สุหนัต : ข้อกำหนดทางศาสนาที่เด็กชายมุสลิมต้องปฏิบัติ

ที่มาของภาพ, ครอบครัวสีขาว
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา การเข้าสุหนัตถูกจัดขึ้นในหลายพื้นที่ในภาคใต้ ทั้งที่เป็นทำพิธีเป็นส่วนตัวในครอบครัว ไปจนถึงการจัดพิธีร่วมกันทั้งหมู่บ้าน อย่างที่เรียกว่า "สุหนัตหมู่"
ในวารสารสมาคมแพทย์มุสลิม รายงานกิจกรรมปี 2554-2556 ให้ข้อมูลว่าการเข้าสุหนัตของเด็กชายไทยมุสลิม มีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นมลายูว่า "มาโซะยาวี" โดยคำว่ามาโซะนั้น หมายถึงการตัด เมื่อรวมกับยาวี ซึ่งใช้เรียกชาวชวาที่นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ครั้งแรกในเมืองปัตตานี จึงหมายถึง การตัดหรือขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเพื่อการเป็นมุสลิม
คนไม่น้อยเรียกสั้น ๆ ว่าการ "เป็นแขก"
บททดสอบลูกผู้ชาย
คล้อยบ่ายท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุของเดือนเมษายน เหล่าสาวใหญ่เริ่มเดินเรียงรายไปยังบ้านหลังหนึ่งกลางชุมชนบ้านหยงสตาร์ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง บ้างมาพร้อมอาวุธคู่ครัว ทั้งมีดและเขียง ด้วยวันนี้ที่บ้านหลังนี้กำลังจะมีงานบุญ เพื่อนบ้านจึงมาช่วยงานอย่างเต็มที่ในงาน "เข้าสุหนัต" ของเจ้าบ้านตัวน้อย "ทะเล หรือ ด.ช.นรภัทร ขาวดี" หนุ่มน้อยวัย 7 ขวบ
การร่วมกันประกอบอาหาร ถือเป็นภาพที่เห็นได้ชินตาในชุมชนมุสลิม ในช่วงที่หมู่บ้านมีงานบุญสำคัญ บ้านของทะเลก็เป็นเช่นนั้น ในระหว่างที่คุณย่ากำลังเป็นหัวแรงใหญ่ในการจัดการเรื่องอาหารให้ทันเวลาทำบุญในช่วงเย็น หลานชายตัวน้อยก็วิ่งเล่นกับเพื่อนซุกซนตามประสาเด็ก

ที่มาของภาพ, ครอบครัวขาวดี
"ตัดแล้วเหลือเท่าไหน" คือคำถามซื่อ ๆ ของทะเลที่ถามคุณแม่ หลังจากที่ทราบว่าตัวเองกำลังจะเข้าสุหนัตในเวลาอันใกล้นี้ แม้จะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ทะเลก็ไม่ได้มีความกลัว ด้วยก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อน ๆ ที่ผ่านประสบการณ์นี้กันมาแล้ว
ถึงช่วงเย็นงานบุญก็เริ่มขึ้น โต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านเป็นแกนนำในการให้ดูอา (ให้พร) แล้วจึงร่วมทานอาหารด้วยกัน แต่ความสนุกของทะเลเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เมื่อถึงช่วงเวลาโพล้เพล้ แสงอาทิตย์ค่อย ๆ ดับลง ลานกว้างหน้าบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ถูกเปลี่ยนเป็นเวทีการแสดงขนาดย่อม เมื่อเพื่อนของคุณพ่อจ้างคณะ "รองเง็งประยุกต์" มาเป็นของขวัญการเข้าสุหนัตให้กับเด็กชาย เมื่อจังหวะดนตรีขึ้นหนุ่มน้อยใหญ่ก็เริ่มวาดลวดลายกับสาวรองเง็งอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะพระเอกของงานอย่างทะเลก็ไม่พลาดที่จะร่วมเต้น จนแทบจะลืมไปเลยว่าเวลาการเข้าสุหนัตใกล้เข้ามาแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นทะเลต้องตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมพร้อมเข้าพิธีที่บ้านของหมอพื้นบ้านที่ครอบครัววางใจในความชำนาญ ในวันเดียวกันนั้นมีเหล่าเด็ก ๆ ที่มาคอยเข้าสุหนัตกับหมอคนดังกล่าวกว่าสิบคนเลยทีเดียว

