You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไวรัสโคโรนา : รัฐบาลเลิกวีซ่าฟรี อิตาลี-เกาหลีใต้-ฮ่องกง จนกว่าโควิด-19 คลี่คลาย ไทยพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 6 ราย
วงประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือการแพร่ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่โคโรนา หรือโควิด-19 ของรัฐบาลไทย สั่งยกเลิกการปล่อยฟรีวีซ่าให้ 2 ประเทศ บวกฮ่องกง และยกเลิก VOA 18 ประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกผู้เกี่ยวข้องมาประชุมด่วนที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้าที่ผ่านมา ก่อนเปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 มีมติให้ยกเลิกการขอวีซ่าฟรี 2 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจคือ อิตาลี, เกาหลีใต้ และฮ่องกง ไประยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และยังให้ยกเลิก Visa on Arrival (VOA) จาก 18 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ บัลแกเรีย, ภูฏาน, จีน, ไซปรัส, เอธิโอเปีย, หมู่เกาะฟิจิ, จอร์เจีย, อินเดีย, คาซัคสถาน, มอลตา, เม็กซิโก, นาอูรู, ปาปัวนิวกินี, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน, วานูอูตู และเขตเศรษฐกิจไต้หวัน
"ถ้าไม่ทำแบบนี้ สถานการณ์เราอาจควบคุมไว้ไม่ได้ในระยะต่อไป รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่ต้องการให้โควิด-19 แพร่เข้าสู่ระยะ 3 ในประเทศไทย วันนี้เรายังอยู่ในระยะที่ 2 แต่สถานการณ์รอบบ้านเราในวันนี้และประเทศอื่นทั่วโลกกำลังมีการแพร่ระบาดมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องสกัดกั้น" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
รัฐบาลยังเตรียมออกคำสั่งตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่โคโรนา หรือโควิด-19 บูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติการ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อเตรียมการรับมือกรณีการแพร่ระบาดเข้าสู่ระยะที่ 3 "เป็นการยกระดับ ซึ่งแรงงานไทยที่กลับจากเกาหลีใต้คือเหตุผลที่ต้องทำให้ต้องยกระดับทุกอย่างขึ้นมาเพื่อไม่ให้คนตื่นตระหนก" นอกจากนี้ยังมีปัญหาคนไทยติดเชื้อหลังเดินทางกลับจากอิตาลี และแม้ไม่ได้เดินทางมาจากอิตาลี แต่เกี่ยวข้องกับคนที่เพิ่งเดินทางกลับมา จึงต้องเริ่มระมัดระวัง
อย่างไรก็ตามนายวิษณุไม่ขอระบุว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ในเร็ว ๆ นี้ใช่หรือไม่ โดยบอกเพียงว่าเห็นกระทรวงสาธารณสุขทำท่าขยับเมื่อวันที่ 10 มี.ค. จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้
รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายชี้แจงว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จะบูรณาการข้อมูลจาก 2 ศูนย์ที่มีอยู่เดิมคือ ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของทำเนียบรัฐบาล กับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากยังไม่สามารถทำให้เป็นเอกภาพได้ และบางเรื่องจำเป็นต้องสั่งการโดยเร็ว เมื่อเกิดกรณีแรงงานไทยกลับจากเกาหลีใต้จึงอยู่นอกเหนือจากการรับมือ รวมถึงงบประมาณของ 2 ศูนย์ที่มีอยู่
ในเวลาไล่เลี่ยกัน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยยืนยันว่าขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 พร้อมยืนยันว่าไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 6 ราย มีประวัติทำงานในพื้นที่เสี่ยง และกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดทั้งสิ้น
ถึงขณะไทยนี้จึงมียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 59 ราย กลับบ้านแล้ว 34 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ใน รพ. 24 ราย เสียชีวิต 1 ราย ในกรณีผู้ป่วยอาการหนักยังคงอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยรายละเอียดของผู้ป่วยรายใหม่ 6 ราย มีดังต่อไปนี้
- รายแรก เป็นชาย อายุ 21 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 8 มี.ค. มีอาการไข้ มีน้ำมูก เมื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันเป็นบวก
