รัฐธรรมนูญ 2560 : กมธ.แก้รัฐธรรมนูญฯ เล็งเปิดช่องฟังเสียงประชาชน ลดการเมืองบนท้องถนน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 สภาผู้แทนราษฎร เห็นพ้องให้มีช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คู่ขนานการทำหน้าที่ในสภา ส่วนหนึ่งเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจนำไปสู่การเมืองบนท้องถนน
ในการประชุมร่วมกันนัดที่ 2 ของ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ทั้ง 49 คน ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ช่วงเช้าวันนี้ (14 ม.ค.) ได้เปิดโอกาสให้ กมธ. เสนอความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานภายใต้กรอบเวลา 120 วันที่กำหนดโดยสภา
หนึ่งในข้อสรุปร่วมกันเบื้องต้นคือ เห็นควรเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนคู่ขนานไปกับการทำหน้าที่ของ กมธ. โดยประธานได้มอบหมายให้ทีมโฆษกทั้ง 5 คนไปหารือเรื่องรูปแบบแล้วมานำเสนอต่อที่ประชุมในวันที่ 17 ม.ค. นี้ โดยอาจตั้งเป็นคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในฐานะโฆษก กมธ. ระบุว่า เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ต้องไปนอนในห้องขังกว่า 10 วัน เพราะรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในชั้นประชามติเมื่อปี 2559 ซึ่งในเวลานั้นคนเห็นต่างพูดไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นบรรยากาศหลังรัฐประหาร แต่ในเมื่อวันนี้มีสภาที่มาจากประชาชนแล้วก็น่าจะแก้ไขตรงนี้ ไม่ใช่เพื่อกลับไปแก้อดีต แต่เพื่อเดินหน้าไปสู่อนาคตอีกครั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในชั้นประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 16 ล้านเสียง ต่อ 10 ล้านเสียง ทำให้ น.ส.วลัยพร รัตนเศรษฐ กมธ. ในโควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ชี้ว่า เป็นเสียงที่ทุกฝ่ายพึงรับฟังไม่ว่ากระบวนการประชามติจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทว่า กมธ. ในโควต้า อนค. เห็นต่างโดยระบุว่า วันนั้นประชาชนอาจเห็นแบบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นแบบนั้นตลอดไป ทำอย่างไรจะให้มีกระบวนการเสรี แล้วถามประชาชนว่ายังเห็นแบบเดิมหรือไม่
"หลักการคือประชาชนเปลี่ยนใจได้เสมอ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ... ถ้าเสียงของประชาชนดังเพียงพอ ส.ว. ก็ต้องยอมจำนนกับพวกเราเหมือนกัน" นายรังสิมันต์ อดีตผู้ต้องหาคดีประชามติระบุ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะโฆษก กมธ. เป็นอีกคนที่ให้ความเห็นว่าประชามติที่ผ่านมา "ไม่ใช่ประชามติ" และเป็นการเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนแบบ "แอบฟังและปิดกั้น" จึงคิดว่า กมธ. ควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด
ส่วนนายนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และ กมธ. กล่าวว่า หลายคนกังวลว่าจะเกิดการเมืองบนท้องถนน แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย ทว่าหากรัฐบาลและรัฐสภาสามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนได้ การเมืองบนท้องถนนก็จะน้อยลง แต่ถ้าตอบสนองไม่ได้ การเมืองบนท้องถนนก็จะมากขึ้น จึงสนับสนุนให้ กมธ. เดินหน้ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อลดความตึงเครียด
สมชัย ชง 3 แนวทางรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ 2560
นอกจากประเด็นการทำงานคู่ขนานระหว่างกลไกของสภา กับกลไกรับฟังความคิดจากประชาชนภายนอก ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร รองประธาน กมธ. ในโควตาพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ได้ร่าย 3 แนวทางในการไขประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังรวบรวมข้อเสนอจากภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคในการดำเนินการ เนื่องจากมีผู้ "ถือกุญแจ" อยู่อย่างน้อย 3 ฝ่ายคือ รัฐบาลและ ส.ว., ฝ่ายค้าน, ประชาชน
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากพาวเวอร์พอยท์ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นำเสนอต่อที่ประชุม กมธ. แต่ไม่มีมติรับรองแต่อย่างใด