ที่มาของภาพ, ครอบครัวสีขาว
แล้วการขริบก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น ฤทธิ์ของยาชาช่วยให้ทะเลยังคงคึกคักรื่นเริงได้ ระหว่างที่เพื่อนบ้านแวะเวียนมาให้กำลังใจ พร้อมหยิบยื่นเงินเล็กน้อยให้เป็นของขวัญ ตามธรรมเนียมที่ทำกันมา
"ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้" เสียงร้องของทะเลดังขึ้นไม่ขาดสาย หลังสิ้นฤทธิ์ของยาชา ไม่มีสิ่งใดช่วยได้นอกจากคำปลอบโยนของครอบครัว และคำอธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องทำ เหล่าบัง ๆ (พี่ชาย) ข้างบ้าน ที่เคยผ่านประสบการณ์เดียวกัน ต่างมาคอยให้กำลังใจ ซึ่งถือเป็นกำลังใจชั้นยอดของทะเล
เช้าตรู่ของวันถัดไปความตื่นเต้นก็มาเยือนอีกครั้ง ครอบครัวจะต้องช่วยกันนำผ้าก๊อซออกจากแผลตามที่หมอสั่ง ว่ากันว่าเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของการขริบ แต่ด้วยคุณแม่ตั้งใจทำตามคำแนะนำของหมอ ที่จะต้องใช้น้ำต้มสุกอุ่น ๆ ราดแผลให้ชุ่มก่อน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เจ็บที่สุด แต่ก็ทำให้สามารถนำผ้าก๊อซออกไปได้อย่างง่ายดาย
เวลาผ่านไปกว่าสองอาทิตย์ แผลทุกอย่างหายสนิทแล้ว ทะเลกำลังเฝ้าคอยเวลาของการเปิดเทอม เพื่อจะได้เล่าประสบการณ์สำคัญช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาให้เพื่อนฟัง
หนุ่มน้อยอีกคนที่ต้องผ่านบทเรียนลูกผู้ชายเมื่อปิดเทอมที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน แต่ต่างออกไปที่ "โอ้ต ด.ช.มูญาฮิกดีน ง๊ะจิ" หนุ่มน้อยอายุ 11 ปี คนนี้ต้องเตรียมตัวมากกว่าคนอื่น ด้วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจและลมชัก ทางครอบครัวจึงเลือกเข้าสุหนัตโดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐบาล
แม้วิธีการเข้าสุหนัตของโอ้ตจะเหมือนกับเด็กปกติคนอื่น แต่เขาต้องตรวจร่างการอย่างละเอียด และรอการอนุมัติจากแพทย์ว่าพร้อม จึงจะเข้าสุหนัตได้
ก่อนหน้าวันเข้าสุหนัต ทางครอบครัวจัดงานทำบุญที่บ้านตามธรรมเนียม แต่ไม่ได้จัดขบวนแห่ เพราะเห็นว่าไม่ได้เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต

ที่มาของภาพ, Pakornkarn Taynsin
เช้าวันรุ่งขึ้นการทำสุหนัตที่โรงพยาบาลผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น แต่แทนที่จะได้กลับบ้านเหมือนเด็กคนอื่น โอ้ตจำเป็นที่จะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการเป็นเวลา 1 คืน ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่เขาใช้เวลารักษาตัวเพียงสัปดาห์เดียวแผลผ่าตัดก็หายสนิท เด็กชายพร้อมกลับไปเล่นสนุกได้อีกครั้ง
การทำสุหนัตหมู่
เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการทำสุหนัตที่ได้รับความนิยม ด้วยเชื่อว่าเป็นการลดความเครียดให้กับเด็ก พวกเขาจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราจะมีเพื่อน ๆ ที่เข้าสุหนัตไปพร้อมกัน โดยก่อนเข้าสุหนัตเด็ก ๆ จะแต่งตัวด้วยชุดสวยงาม ร้องรำทำเพลงกัน อีกทั้งมีการจัดขบวนแห่เล็กใหญ่ แล้วแต่ความพร้อมของครอบครัวไปยังสถานที่ทำ
ณ มัสยิดบ้านหนองแก่ง หมู่ที่ 5 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เป็นอีกหนึ่งแห่งที่จัดให้มีการทำสุหนัตหมู่ในช่วงปิดเทอม โดยฤดูร้อนที่ผ่านมามีเด็ก ๆ ในพื้นที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 28 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี

