกหน้า" เพื่อทำหลายกิจกรรม ในจำนวนนี้คือการต่อเรือข้ามฟากบริการชาวดอนเมือง และเรือขนส่งอาหารและน้ำที่ประชาชนมาบริจาคที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ของรัฐบาล รวมถึงการจัดทำส้วมลอยน้ำโดยร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา ก่อนนำแจกจ่ายไปตามต่างจังหวัด

"มีช่วงหนึ่ง ผมยังเจอตอนไปหาเสียงเลย เห็นส้วมที่เราทำตั้งอยู่" และ "ก็เป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ในชีวิตเราว่าในวิกฤตเราไม่ได้นั่งอยู่เฉย ๆ" ธนาธรบอก

แต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นในวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธนาธรซึ่งยังมีสถานะเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ม.ธรรมศาสตร์ มีประสบการณ์เข้าร่วมการชุมนุมครั้งแรกเพื่อแสดงความไม่พอใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

"ตอนนั้นหนังสือพิมพ์ที่ผมอ่านตลอดคือไทยโพสต์ พออ่านจบก็ต้องไปม็อบสีลมเลย เป็นการไปม็อบครั้งแรกและไปคนเดียวด้วย ยังไม่เคยเข้าร่วมกับขบวนการเอ็นจีโอที่ไหน แต่คิดว่าเราต้องไปแสดงพลัง ประเทศไทยเกิดวิกฤตแล้ว นี่คือการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศ อะไรแบบนี้ ตอนนั้นต้องบอกว่ายังไม่เดียงสาทางการเมือง" ธนาธรย้อนอดีต