- รายที่สอง เป็นชาย อายุ 40 ทำงานในสนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ด้วยอาการไข้ เมื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุเกิดโรคโควิด-19
- สำหรับรายที่สาม เป็นชายไทย อายุ 25 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เริ่มไข้ ปวดกล้ามเนื้อ แพทย์เอ็กซเรย์พบปอดอักเสบ เข้าข่ายเสี่ยงตามที่กำหนด คือ มีอาการปอดติดเชื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ พบเชื้อไวรัสที่เป็นเหตุก่อโรค ขณะนี้จึงอยู่ในการดูแลของสถาบันบำราศนราดูร การสอบสวนโรคเบื้องต้นมีการเดินทางในหลายพื้นที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยว รวมถึงทำงานภาคสนามที่ต้องพบผู้คน ซึ่งต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละพื้นที่ ขณะนี้มีการเฝ้าระวังเพื่อนร่วมงานยังไม่มีใครป่วย
- รายที่สี่ เป็นหญิงชาวไทย อายุ 27 ปี มีประวัติเดินทางกลับมาจากเกาหลีใต้ เมื่อเข้า รพ.เอกชน พบมีไข้ ไอ น้ำมูก เมื่อ 8 มี.ค. ตรวจพบเชื้อ ขณะนี้รักษาส่งตัวมานพรัตน์ราชธานีเมื่อวานนี้
- รายที่ห้า เป็นชายไทย อายุ 40 ปี เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ในขณะอยู่ที่นั่นเกิดประสบอุบติเหตุข้อมือแตก เมื่อกลับมารักษาที่กรุงเทพฯ มีการตรวจพบเชื้อ
- รายที่หก ชายชาวสิงคโปร์ อายุ 36 ปี เป็นเจ้าของกิจการ เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 6 มี.ค. โดยมีอาการไข้ ไอ ปวดเมื่อยตามตัว ในวันที่ 9 มี.ค. ตรวจหาพบเชื้อที่เป็นเหตุก่อโรค จึงส่งเข้ารับการรักษาตัวต่อที่สถาบันบำราศนราดูร แม้อยู่ในเมืองไทยมาระยะหนึ่งที่ยาวกว่าระยะก่อโรค แต่มีประวัติพบคนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุ ผู้ป่วยรายแรกและรายที่สองทำงานในสถานที่เดียวกัน แต่ไม่ได้ทำงานในจุดเดียวกัน จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรงแต่อย่างใด แต่ทั้งคู่เป็นพนักงานที่มีประวัติทำงานเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ รวมถึงมีการสัมผัสสิ่งของที่มีการสัมผัสโดยบุคคลจำนวนมาก เช่น สัมภาระ พาสปอร์ต
สำหรับผู้ป่วยรายที่หก ถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนว่าใช่เจ้าของร้านอาหารที่อาคารออล ซีซันส์ เพลส ถนนวิทยุ หรือไม่ นพ.โสภณตอบว่า "ในเอกสารไม่อยากระบุ แต่จากที่อยู่ที่ได้คาดว่าเป็นที่เดียวกันครับ"
"โดยทั่วไปในขณะนี้ถ้าเราไม่พบการระบาดต่อเนื่องในประเทศไทย ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นการรับเชื้อจากคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จะเห็นว่าเราไม่เห็นการแพร่เชื้อกันเองในกลุ่มใหญ่ แล้วผู้ป่วยเราส่วนใหญ่จะเป็นผู้สัมผัสที่เรารู้ว่ามาจากต่างประเทศ...พูดง่าย ๆ คือมันมีลักษณะจำกัดอยู่ที่ตัวเขาได้รับเชื้อ แล้วตัวเขาไม่แพร่เชื้อไปต่อ ซึ่งลักษณะนี้ไม่แปลกนะครับ เพราะในประเทศอื่น ๆ แม้แต่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศญี่ปุ่นก็มีบ้างที่จะไม่รู้ว่าบุคคลต้นเหตุเป็นใคร แต่ที่สำคัญคือเขาไม่แพร่เชื้อต่อไปยังคนถัดไป" นพ.โสภณกล่าว
"สำหรับระยะสอง ประเด็นสำคัญคือการจำกัดการแพร่กระจายของไวรัสในพื้นที่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอคนป่วย และเรารู้ว่ามันจำกัดอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ต่อไปเป็นรุ่นที่สอง รุ่นที่สาม รุ่นที่สี่ รุ่นที่ห้า มันก็คือเรียกว่าจำกัด จำกัดก็คือยังควบคุมได้... เพราะฉะนั้นก็ยังอยู่ในระยะที่สองครับ ยังถือว่าควบคุมได้" นพ.โสภณ กล่าว
สำหรับกรณีพนักงานบริษัทชาวสิงคโปร์ ที่มีการติดตามว่าติดเชื้อมาจากพื้นที่ใดนั้น จากการตรวจสอบ พบมีการเข้ามาทำงานในไทยเพียงวันเดียว โดยเดินทางเข้ามาในวันที่ 5 มี.ค. และเดินทางกลับในวันที่ 6 มี.ค. และในวันที่ 7 มี.ค. ตรวจพบเชื้อทันที จึงคาดว่าจะได้รับเชื้อมาก่อนหน้าที่จะเดินทางมายังไทย อีกทั้งผู้ป่วยรายนี้มีประวัติเดินทางไปประเทศอังกฤษด้วย เจ้าหน้าที่มีการตรวจผู้สัมผัสในไทยที่เป็นเพื่อนร่วมงานยังไม่พบผู้ติดเชื้อ