You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไวรัสโคโรนา : สธ.ประกาศให้คนที่เดินทางไปสนามมวย-สถานบันเทิงเข้ารับการตรวจโควิด-19
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่มอีก 30 ราย นับเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันที่มีการพบผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ ทำให้ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยสะสมในไทยเพิ่มเป็น 177 ราย
นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. กล่าวว่าขณะนี้ได้ขยายกลุ่มผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคให้ครอบคลุมผู้ที่เดินทางไปสนามมวยและสถานบันเทิงในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้บุคคลกลุ่มนี้เข้ารับการตรวจโควิด-19 ด้วย พร้อมกับย้ำว่าผู้ที่เข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อจะได้รับการตรวจหาเชื้อโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
นพ.สุขุมกล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้พบผู้ป่วยยืนยันสะสม 177 ราย ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 135 ราย กลับบ้านแล้ว 41 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในเขตกรุงเทพฯ จึงได้มีการประสานงานกับโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย ให้เตรียมรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 234 เตียง
สธ.มีการรายงานพบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เป็นจำนวนมากในคราวเดียวกันตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. รวมผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการยืนยันในรอบ 3 วันมีจำนวนมากถึง 95 คน
-15 มี.ค. ยืนยันผู้ป่วยใหม่ 32 ราย
-16 มี.ค. ยืนยันผู้ป่วยใหม่ 33 ราย
-17 มี.ค. ยืนยันผู้ป่วยใหม่ 30 ราย
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 30 ราย เป็นผู้ป่วยรายที่ 148-177 แบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้
กลุ่ม 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 14 ราย ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 11 ราย, กลุ่มสถานบันเทิง 1 ราย และกลุ่มผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 2 ราย
กลุ่ม 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 16 ราย ได้แก่ กลุ่มผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ 9 ราย, กลุ่มทำงานใกล้ชิดสัมผัสต่างชาติ 1 ราย
นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่รอผลการสอบสวนโรคเพิ่มเติมอีก 6 ราย และมีกลุ่มที่รอยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ 22 ราย
สำหรับการขยายกลุ่มผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคนั้น นพ.สุขุมชี้แจงว่าจะครอบคลุมผู้ที่เดินทางไปสนามมวยลุมพินีและสนามมวยราชดำเนิน สนามกีฬา รวมถึงสถานบันเทิง
"หากมีอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็ให้รีบไปสถานพยาบาลและแจ้งประวัติเพื่อทำการตรวจทางคลินิก เพื่อลดการขยายการแพร่เชื้อ" ปลัด สธ.กล่าวและย้ำว่าผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการรักษาฟรีโดยไม่ต้องมีการสำรองจ่าย
"คนไหนที่ไปเชียร์กีฬา เข้าสนามมวย สถานบันเทิง ร้านอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาแล้วมีอาการผิดปกติ ให้มาตรวจได้เลย ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใด ๆ เรายินดีดูแล"นพ.สุขุมกล่าว
เปิดแผนรองรับ "กรณีร้ายแรงที่สุด"
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายถึงแผนรองรับกรณีการะบาดเข้าขั้น "ร้ายแรงที่สุด" ว่า เบื้องต้นมีการทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลในเครือทั้งหมดว่าให้ลดผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วนในโรงพยาบาลลงโดยให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยาและสถานบริการใกล้บ้านแทน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในสถานพยาบาล
นอกจากนี้ยังให้โรงพยาบาลเอกชนรับผู้ป่วยโควิด-19 ไว้เป็นผู้ป่วยใน
"โรงพยาบาลเอกชนที่ไหนที่ตรวจคนไข้ คุณควรจะต้องรับแอดมิดคนไข้" นพ.สมศักดิ์กล่าว
