You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เชื่อ การลอบทำร้ายเขา "ทำเป็นขบวนการ" แต่ รัฐบาลไทยปฏิเสธแข็งขัน
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยทางการเมืองชื่อดัง กลับมาปรากฏตัวทางสาธารณะและโซเชียลมีเดียตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้ว หลังหายเงียบไปตั้งแต่ 8 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่เขาบอกว่า ถูกลอบทำร้ายจาก "ชายชุดดำ"
จนถึงวันนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับการบุกรุกที่พักของเขาในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ถูกรายงานโดยสื่อในหลายประเทศ รวมทั้งสื่อญี่ปุ่น พร้อมด้วยข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ จนทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการแห่งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต พบกับบีบีซีไทยระหว่างการเดินทางมายังสหราชอาณาจักรช่วงต้นเดือน ส.ค. พร้อมเล่าเรื่องราวที่เขาประสบทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ลอบทำร้าย
"หลังจากเกิดเรื่องที่คนในลาว เขมรโดน รวมถึงในประเทศ บอกตรง ๆ ผมก็เริ่มระวังว่าจะมาถึงผมหรือเปล่า" ปวิน เล่าความรู้สึกหลังมีข่าวการเสียชีวิตและหายตัวไปของผู้ลี้ภัยทางการเมืองในลาวและเวียดนาม
หายจากเฟซบุ๊ก
เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Pavin Chachavalpongpun ของปวิน ซึ่งมีผู้ติดตามราว 179,000 คน หยุดเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. และกลับมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ในโพสต์ที่แชร์ลิงค์ข่าววอชิงตันโพสต์ที่รายงานเรื่องเขาถูกทำร้ายที่บ้านพักในเกียวโต
ช่วงเวลาที่นักวิชาการผู้ลี้ภัยในญี่ปุ่นรายนี้หายไปจากโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปรากฏความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เกิดการถามหาจากผู้ติดตามบนเฟซบุ๊ก รวมทั้งในกลุ่มผู้ที่เป็นเป้าหมายในการจับตาของทางการไทย หนึ่งในนั้นคือ นายแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล อดีตผู้สื่อข่าวชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อไทยและสื่อต่างประเทศเริ่มรายงานเหตุบุกทำร้ายปวิน หลังจากที่ปวินไปปรากฏตัวในงานเสวนาทางวิชาการที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 23 ก.ค. และเล่าเหตุการณ์ที่เขาถูกทำร้าย
ความผิดปกติก่อนเกิดเหตุ
หนึ่งสัปดาห์ก่อนเกิด ปวินอ้างว่าได้รับโทรศัพท์ลึกลับทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งเขาบอกว่าไม่เคยได้รับโทรศัพท์แบบนี้เลยตั้งแต่มาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2012
โทรศัพท์ครั้งแรกเป็นคนญี่ปุ่นที่โทรเข้ามาที่สำนักงานของเขา ครั้งที่สองโทรเข้ามือถือ ครั้งที่สามเกิดขึ้นในระยะเวลา 24 ชม. ก่อนเกิดเหตุบุกทำร้าย
ส่วนครั้งสุดท้าย เป็นเบอร์โทรศัพท์จากต่างประเทศโทรเข้ามายังสำนักงานของมหาวิทยาลัยที่เขาทำงาน และทิ้งข้อความว่าเป็นชายชาวต่างชาติโทรจากเยอรมนี ระบุชื่อพร้อมด้วยตำแหน่งนำหน้าว่า "ดอกเตอร์" ซึ่งได้ลองค้นหาชื่อในกูเกิล แต่ไม่พบบุคคลชื่อนี้ ซึ่งปวินตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นตำแหน่งดอกเตอร์ น่าจะมีชื่อปรากฏอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต
หลังจากเหตุการณ์โทรศัพท์ทั้ง 4 ครั้ง ปวินคุยกับคนใกล้ชิดว่ามีโทรศัพท์แปลก ๆ มาถึงเขามากเกินไป และเริ่มระวังถึงความปลอดภัยในการใช้ชีวิต รวมทั้งการอยู่ในที่พัก
นาทีถูกทำร้าย
ปวินเล่าถึงเหตุการณ์บุกทำร้ายในที่พักในกรุงเกียวโตว่า เหตุเกิดตอนเวลาประมาณ 4.45 น. ของวันที่ 8 ก.ค. ขณะที่เขาและคู่ชีวิตกำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอนในคอนโดมิเนียมของพวกเขา
ปวินอ้างว่า ผู้ก่อเหตุเข้ามาทางประตูระเบียงด้วยการใช้ค้อนทุบกระจกให้เป็นรูแล้วสอดมือเข้ามาปลดล็อกประตู จากนั้นได้ตรงมาเปิดประตูห้องนอนที่เขาบอกว่าปกติไม่ได้ล็อก หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุกระชากผ้าห่มที่เขาและคนใกล้ชิดห่มอยู่ แล้วฉีดสารเคมีจากกระป๋องใส่ตัวพวกเขา