ที่มาของภาพ, Pakornkarn Taynsin
"ก่อนเข้าทำสุหนัตจะมีการให้ความรู้ก่อน ว่าเราทำไปเพื่ออะไร และหลังทำแล้วเด็กต้องรักษาตัวอย่างไร ที่มัสยิดก็จะมีการทำบุญทานอาหารร่วมกัน แล้วทยอยกันขริบตั้งแต่เที่ยงจนเย็น ส่วนใครจะมีการแห่ต่อก็แล้วแต่ครอบครัว" นายบุญเสน สรรเพชร โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดหนองแก่ง จ.ตรัง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย
นายบุญเสน ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทำสุหนัตหมู่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองไปได้มาก เพราะเป็นโครงการของหน่วยงานในท้องถิ่นมาร่วมสนับสนุน อีกทั้งยังมีความปลอดภัย เพราะแพทย์ที่ทำจะต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ด้วย
อดีตพลทหารผันตัวเป็นหมอบ้าน
"ผมทำสุหนัตมา 30 ปีแล้ว ตอนที่อยู่โรงพยาบาลทหาร หมอใหญ่เขาเห็นว่าเป็นมุสลิม แล้วในจังหวัดบ้านผมคนทำสุหนัตเป็นก็มีน้อย หมอใหญ่เลยเรียกมาสอนเป็นพิเศษ โดยเริ่มเป็นลูกมือขริบจนได้เย็บจริง" นายอาบัส ตรังพิสูตร อายุ 54 ปีหมอบ้านผู้ทำสุหนัตในพื้นที่บ้านนาป้อ จ.ตรัง เล่าให้บีบีซีไทยฟัง
นายอาบัส หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า "หมอบัส" เล่าจุดเริ่มต้นของการเป็นหมอบ้านทำสุหนัตว่า ตอนที่เข้ารับราชการทหารเมื่ออายุ 21 ปี มีโอกาสได้ไปประจำการที่กองพันพยาบาล กรมสนับสนุน กองพลนาวิกโยธิน ซึ่งในเวลานั้นเปิดคัดเลือกทหารเข้าอบรมหลักสูตรการเป็นผู้ช่วยพยาบาลทหาร แม้จะจบการศึกษา ปวช.ด้านช่างยนต์ สูงพอที่จะสมัคร และผ่านการสอบสัมภาษณ์ ทำให้เขาเป็น 1 ใน 14 พลทหารที่ได้เข้ารับการอบรม

ที่มาของภาพ, Pakornkarn Taynsin
ในระหว่างการฝึกอบรม นายแพทย์ผู้ควบคุมเปิดโอกาสให้พลทหารที่เข้ารับการอบรมได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยในการผ่าตัด ซึ่งการขริบก็เป็นหนึ่งในนั้น
ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน การทำสุหนัตโดยหมอจากโรงพยาบาลใหญ่ยังเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด นายแพทย์ผู้ควบคุมการอบรมจึงให้โอกาสหมอบัสได้เรียนรู้ ด้วยเห็นว่าเป็นมุสลิมและน่าจะกลับไปทำประโยชน์ในพื้นที่ได้
"หลังปลดประจำการก็เริ่มมาทำสุหนัตที่บ้าน เริ่มต้นคนยังไม่รู้จัก พอนานไปก็เริ่มเป็นที่เชื่อถือ เพราะเราทำถูกต้องตามหลักศาสนา และมีความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องมือ เป็นมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล"
หมอบัสบอกว่าด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นเขาต้องจำกัดจำนวนรับการทำสุหนัตในแต่ละวันลง เพราะงานที่ทำถือว่ามีความเครียด โดยเฉพาะหากเป็นการทำสุหนัตหมู่ หมอบัสลดจำนวนการทำลงมาก จากในอดีตที่เคยทำสุหนัตหมู่ถึงวันละ 50 คน ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 20 คน
เลือกได้หรือบังคับ
"การขริบไม่ใช่พิธีกรรม แต่เป็นวิถีปฏิบัติของมุสลิม" อาจารย์อดิศักดิ์ นุชมี อาจารย์ประจำภาควิชาอิสลามศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย
อาจารย์อดิศักดิ์ อธิบายว่าการเข้าสุหนัตเป็นเรื่องที่ผู้ชายมุสลิมทุกคนจำเป็นต้องทำ เพราะมีผลสืบเนื่องกับการทำศาสนกิจที่จะตามมา โดยเฉพาะเรื่องของการทำละหมาด ด้วยปกติแล้วหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศมักมีปัสสาวะตกค้าง รวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆ การอาบน้ำละหมาดแต่ละครั้งจำเป็นต้องสะอาด การขริบจึงช่วยให้การทำความสะอาดง่ายขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นก็จะถือว่าการละหมาดครั้งนั้นสูญเปล่า
อีกข้อถกเถียงหนึ่งที่ยังไม่มีข้อสรุปเป็นที่แน่นอน คือผู้ชายที่ยังไม่ผ่านการขริบ หากประกอบอาหารก็จะถือว่าอาหารนั้นไม่ฮาลาล (ไม่สะอาด)

