ไวรัสโคโรนา : สธ.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 188 ราย ขอให้ประชาชนงดการเดินทาง

คนนั่งรถไฟฟ้า

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สธ.ขอความร่วมมือประชาชนจำกัดการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางข้ามจังหวัด หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศไทยในรอบ 24 ชั่วโมงยังสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยวันนี้ (22 มี.ค.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากถึง 188 ราย ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 599 รายแล้ว

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ไทยยืนยันผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2563 ที่ สธ.แถลงยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงเป็นหลักร้อยคน

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ที่มีการยืนยันในรอบ 5 วัน เป็นดังนี้

  • 18 มี.ค. 35 ราย
  • 19 มี.ค. 60 ราย
  • 20 มี.ค. 50 ราย
  • 21 มี.ค. 89 ราย
  • 22 มี.ค. 188 ราย

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. กล่าวว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่พบในกรุงเทพฯ เป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีอาการเล็กน้อย จึงยังคงออกไปใช้ชีวิตตามปกติ

นอกจากนี้ นพ.ทวีศิลป์ยังได้ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนว่าอย่าเดินทางกลับภูมิลำเนา แม้ว่าจะมีการหยุดงาน เนื่องจากอาจแพร่เชื้อสู่คนในต่างจังหวัดได้ ขณะที่คนในต่างจังหวัดก็ไม่ควรเดินทางข้ามจังหวัด เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 188 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้

กลุ่ม 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้า 65 ราย

  • สนามมวย 21 ราย ประกอบด้วย นักมวย เซียนมวย ผู้ปล่อยแถวนักมวย และผู้ชมซึ่งมาจากกรุงเทพฯ เลย หนองบัวลำภู ปทุมธานี อุดรธานี ชลบุรี นนทบุรี พัทลุง แพร่และสมุทรปราการ
  • สถานบันเทิงย่านเอกมัย 5 ราย
  • เข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 2 ราย ที่ จ.นราธิวาสและยะลา
  • สัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้า 37 ราย กระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด

กลุ่ม 2 ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15 ราย

  • ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ 8 ราย เป็นคนไทย 6 ราย ได้แก่ พนักงานที่ทำงานในผับบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นักศึกษาที่เดินทางกลับจากอิหร่าน ส่วนชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นชาวสวิสและอเมริกัน
  • ผู้ที่อยู่ในย่านชุมชนที่มีคนหนาแน่นหรือทำงานใกล้ชิดนักท่องเที่ยว 7 ราย

กลุ่ม 3 ยืนยันการพบเชื้อแล้ว แต่รอสอบสวนโรค 108 ราย

ในจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด มีผู้ที่อาการหนัก 7 ราย ทุกรายใส่เครื่องช่วยหายใจและต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

โฆษก สธ. ยอมรับว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้หน่วยงานรัฐต้องยกระดับการควบคุมโรคระบาด โดยสิ่งที่ให้ความสำคัญในขณะนี้คือพยายามจำกัดวงการติดเชื้อให้ไม่แพร่ไปยังประชาชนในต่างจังหวัด เนื่องจากขณะนี้มีข้อบ่งชี้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่พบในต่างจังหวัดกำลังเพิ่มขึ้น คือ จาก 59 คน เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เป็น 122 คน ในวันที่ 21 มี.ค.

สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพฯ 284 ราย สมุทรปราการ 28 ราย ภูเก็ต 13 ราย ปัตตานี 11 ราย และนนทบุรี 9 ราย

หวั่นประกาศปิดสถานที่ของ กทม. ทำให้คนแห่กลับภูมิลำเนา

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ประกาศ กทม.เรื่องการปิดสถานประกอบการหลายแห่งซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้ (22 มี.ค.) ถึงวันที่ 12 เม.ย. อาจส่งผลให้คนต่างจังหวัดจำนวนมากที่ทำงานในกรุงเทพฯ เดินทางกลับภูมิลำเนาซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายโรคไปด้วย

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจึงได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ทำแผนปฏิบัติการค้นหา เฝ้าระวังและป้องกันโรคในระดับอำเภอและหมู่บ้าน รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลของผู้ที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล และกำชับให้คนกลุ่มนี้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด

พนักงานทำความสะอาดรถประจำทาง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พนักงานทำความสะอาดกระจกบริเวณสกายวอล์คสี่แยกปทุมวันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

หยุดอยู่บ้านและอย่ากลับภูมิลำเนา

นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตอธิบายว่า ที่ผ่านมา สธ.ได้ย้ำให้ใช้มาตรการรักษาระยะห่างในสังคม คือ แต่ละคนอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร แต่มาตรการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการจำกัดการเดินทาง

"ตอนนี้ต้องถือว่าสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากสถานการณ์ในญี่ปุ่นเมื่อเดือน ก.พ. ดังนั้นตอนนี้เราจำเป็นต้องใช้มาตรการจำกัดการเดินทาง ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ควรออกไปจากต่างจังหวัด ผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัดก็ไม่ควรเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หากไม่มีความจำเป็นอย่างที่สุด" นพ.ชิโนรส กล่าว