"สิ่งที่ผมบอกได้คือ คนร้ายเป็นนักย่องเบา ตอนเข้านอน ผมไม่ได้ยินอะไรเลย จนกระทั่งจุดที่เข้ามาอยู่ในห้องผม"
ปวินใช้คำว่า "สเปรย์ไม่ยั้ง" อธิบายเหตุการณ์ชั่วนาทีนั้น และเริ่มรู้สึกเจ็บแสบตามผิวหนังเนื่องจากฤทธิ์ของสารเคมี หลังจากนั้น ปวินบอกว่า คู่ชีวิตของเขาได้พยายามวิ่งตามผู้ก่อเหตุแต่หนีไปได้ และจำลักษณะการแต่งกายของผู้ก่อเหตุได้ว่า แต่งกายด้วยชุดดำทั้งหมด สวมคลุมหมวกไอ้โม่ง โผล่ให้เห็นแต่ตา
ปวินเล่าว่า หลังจากนั้นเขารีบไปล้างตัว และราว 15 นาทีต่อมา ตำรวจก็เดินทางมาถึงจากการโทรแจ้งความของเพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงกรีดร้องจากการถูกบุกรุก
ปวินระบุว่า จนถึงขณะนี้ ตำรวจญี่ปุ่นยังไม่เปิดเผยว่าสารเคมีที่ใช้ในการทำร้ายนั้นเป็นสารเคมีอะไร แต่จากการให้แพทย์ตรวจที่โรงพยาบาลหลังเกิดเหตุ พบว่าเป็นสารเคมีที่ทำให้ผิวหนังเจ็บแสบเป็นรอยแดง แต่หายได้ภายใน 48 ชม.
ตำรวจสั่งไม่ให้ใช้โซเชียลมีเดีย
เมื่อมีการสอบสวนในทางคดี ปวินอ้างว่าตำรวจญี่ปุ่นสั่งห้ามไม่ให้เขากลับไปยังที่พักที่เกียวโต ตั้งแต่เกิดเหตุ เขาได้กลับไปที่ห้องพักและพื้นที่เกียวโตอย่างน้อยสองครั้ง ในจำนวนนี้ เขาอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยติดตามประกบ รวมทั้งเมื่อต้องเดินทางจากที่พักแห่งใหม่ไปยังสนามบินคันไซเพื่อเดินทางมายังสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงเวลานั้น เขา อ้างว่ามีโทรศัพท์สายที่ไม่ปกติติดต่อเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง
"มีการรักษาความปลอดภัยขนาดนี้และไม่ให้เรานั่งอยู่ในบ้าน มันทำให้เราต้องวิตกกังวล...เขาต้องมานั่งอยู่กับผม เขารู้อะไรหรือเปล่าแล้วไม่บอก" ปวินกล่าว
นอกจากนี้ ปวินยังเปิดเผยว่า ตำรวจญี่ปุ่นยังสั่งห้ามให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน และหยุดการเคลื่อนไหวใด ๆ บนโซเชียลมีเดีย นั่นเป็นสาเหตุที่เขาหายไปจากโซเชียลมีเดีย
"เขาก็บอกว่าอย่าทำ (ห้ามใช้โซเชียลมีเดียและห้ามให้ข้อมูลกับสื่อ) เพราะจะทำให้การสอบสวนหยุดชะงัก แต่เมื่อห้ามไม่ได้ เวลาคุณบอกสื่อขออย่างเดียว อย่าบอกว่าตำรวจสอบสวนไปถึงไหนแล้ว แต่ผมก็บอกว่าผมก็ไม่รู้อยู่ดี"
เรื่องส่วนตัวหรือเกี่ยวพันกับไทย
ปวิน อ้างถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นชุดที่เข้ามาสอบสวนที่บ้านพักว่า ทางตำรวจญี่ปุ่นเข้าใจถึงบริบทของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสถานภาพการเป็นผู้ลี้ภัยของเขา จากการสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจตัดกรณีการบุกเพื่อลักขโมยออกไป
เขายังอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หน่วยตำรวจที่ทำคดี ไม่ใช่หน่วยที่ดูแลอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นหน่วยตำรวจต่อต้านก่อการร้ายสากลภายใต้สำนักงานตำรวจประจำเกียวโต
"ข้อสงสัยแรกสุด เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายสากล เพราะว่ามีองค์ประกอบจากต่างประเทศ" ปวินอ้างคำพูดของตำรวจ
ปวินเปิดเผยถึงการสืบสวนของตำรวจว่า ตำรวจสอบปากคำเขานาน 4 ชม. และแยกสอบปากคำเขาและคู่ชีวิตของเขา ตำรวจได้สอบสวนในทุกมูลเหตุ ทั้งอาชญากรรมที่มีสาเหตุจากความเกลียดชัง หรือด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งปวินปฏิเสธว่า คู่ของเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีจากเพื่อนบ้านในตึกเดียวกันที่เห็นพวกเขามา 7-8 ปี แล้ว เพื่อนบ้านให้การยอมรับบุคคลข้ามเพศ และทั้งสองคนไม่เคยถูกกลั่นแกล้งใด ๆ
เพื่อนร่วมอุดมการณ์และอริไม่เชื่อ
แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล นักหนังสือพิมพ์อิสระ ซึ่งมีความบาดหมางกับปวินมาก่อน ได้ตั้งคำถามถึง "ความน่าเชื่อถือ" ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางหน้าเฟซบุ๊กของเขา
"หากเหตุการณ์นี้เป็นความจริง มันซับซ้อนตรงที่ว่า ไม่มีความพยายามใด ๆ เลยที่จะเตือนผู้อื่นว่า พวกเขาอยู่ในความเสี่ยง รวมทั้งผมและครอบครัวด้วย" มาร์แชลเขียนไว้ทางหน้าเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 30 ก.ค.