สธ.ยังได้ประสานโรงพยาบาลของรัฐทุกสังกัดและโรงพยาบาลเอกชนให้เตรียมการรับผู้ป่วย และจัดระบบสำรองยาที่พร้อมเพื่อเตรียมรองรับหากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดได้รับแจ้งว่าโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครมีความพร้อมรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 400 เตียง
แต่หากผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับได้ อาจะต้องจัดเตรียมหอพักหรือโรงแรมให้เป็นที่ดูแลผู้ป่วย
"ถ้าคนไข้เยอะจริงแบบเป็น 1,000 คนต่อวัน เราก็จะส่งไปนอนที่หอพักหรือโรงแรม" นพ.สมศักดิ์กล่าว แต่จะมีการจัดการที่ดีเพื่อให้ไม่กระทบกับชุมชนในพื้นที่ดังกล่าว
กรมวิทย์ฯ แจงไม่มีอาการ แล้วไปตรวจเชื้อโควิด-19 "ไม่มีประโยชน์"
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวช่วงบ่ายวันนี้ (17 มี.ค.)เพื่ออธิบายเรื่องการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยกล่าวว่าปัจจุบัน มีการตรวจหาเชื้อ 3 รูปแบบ คือ
1.การตรวจหาเชื้อแบบ Polymerase Chain Reaction หรือ PCR คือการนำสารคัดหลั่งไปตรวจหาเชื้อ
2.การตรวจหาภูมิคุ้มกันด้วยวิธีการเจาะเลือด และ
3.วิธีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโดยกรมวิทยาศาสตร์
นพ.โอภาสกล่าวว่าไม่ว่าจะตรวจด้วยวิธีการใด ผู้ที่จะมารับการตรวจหาเชื้อควรมีอาการหรือเข้าเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค เนื่องจากหากไม่แสดงอาการแล้วมาตรวจหาเชื้อนั้น จะแปลผลได้ค่อนข้างยากและมีโอกาสเจอเชื้อค่อนข้างน้อย และหากผลเป็นลบก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้ออาจมีปริมาณน้อยเกินไปเพราะอยู่ในระยะฟักตัว
"ช่วงระยะฟักตัว เจาะเลือดไปเกิดประโยชน์ไหมครับ ไม่เกิด เหมือนเอาเงินไปทิ้งเล่น มีอาการแล้ววันเดียวเจาะเลือดมีประโยชน์ไหม ก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนเอาไปทิ้งเล่น" นพ.โอภาสกล่าว
ดร.พิไลลักษณ์ อัคคไพบูลย์ โอกาตะ ผู้ถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นคนแรกในไทย เล่าขั้นตอนการตรวจสอบตัวอย่างว่า เมื่อได้รับตัวอย่างแล้วจะนำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการคือห้องนิรภัยอันดับ 2 โดยเจ้าหน้าที่จะมีการใส่ชุด PPE หน้ากาก N95 จะทำการสกัดสารพันธุกรรมของเชื้อออกมาจากตัวอย่าง หลังจากนั้นจะเพิ่มปริมาณของเชื้อ หากมีเชื้อจะเห็นสัญญาณฟลูออเรสเซนส์ไต่ระดับสูงขึ้น โดยใช้เวลาการตรวจประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง -3 ชั่วโมงถึงจะทราบผลตรวจ
ดร.บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ หัวหน้าสำนักวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายว่าการตรวจ rapid test เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกัน สามารถตรวจได้หลังจากมีอาการอย่างน้อย 5-7 วัน วิธีการคือหยดเลือดและหยดสารละลายลงไป ตามด้วยสารละลายตัวที่ 2 รอประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจะแสดงผลด้วยการขึ้นแถบสี หากมีแถบสีเกิดขึ้นหมายถึงผลบวกหรือติดเชื้อ แต่การแปลผลควรทำโดยบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น สารละลายที่ใช้ในการตรวจสอบต้องได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) เท่านั้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จำนวน 40 แห่ง สามารถตรวจได้ 4,000-5,000 ตัวอย่างต่อวัน ขณะนี้เตรียมเพิ่มห้องปฏิบัติการอีก 60 แห่ง รวมเป็น 100 แห่ง เพื่อรองรับการตรวจให้ได้ถึง 10,000 ตัวอย่างต่อวันเมื่อเข้าสู่การระบาดในระยะ 3
นพ. โอภาสให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การตรวจหาเชื้อแต่ละครั้งนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตั้งค่าบริการไว้ที่ 2,500 บาท ซึ่งรวมต้นทุนทั้งค่าชุดตรวจ ห้องปฏิบัติการ น้ำยา อุปกรณ์ รวมถึงชุด PPE ของเจ้าหน้าที่ โดยในช่วง 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา มีการตรวจหาเชื้อกว่า 30,000 ตัวอย่าง
"การตรวจมากหรือตรวจน้อยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะบอกว่าควบคุมโรคได้ไม่ได้ ปัจจัยสำคัญคือตรวจให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่เราอยากจะตรวจมากกว่า" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุ
สำหรับชุดตรวจหาเชื้อนั้นมีราคาประมาณ 500 บาท ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการผลิตชุดตรวจซึ่งคาดว่าจะผลิตได้ภายใน 2 เดือนนี้และจะกำหนดราคาไว้ไม่เกินชุดละ 200 บาท