You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
นักวิชาการเตือน ม็อบชนม็อบ หลังการเคลื่อนไหวของ "ไม่ถอยไม่ทน" กับ กลุ่มต้าน "ลัทธิชังชาติ"
นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าระบุ การปลุกมวลชนจัด แฟลชม็อบ "ไม่ถอยไม่ทน" ของพรรคอนาคตใหม่ สะท้อนพลังหนุนทั้งในโลกความเป็นจริงและออนไลน์ คาดอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันกับอาหรับสปริง อย่างไรก็ตาม ห่วงการจัดม็อบชนม็อบที่ชูวาทกรรม "ชังชาติ" จะนำไปสู่ความขัดแย้งหนักอีกครั้ง
จากกระแสที่เกิดจากการจัด แฟลชม็อบ ชิมลาง เพื่อเช็กยอดมวลชน ก่อนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้งในปีหน้า ของบรรดาแกนนำพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เมื่อค่ำวานนี้ (14 ธ.ค.) โดยสื่อทั้งไทยและต่างประเทศรายงานว่า มีผู้ร่วมการชุมนุมครั้งนี้กว่าพันคน ในขณะเดียวกันในโลกออนไลน์อย่างในทวิตเตอร์ก็มีกระแส #ไม่ถอยไม่ทน ขึ้นอันดับหนึ่งของวันด้วยยอดรวมการทวีต/รีทวีตเกิน 1.2 ล้านครั้ง และ #กลัวที่ไหน มียอดการทวีต/รีทวีตมากกว่า 400,000 ครั้ง
"ผมคิดว่า ยุคนี้ ไม่ใช่การแสดงพลังด้วยการนับหัวคนอย่างเดียว การแสดงพลังแบบเมื่อวานนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าจับต้องได้ และบางส่วนก็มาจากโลกโซเชียล แต่ก็ไม่จำเป็นว่า การชุมนุมทุกครั้งจะต้องออกมาจากสื่อโซเชียลทั้งหมดถึงเรือนหมื่นเรือนแสนเหมือนยุคเหลือแดง " ดร. สติธร ธนานิธิโชติ รักษาการ ผอ. สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวกับบีบีซีไทย
อย่างไรก็ตาม การแสดงออกผ่านโลกออนไลน์ก็สามารถทำไปพร้อม ๆ กับการแสดงออกผ่านการปรากฏตัวได้เช่นกัน
"ยกตัวอย่าง มีคนออกไปปรากฏตัวจำนวนหนึ่ง และก็เกิดพลังในการคอมเมนต์ แชร์ เป็นกระแสอยู่ในสื่อโซเชียล เช่นมีเหตุการณ์ชุมนุม แล้วมีคนทวิต/รีทวีต เป็นล้านสองล้านครั้ง มันก็เป็นพลังบวกซึ่งกันและกัน คนเยอะเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คนทั้งสองโลกนี้ไปด้วยกัน" ดร.สติธรอธิบายเพิ่มเติม โดยยกตัวอย่างเหมือนกับช่วงของการเลือกตั้งที่สามารถปลุกกระแสขึ้นจนทำให้มีคนจำนวนกว่า 6 ล้านคนออกมาสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่
เมื่อถามว่า มีส่วนคล้ายกับรูปแบบการประท้วงในฮ่องกงหรือไม่ ผอ. สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า บอกว่า อาจจะมีความคล้ายบ้าง แต่ว่าหากว่าเกิดขึ้นในประเทศไทย อาจจะไปได้ไกลกว่าฮ่องกง เพราะว่าในไทยอาจจะมีพลังมากกว่าในฮ่องกงโมเดลด้วยซ้ำ เพราะว่าฮ่องกงมีข้อจำกัดคือต้องต่อสู้กับรัฐบาลจีน มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ
สำหรับในเมืองไทยมีประสบการณ์การทำการเมืองภาคพลเมือง ประสบการทำงานเมืองบนท้องถนนค่อนข้างมาไกล บวกกับการใช้สื่อสมัยใหม่ ก็มีโอกาสได้ไปถึงอาหรับสปริง หากว่าคนมีอำนาจประเมินสถานการณ์ไม่ดี
เชื่อมีม็อบชนม็อบ
ถ้าฝ่ายที่เขาเห็นต่างจากพรรคอนาคตใหม่ มองว่าการทำม็อบของฝั่งนี้มีปัญหาต่อความรู้สึกของพวกเขา พวกเขาก็ต้องจัดแน่ถือเป็นวิธีการตอบโต้แบบเดิม นักวิชาการรายนี้เชื่อว่า พวกเขามาแน่เพราะพวกเขาเป็นแบบนั้น เขาพยายามทำอะไรคู่ขนาน อยู่ตรงข้ามฝั่งของอนาคตใหม่ เช่น การเดินคารวะแผ่นดิน การจัดกิจกรรม "อยู่เป็น"