ที่มาของภาพ, Pakornkarn Taynsin
"การเข้าสุหนัตสำหรับมุสลิมถือว่าแล้วเสร็จตั้งแต่ขริบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะขริบโดยหมอที่เป็นมุสลิมหรือหมอโดยทั่วไปก็สัมฤทธิ์ผลเหมือนกัน"
อาจารย์อดิศักดิ์ยังเล่าต่ออีกว่า การเข้าสุหนัตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับผู้ชายเท่านั้น ในผู้หญิงเองก็มีการปฏิบัติ แม้จะมีทัศนะที่แตกต่างกันด้วยไม่ได้มีบันทึกในอัลกุรอ่านชัดเจน บ้างว่าเป็นเรื่องจำเป็น บ้างว่าถ้าทำดีกว่าไม่ทำ ในหลายประเทศการขริบในผู้หญิงถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ในไทยก็มีการทำกันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
การขริบทางการแพทย์
"การขริบในการเข้าสุหนัตนั้น จะต้องขริบจนหนังหุ้มปลายเปิด เห็นส่วนหัวขององคชาตทั้งหมด นี่เป็นเพียงข้อแตกต่างเดียวกับการขริบทางการแพทย์โดยทั่วไป" นพ.ชาติชาย วงษ์อารี นายกสมาคมแพทย์มุสลิม และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล เวชการุณย์รัศมิ์ บอกบีบีซีไทย
นพ.ชาติชาย เล่าต่อว่า ด้วยวัตถุประสงค์ของการทำสุหนัตเพื่อความสะอาด จึงต้องให้ความสำคัญกับปริมาณหนังที่ตัดออก เพื่อให้สะดวกกับการทำความสะอาดที่สุด โดยหากเริ่มทำการขริบตั้งแต่เด็กจะเหมาะสมกว่า ด้วยหนังหุ้มปลายจะขยายตัวตามการเจริญเติบโต และแผลผ่าตัดก็สมานได้รวดเร็ว ต่างกับผู้ใหญ่ที่หากตัดหนังหุ้มปลายออกมากจนเกินไป อาจมีความรู้สึกคับตึงในช่วงแรก
"เด็กที่อายุประมาณ 5-7 ขวบถือว่าเหมาะสมที่สุดในการเข้าสุหนัต เพราะจะได้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และเหตุผลทางศาสนา อีกทั้งพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในดูแลรักษาหลังการผ่าตัดอีกด้วย"

ที่มาของภาพ, Pakornkarn Taynsin
ในปัจจุบันนี้ความนิยมทำสุหนัตโดยหมอจากโรงพยาบาลยังเป็นไปอย่างจำกัด ด้วยในบ้างครั้งหมอที่ไม่เคยผ่านการทำสุหนัตมาเลย อาจไม่ทราบถึงข้อจำกัดว่าต้องตัดหนังออกไปมากน้อยเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วก็อาจเป็นการเข้าสุหนัตที่ไม่สมบูรณ์ จึงทำให้การทำสุหนัตโดยหมอบ้าน ยังได้รับความนิยมอยู่มาก แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อมากกว่าก็ตาม
"ทำ[ขริบ]กับหมอบ้านเฉลี่ยแล้วก็ 400-500 บาท แต่ถ้ามาโรงพยาบาลรัฐบาล อย่างน้อยก็ 2,000 ขั้นต่ำ" นพ.ชาติชายให้เหตุผลถึงเรื่องค่าใช้จ่าย ที่ส่งผลต่อการเลือกเข้าสุหนัตกับหมอบ้าน