ไพบูลย์ เปิดฉากพิทักษ์ ม. 256
ข้อเสนอจากนายสมชัยให้รื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถูกรองประธาน กมธ. ในโควตา พปชร. อย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน ปฏิเสธทันควัน โดยเขาเห็นว่า การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. "เป็นไปไม่ได้ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขัดกฎหมายหลายประการ และไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
นายไพบูลย์ได้หยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 กรณี พท. เสนอตั้ง ส.ส.ร. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติ จึงต้องให้ประชาชนลงประชามติก่อนว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน ดังนั้นการเสนอแก้ไขมาตรา 256 เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จึงไม่ใช่เรื่องที่สมาชิกรัฐสภาจะทำได้ เพราะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กร ยกเว้นไปทำประชามติก่อน นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องมาถกกันก่อน ต้องดูความเป็นไปทางกฎหมาย ก่อนจะไปพูดว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้
ส่วนการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้น นายไพบูลย์ก็เห็นว่ามีปัญหาต้องพิจารณา เพราะมาตรานี้ออกแบบมาเพื่อถ่วงดุลเสียงในสภา ไม่ให้เกิดเหตุพวกมากลากไปแล้วไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง
"ผมไม่เห็นด้วยกับคุณสมชัยที่ให้ ส.ว. ไปคืนกุญแจ เขาต้องไปคืนทำไม ในเมื่อเขาก็มีเอกสิทธิ์ในการเข้าร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าในฐานะสมาชิกรัฐสภา หรือ ส.ว." นายไพบูลย์กล่าว
นิพิฏฐ์ แนะทำข้อตกลงให้ชัด แก้ใหญ่-แก้เล็ก สกัดถูกมองว่าเล่นปาหี่
ขณะเดียวกันมี กมธ. ในโควตาพรรครัฐบาลได้เปิดตัวว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของคน "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ" อย่างนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ โควต้า ปชป. เปรียบรัฐธรรมนูญเหมือน "ผู้ป่วย" ส่วนจะผ่าตัดใหญ่หรือผ่าตัดย่อยเป็นสิ่งที่ กมธ. ต้องพิจารณา ทุกวันนี้ที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองดำรงอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้กำหนดกรอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ทีโออาร์) เพื่อให้เกิดความไว้วางใจกัน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือแก้ไขเป็นรายมาตรา
"ไม่ว่าจะแก้ใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องมีความเป็นไปได้ ถ้าทำไม่ได้ เราก็แค่มาเล่นปาหี่เท่านั้นเอง" กมธ.ในโควตา ปชป. ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai news pix
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พปชร. และ กมธ. กล่าวว่า เขาได้รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างด้วย แต่เนื่องจากตอนนั้นร่างรัฐธรรมนูญหายาก กกต. ไม่ได้แจกร่างให้อ่าน จึงไม่มีความสามารถในการทำให้ประชาชนเห็นด้วยกับเขา ผลคือในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ประชาชนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนร้อยละ 60-30 จึงเป็นเหมือนสัญญาประชาคมกับประชาชนว่าให้เอารัฐธรรมนูญไปใช้ก่อน
เขาเสนอให้ กมธ. ศึกษาและรวบรวมปัญหาจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นหมวดหมู่ เพื่อหาคำตอบสำคัญ 2 ข้อคือ 1. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอย่างไร และ 2. เมื่อฝ่ายบริหารนำไปใช้แล้วมีปัญหาต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรทั้งทางตรงและทางอ้อม
ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กมธ. ในโควตาพรรคประชาชาติ (ปช.) ชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจาก "ความไม่ไว้ใจประชาชน และไม่ไว้ใจนักการเมือง" จึงอยากให้มีการศึกษาวิจัยประเมินผลของรัฐธรรมนูญโดยองค์กรต่าง ๆ เช่น สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ









