You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
โควิด-19 : บีอาร์เอ็น ประกาศ “ระงับกิจกรรมทั้งหมด” เปิดทางภาครัฐจัดการไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบาดในชายแดนภาคใต้
ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ออกแถลงการณ์หยุดกิจกรรมความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาด
ในแถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อวันที่ 3 เม.ย. บีอาร์เอ็น ชี้ว่า ไม่ต้องการ "ซ้ำเติม" ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปพร้อม ๆ กัน
"เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมยิ่งขึ้นแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บีอาร์เอ็นจึงดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อระงับกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่ม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยตระหนักว่า ศัตรูสำคัญของมนุษยชาติในขณะนี้คือโรคโควิด-19 คำประกาศนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ที่ 3 เม.ย. 2563 และมีผลไปจนกว่าบีอาร์เอ็นจะไม่ถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย"
60 ปีของการต่อสู้
ปัจจุบัน บีอาร์เอ็น ซึ่งก่อตั้งมานาน 60 ปี คือ "คู่สนทนาหลัก" ของรัฐไทยในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก หลังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นานกว่า 16 ปี คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วกว่า 7 พันราย
ป๊ะ นาฮาร์ หัวหน้าสำนักเลขาธิการกลางของ บีอาร์เอ็น กล่าวกับบีบีซีไทยผ่านแอปสนทนาว่า ตลอด 60 ปีของการต่อสู้ ขบวนการได้เผชิญกับอุปสรรคมากมาย ถึงกระนั้น ก็ยังยึดโยงกับ "พี่น้องปาตานี" ตลอด
"ลำดับความสำคัญแรกของขบวนการ คือ การต่อสู้ร่วมกับประชาชนเพื่อความยุติธรรมและความผาสุก ทว่า จุดสนใจของบีอาร์เอ็นในขณะนี้ คือ การต่อสู้กับโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นลำดับความสำคัญแรกของโลกในขณะนี้ การเอาชนะโรคโควิด-19คือการต่อสู้ของประชาชนร่วมกับบีอาร์เอ็น"
นาฮาร์ อ้างว่า การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นไปเพื่อไม่ให้ "สิทธิมนุษยชนของชาวปาตานีต้องถูกละเมิดละเลย โดยรัฐบาลในกรุงเทพฯ"
"แม้ขณะนี้ บีอาร์เอ็นกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนผ่านกระบวนการทางการเมือง และการต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่ในขณะนี้ เรื่องสำคัญที่ยิ่งกว่าก็คือ การสู้กับโรคโควิด-19"
เอ็นจีโอเรียกร้องให้หยุดยิง
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มี.ค. องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กองกำลังติดอาวุธทุกฝ่ายหยุดยิง หยุดใช้อาวุธ และเรียกร้องให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้ายุติปฏิบัติการทางทหารในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล และลดความตึงเครียดในสถานการณ์ปัจจุบัน
แถลงการณ์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน ซึ่งร่วมลงนามโดย 4 องค์กร ได้แก่ กลุ่มด้วยใจ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD และเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ก่อความไม่สงบและทางการไทย ดังนี้
- ขอให้ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธทุกฝ่ายรวมทั้งของบีอาร์เอ็น หยุดยิง หยุดการใช้ความรุนแรงทางอาวุธทุกรูปแบบทันทีและขจัดอุปสรรคในการช่วยชีวิตประชาชน
- ขอให้รัฐบาลไทยโดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยุติวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้โดยการยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกับคู่ขัดแย้งในการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19
"กลุ่มด้วยใจและองค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามนี้ ขอเรียกร้องให้คู่ต่อสู้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการยุติการระบาดของโรคโควิด-19 และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและขจัดอุปสรรคทางราชการทั้งหมดที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่
"ความร่วมมือระหว่าง บีอาร์เอ็น และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าในครั้งนี้จะเป็นการแสดงความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างสันติภาพให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน" แถลงการณ์ระบุ
"รัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายกับทุกอาชญากร"
ขณะที่เพจศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เผยแพร่คำกล่าวของ พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. โดยมีเนื้อหาระบุว่า "รัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายกับทุกอาชญากรที่ได้ก่ออาชญากรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติใดก็ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้าง ในการละเว้นการปฏิบัติทางกฎหมายได้"
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย้ำด้วยว่า ตลอด 16 ปี ที่ผ่านมา รัฐใช้มาตรการทางกฎหมายต่ออาชญากรที่ได้สร้างความสูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เพื่อคืนความยุติธรรมให้เหยื่อของความรุนแรง