คนถือของ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตอธิบายเพิ่มเติมว่า การเดินทางทำให้คนที่ไม่ติดเชื้อมีโอกาสติดเชื้อระหว่างการเดินทาง หรือหากเป็นผู้ที่ติดเชื้อโดยยังไม่รู้ตัว ก็อาจจะนำเชื้อนั้นไปแพร่ให้บุคคลที่รักในครอบครัว

นอกจากนี้ โรงพยาบาลต่างจังหวัดยังไม่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลที่มีความพร้อมที่สุดยังอยู่ในกรุงเทพฯ

"ดังนั้นการออกไปต่างจังหวัดจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ อยู่ในกรุงเทพฯ ดีที่สุดแล้ว" นพ.ชิโนรสระบุ

นอกจากนี้ ยังทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือในการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยขอให้บริษัทขนส่งและผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทำความสะอาดพาหนะก่อนและหลังการเดินทาง โดยเน้นพื้นที่สัมผัสร่วม , เก็บบันทึกข้อมูลชื่อ-นามสกุล และเบอร์โทรศัพท์ของผู้โดยสาร และคัดกรองผู้โดยสาร หากพบว่ามีไข้หรือไอ ขอให้งดการเดินทาง และขอให้จัดที่นั่งโดยเว้นระยะห่าง

"ถ้ารักพ่อแม่ อย่ากลับบ้าน"

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค แสดงความกังวลถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในต่างจังหวัด เนื่องจากพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่ในต่างจังหวัดกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

"การที่รัฐบาลและ กทม.ประกาศปิดสถานที่ต่าง ๆ นั้นวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อให้อยู่บ้าน เพื่อที่คนที่มีเชื้อแล้วจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น แต่ถ้าใครที่ไม่ทำตามวัตถุประสงค์ คือ ยังคงเดินทาง ไปอยู่กับคนจำนวนมาก จะเป็นการเพิ่มเชื้อ"

กราฟ

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, จำนวนผู้ติดเชื้อที่พบในต่างจังหวัดกำลังเพิ่มขึ้นจาก 59 คน เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เป็น 122 คน ในวันที่ 21 มี.ค.

นพ.โสภณย้ำว่าคนต่างจังหวัดที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ควรเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงนี้ เพราะแม้ว่าขณะนี้จะไม่มีอาการป่วย แต่หากติดเชื้อโควิด-19 แล้วก็อาจจะไปแพร่เชื้อให้คนที่บ้านในต่างจังหวัดได้ ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงมากขึ้นกว่าที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

"ถ้ารักพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ อย่าเพิ่งเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ให้กักตัวเองอยู่ที่นี่ให้ครบ 14 วันเป็นอย่างน้อย เพราะช่วงที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ มีเพิ่มขึ้น บางคนอาจได้รับเชื้อไปแล้วและอยู่ระยะฟักตัว...ขอให้เข้าใจว่าช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงวันหยุดพิเศษที่จะให้เดินทางกลับต่างจังหวัด เพราะระหว่างเดินทาง เรามีทั้งโอกาสได้รับเชื้อจากคนอื่น และแพร่เชื้อให้คนอื่นได้"

"อยากสื่อสารกับครอบครัวของแรงงานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ว่า ถึงแม้ว่าลูกหลานจะได้หยุดงานในช่วงนี้ แต่การที่พวกเขาไม่กลับไปหาท่านเท่ากับเป็นการดูแลอีกแบบหนึ่ง ถ้ารักพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ก็อย่าเพิ่งกลับบ้าน เพราะว่ามันจะทำให้เกิดการติดเชื้อในต่างจังหวัด และหากป่วยขึ้นมาจริง จะยิ่งไม่คุ้ม ค่ารักษาพยาบาลที่ต้องดูแลกันต่อก็อาจจะมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหากอยู่ในกรุงเทพฯ" นพ.โสภณกล่าว

นพ.โสภณกล่าวว่า สธ.ตระหนักดีว่าการปิดสถานประกอบการจะส่งผลกระทบต่อลูกจ้างที่จะขาดรายได้ ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากนายจ้างให้ดูแลลูกจ้างด้วย เหมือนในต่างประเทศที่แม้จะหยุดกิจการชั่วคราว แต่นายจ้างยังช่วยดูแลลูกจ้างอย่างต่อเนื่อง

"ขณะนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเรา ถ้าลูกจ้างเราแข็งแรงและทุกคนหยุดงาน การแพร่ระบาดก็จะลดลง และสถานการณ์ก็จะกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นานมาก เศรษฐกิจก็จะฟื้นได้เร็ว แต่ถ้าปล่อยให้ระบาดหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน สถานการณ์จะแย่กว่านี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนที่มีฐานะดีกว่าเช่นผู้ประกอบการก็ต้องช่วยดูแลในส่วนนี้"