"ถ้าถามว่าเขาจะมาไหม ผมมองว่าเขามาแน่ ถ้าฝั่ง อนค. จัดการชุมนุมขึ้นมาบ่อย ๆ และการที่พวกเขาชูเรื่อง ชาติ เป็นประเด็นเรียกร้อง นี่จะเป็นจุดเสี่ยงทางการเมืองของยุคนี้" เขากล่าว
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนักการเมืองอดีตกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ออกมาเดินทางปลุกมวลชนต้านกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า "ลัทธิชังชาติ" นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ รปช. พร้อมด้วย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรค โดยเขาให้สัมภาษณ์สื่อว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการชังรัฐบาล
สำหรับลัทธินี้ มีอยู่ด้วยกัน 5 กลุ่ม คือ
- กลุ่มจาบจ้วงสถาบัน
- กลุ่มไม่ส่งเสริมทุกศาสนา นำศาสนามาสร้างความขัดแย้ง
- กลุ่มดูถูกประเทศไทยด่าประเทศไทย ไม่สนใจจารีตประเพณี
- กลุ่มชักศึกเข้าบ้าน
- กลุ่มไม่ยอมรับการตัดสินของศาล เป็นหลักพื้นฐานที่พวกเขาเชื่อว่าประชาชนเห็นด้วย
วาทกรรม "ชังชาติ"
ดร.สติธรแสดงความกังวลถึงความขัดแย้งรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า ประเด็นสำคัญคือการใช้ "ความเป็นชาติ" เข้ามาจุดสร้างความแตกแยกเช่น วาทกรรม "ชังชาติ" ขึ้นมา นี่ก็เลยเป็นสิ่งที่แกนนำและผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่จะเป็นจะต้องบอกให้สังคมรับรู้ว่า พวกเขาไม่ใช่ "พวกชังชาติ"
"นั่นจึงเป็นที่มาเมื่อวานนี้ ที่มีกิมมิค (ลูกเล่น) ที่สำคัญคือการเคารพธงชาติร่วมกัน เพื่อจะบอกว่าความรักชาติที่พวกเขามี ไม่ได้เหมือนคำนิยามของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"
ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยังระบุอีกว่า คนที่มารวมตัวกันวันนี้ไม่ใช่ "พวกชังชาติ" แต่ชาติคือประชาชน เพราะพวกเขารักประชาชน แต่การชุมนุมเกิดขึ้นเพื่อชิมลาง แสดงจุดยืนทางการเมืองเพียงชั่วโมงเดียว เสร็จแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
รัฐบาลรับมือการชุมนุมนี้อย่างไร
นักวิชาการรายนี้บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลหรือกองทัพได้เรียนรู้กับวิธีการจัดการกับมวลชนเป็นอย่างดีและมืออาชีพเพิ่มมากขึ้น หากจะเทียบวิธีการกับมวลชนโดยมีกองทัพเข้ามาช่วย บทเรียนที่สำคัญของพวกเขาคือ "เหตุการณ์พฤษภา 2535" จนให้ทหารต้องออกไปจากการเมืองอย่างยาวนาน
แต่เมื่อเขาสบช่องเข้าไปได้ นับตั้งแต่การปฏิวัติที่ผ่านมา 2 ครั้ง พวกเขาก็สามารถทำได้สำเร็จ โดยครั้งล่าสุดก็ทำให้อยู่ในอำนาจในรอบที่สองได้อย่างยาวนาน นอกจากนี้ หากพิจารณาด้านสงครามไซเบอร์ ฝ่ายผู้มีอำนาจหรือรัฐ ยังมีศักยภาพ
ล่าสุด พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงการดำเนินคดีกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมแฟลชม็อบ ว่า ทางผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้รวบรวมพยานหลักฐานว่าการกระทำของแกนนำผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร
ส่วนการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบเข้าข่ายละเมิด พ.ร.บ.การชุมนุมฯ หรือไม่นั้น พล.ต.ต.เมธีกล่าวว่า มีความผิดชัดเจนอยู่แล้ว เพราะไม่มีการมาแจ้งการชุมนุม ซึ่งการจะทำอะไรก็ตามต้องทำตามกติกากฎหมายบ้านเมือง