นักข่าวชาวสก็อต ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย แสดงความเห็นไว้บนเฟซบุ๊กอีกว่า นี่เป็นเรื่องที่เกิดจาก "เหตุส่วนตัว"
"ไม่มีหลักฐานใดที่น่าเชื่อถือ ปวินแค่เล่าเรื่องที่ขัดแย้งกันเองให้หลายคน" มาร์แชลระบุ
"เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ ที่อพาร์ตเมนต์ของปวินในเกียวโตเมื่อเช้ามืดวันที่ 8 ก.ค. แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม นี่ไม่ใช่การบุกทำร้ายที่สั่งการโดยกองทัพไทยหรือสถาบัน"
มาร์แชล ปวิน และ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คือ 3 บุคคล ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ออกประกาศเมื่อ 12 เม.ย. 2560 ขอให้ประชาชนงดเว้นการติดต่อ เผยแพร่ข้อมูลที่บุคคลทั้งสามเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ชี้อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
ตำรวจญี่ปุ่นว่าอย่างไร
โฆษกสถานีตำรวจประจำจังหวัดเกียวโตระบุกับบีบีซีไทยว่า มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับปวินจริงและเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสอบสวน ภายใต้ความรับผิดชอบของสถานีตำรวจเขตชิโมะกาโมะ (Shimogamo) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเกียวโต แต่ไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้
ส่วนหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ก็อ้างอิงกองบังคับการตำรวจจังหวัดเกียวโตว่ากำลังสืบสวนเรื่องนี้อยู่ แต่ปฏิเสธคำอ้างของปวินว่า ตำรวจต่อต้านก่อการร้ายสากลภายใต้สำนักงานตำรวจประจำเกียวโตเข้ามาร่วมสอบสวนคดีนี้ด้วย
หลักฐานจาก ปวิน
บีบีซีไทย สอบถามปวินถึงภาพถ่ายบันทึกหลักฐานพยานในที่เกิดเหตุ หรือภาพร่องรอยการถูกทำร้าย เขาส่งรูป 2 ใบ ที่บอกว่า ถ่ายขณะตำรวจมาบ้าน และใบสั่งยา วิธีการใช้ พร้อมใบเสร็จเป็นภาษาญี่ปุ่น 2 แผ่น มาประกอบคำให้การของเขา
ทางการไทยว่าอย่างไร
สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ชี้แจงกับบีบีซีไทยผ่านทางอีเมลว่า "เกี่ยวกับกรณีของ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นั้น สถานทูตฯ ได้รับทราบเรื่องนี้จากข่าวในสื่อออนไลน์ของไทย แต่เราไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากทางการญี่ปุ่น"
พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เขาได้ทราบข่าวเกี่ยวกับเหตุทำร้าย แต่แปลกใจกับความคิดที่ว่ากองทัพเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
"จินตนาการไปไกล นี่ไม่ใช่หนังเรื่องมิชชั่นอิมพอสสิเบิ้ล" พล.อ. อภิรัชต์ระบุ และชี้อีกว่าการทำร้ายอาจมาจากเรื่องส่วนตัว
"เรามีปัญหาของประเทศมากมายที่ต้องจัดการ การจะคิดเรื่องส่งคนออกไปทำร้ายร่างกายคนในต่างประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้" ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นนายทหารราชองครักษ์กล่าว
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันเช่นกันว่า รัฐบาลไม่ได้ส่งคนไปทำร้าย และบอกว่าเห็นใจ แต่ปวินถูกทำร้ายที่ญี่ปุ่น ต้องดูด้วยว่ากฎหมายที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไร เพราะในแต่ละประเทศก็มีกฎหมายและสนธิสัญญาระหว่างกัน