You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ศาลพิพากษายกฟ้อง ทักษิณ คดีปล่อยกู้กรุงไทย
ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง พิพากษา "ยกฟ้อง" นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีร่วมอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบ 9 พันล้านบาท เป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย
ศาลฎีกาฯ ยังมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับนายทักษิณในคดีนี้ด้วย
องค์คณะผู้พิพากษาที่มีนายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน ได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โดยมีทนายความผู้รับมอบอำนาจจากอดีตนายกฯ ผู้หลบหนีไปใช้ชีวิตในต่างแดนนาน 11 ปี มาร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วย
ศาลมีคำวินิจฉัยว่าฯ ตามทางไต่สวน แม้จะได้ความจากนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ พยานฝ่ายอัยการ ว่านายชัยณรงค์ได้รับโทรศัพท์จากจำเลยที่ 2 (ร.ท. สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทยขณะนั้น) แจ้งว่าเรื่องของจำเลยที่ 19 (บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด) "ซูเปอร์บอส" ตกลงแล้ว อย่าสอบถามข้อมูลมากนัก และขอให้พิจารณาไปโดยเร็ว มีลักษณะเป็นการสั่ง คำว่า "ซูเปอร์บอส" น่าจะหมายถึงจำเลยที่ 1 (นายทักษิณ) ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯ ในขณะนั้น แต่นายชัยณรงค์เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า "ซูเปอร์บอส" หมายถึงจำเลยที่ 1 หรือคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ อดีตภริยานายทักษิณ อันเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกัน
- สั่งจำคุก ทักษิณ ชินวัตร 2 ปี คดีหวยบนดิน "เร่งรัด" ทำ แม้รู้ว่า "ขัดต่อกฎหมาย"
- กษิต ชี้ "เซอร์เบียกำลังตบหน้าเราแล้ว" หลัง ทักษิณ ยืนยัน ยิ่งลักษณ์ ได้สัญชาติใหม่
- สุเทพ-ทักษิณ ครบ 70 ปี พวกเขาจะอยู่ในการเมืองไทยไปอีกนานแค่ไหน
- ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับอนาคตการเมืองที่จะซ้ำรอย ทักษิณ ชินวัตร ?
- ทักษิณ ชินวัตร กับ 3 ความผิดพลาดราคาแพง
อีกทั้งการเบิกความว่า "ซูเปอร์บอส" หรือ "บิ๊กบอส" หมายถึงจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการคาดเดาไปตามความเข้าใจของนายชัยณรงค์เอง นายชัยณรงค์ไม่รู้จักจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว เพียงแต่อ้างว่าจำเลยที่ 2 โทรศัพท์มาบอกว่า "ซูเปอร์บอส" ตกลงแล้ว จึงเป็นกรณีที่พยานได้รับฟังมาจากจำเลยที่ 2 อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น "ซูเปอร์บอส" จะเป็นผู้ใดจึงมีเพียงจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่จะยืนยันข้อเท็จจริงได้ หรืออาจเป็นการกล่าวอ้างของจำเลยที่ 2 เองก็เป็นได้ พยานปากนี้จึงยังเป็นพยานเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว จึงควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง
ส่วนพยานปากนายอุตตม สาวนายน ก็ได้ความเพียงว่าก่อนการประชุม นายชัยณรงค์สอบถามที่หน้าห้องประชุมเพียงว่าจำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาถึงนายอุตตมหรือไม่ ซึ่งได้ตอบไปว่าไม่ได้โทรมา การพิจารณาอนุมัติให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 19 ในส่วนของนายอุตตมจึงมิได้เกิดจากจำเลยที่ 2 โน้มน้าวให้อนุมัติเพราะได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1
"พยานหลักฐานของโจทก์ที่ไต่สวนมายังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งการผ่านจำเลยที่ 2-4 ให้อนุมัติสินเชื่อให้จำเลยที่ 19 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1" คำพิพากษาศาลฎีกาฯ ระบุ
สำหรับนายชัยณรงค์ และนายอุตตม เป็นกรรมการการอิสระซึ่งกระทรวงการคลังแต่งตั้งให้ไปเป็นกรรมการบริหาร ในคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย
อดีต 3 ผู้บริหารกรุงไทยเพิ่งพ้นคุกต้นปี 2562
คดีนี้อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อายุ 70 ปี เป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือของ บมจ. กฤษดามหานคร กับพวกรวม 27 ราย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502, ความผิด พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 , ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และความผิด พ.ร.บ. บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ. 2535
ต่อมา ศาลฎีกาฯ พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้จำคุกนายวิโรจน์กับพวกรวม 24 คน เป็นเวลาตั้งแต่ 12-18 ปี แต่ปัจจุบันทั้งนายวิโรจน์, ร.ท. สุชาย และนายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา อดีตกรรมการธนาคารกรุงไทย พ้นจากการเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำตั้งแต่ 8 ม.ค. 2562 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษตามวโรกาสสำคัญต่าง ๆ จนเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีพิเศษ รวมถูกจองจำทั้งสิ้น 3 ปี 4 เดือน 15 วัน
ขณะที่ในส่วนของนายทักษิณ ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งเมื่อ 11 ต.ค. 2555 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว หลังหลบหนีไม่มาศาลตั้งแต่การพิจารณาคดีครั้งแรก พร้อมออกหมายจับเพื่อนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการ กระทั่ง 21 พ.ย. 2560 อสส. ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำคดีนี้กลับมาพิจารณาใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ. 2560 มาตรา 28 อีกทั้งกฎหมายใหม่ที่ออกมานี้ยังกำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ กลายเป็นที่มาของคำว่านายทักษิณต้อง "หนีตลอดชีวิต"
กล่าวสำหรับคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย นอกจากนายทักษิณที่ศาลพิพากษายกฟ้องในวันนี้ (30 ส.ค. 2562) ในการอ่านคำพิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ศาลยังพิพากษายกฟ้องจำเลยอีก 2 คนซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อธนาคารกรุงไทย คือนายพงศธร ศิริโยธิน จำเลยที่ 6 และนายนรินทร์ ดรุนัยธร จำเลยที่ 7 เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในชั้นไต่สวน สิทธิในการนำคดีนี้ฟ้องสู่ศาลจึงถูกระงับไป
เผยเป็นคดีเดียวที่นายทักษิณแต่งทนาย ก่อนศาลพิพากษาคดีฟอกเงินกรุงไทยของ "ลูกโอ๊ก"
เป็นที่น่าสังเกตว่า คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย เป็นคดีเดียวที่นายทักษิณแต่งทนายความมาดำเนินการแทน
แม้อดีตนายกฯ จะ "หลุดคดี" นี้ไปแล้ว แต่ยังมีคดีเกี่ยวเนื่องกับนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยฯ กับกลุ่มกฤษดามหานคร เป็นเช็ค 1 ฉบับ จำนวนเงิน 10 ล้านบาท โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 25 พ.ย. นี้
ถึงขณะนี้นายทักษิณถูกพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 3 คดี จากทั้งหมด 4 คดีที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ ดังนี้
ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมและสรุปจากจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คงเหลืออีก 1 คดีที่อยู่ในชั้นพิจารณาของศาลฎีกาฯ คือ คดีออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท
ส่วนคดีแรกที่นายทักษิณถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี พร้อมออกหมายจับ คือ คดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก แต่คดีนี้ได้หมดอายุความไปตั้งแต่ 21 ต.ค. 2561 หลังผ่านมา 10 ปี แต่ไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาลงโทษได้ ซึ่งขณะที่ศาลมีคำพิพากษา ยังอยู่ภายใต้กฎหมาย วิ อม. ฉบับเดิม