อำพน กิตติอำพน เจ้าของกระแส “นายกฯ คนนอก” กับปณิธาน ขอรับใช้พระเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพ, Khaosod
ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้ง 2 ระบบ ก็เกิดความเคลื่อนไหวในการชิงกันจัดตั้งรัฐบาลของ "2 ขั้วการเมือง" ด้วยคะแนนเสียงแบบ "ปริ่มน้ำ" หลัง 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้มี "ข่าวลับ-ข่าวลวง" ว่านายกฯ คนที่ 30 ของไทย อาจเป็นคนนอกบัญชี พร้อมปล่อยชื่อ 4 องคมนตรีออกมา
ในจำนวนนี้มีชื่อของ ดร.อำพน กิตติอำพน และ พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ที่เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561
ดร.อำพน วัย 64 ปี ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี พร้อมกับนายพลอีก 2 คน
ระหว่างที่ ดร.อำพน ปฏิบัติหน้าที่องคมนตรี ควบคู่กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีภารกิจร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบภัยต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งภัยหนาวในภาคเหนือ ผู้ประสบวาตภัยในภาคอีสาน และเชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ผู้ประสบอัคคีภัย ในเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร
จู่ ๆ ก็ปรากฏชื่อ ดร.อำพน ในไลน์กลุ่ม-เพจข่าวดัง และแวดวงผู้มีอำนาจในหลายแหล่งชุมนุม ผุดขึ้นเป็น "ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนนอก" ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 272
ทั้ง ๆ ที่ ดร.อำพน เคยพูดไว้ก่อนอำลาชีวิตราชการ ซี 11 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อถูกถามว่าจะได้รับการเสนอให้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ "ผมได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ผมจะขอรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะข้าราชการ ถึงแม้ว่าผมเกษียณ ผมก็ไม่เป็น ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นรัฐมนตรี มันเป็นตำแหน่งที่สูงส่งที่ทุกคนอยากเป็น แต่มันสูงเกินความสามารถของผมที่จะเป็นรัฐมนตรีได้"
นับเป็นข่าวลือ ที่คนรับข่าวพร้อมเชื่อ ด้วยคุณสมบัติ-รูปสมบัติ และโปรไฟล์การทำงานที่ผ่านมา
35 ปีในวงราชการ ครบเครื่องเศรษฐกิจ-การเมือง
แรกรับตำแหน่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขาเติบโตรุ่งโรจน์ ร่วมกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรี แนบแน่นกับอดีตรัฐมนตรีดาวรุ่งผู้มีคอนเนคชั่นพิเศษอย่าง เนวิน ชิดชอบ
จากซี 9 ถึงซี 10 ในกระทรวงเกษตรฯ เขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะเอื้อมถึงตำแหน่ง "พระยาแรกนา" ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันพืชมงคล ซึ่งต้องรั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะวาสนาที่ใหญ่กว่ารออยู่ทอดทางให้เขาออกจากรั้วกระทรวงเกษตรฯ และไม่ได้หวนกลับมาอีกเลย

ที่มาของภาพ, Reuters
เสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจ คนที่ 13 ของรัฐบาล ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ คือตำแหน่ง "สปริงบอร์ด" ให้เขาได้ขยายเครือข่าย สั่งสมประสบการณ์ครบเครื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจมหภาค การเงินและการต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงบประมาณ รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง รวมทั้งตำแหน่งกรรมการ และประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย
นอกเหนือจากนั้น เขายังต้องแบ่งเวลาไปประชุมวินิจฉัยคดีความ-ข้อขัดแย้ง ให้ความเห็นทางกฎหมาย ต่อโครงการ แผนงานของรัฐประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี กรณีมีเรื่องสำคัญและพิเศษ ในฐานะกรรมการกฤษฎีกาคณะใหญ่
แต่ตำแหน่งที่เขาภูมิใจในขณะนั้น คือ กรรมการโครงการทุนการศึกษาพระราชทานฯ ภายใต้มูลนิธิทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร (ม.ท.ศ.)
12 ปี ดับเบิ้ล ซี 11 ในทำเนียบรัฐบาล
ดร.อำพน เป็นเสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจต่อเนื่องถึง 2 สมัย กล่าวคือดำรงตำแหน่ง ซี 11 ครบ 4 ปี แล้วได้ต่ออายุอีก 2 ปี จากนั้นโอกาสแห่งอำนาจก็ทอดมาอีกครั้ง เพียงข้ามสะพานผ่านฟ้า เข้ามาประจำการที่ทำเนียบรัฐบาล ในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุดของประเทศ บนเก้าอี้ "เลขาธิการคณะรัฐมนตรี" และอยู่จวบจนครบวาระ 4 ปี แล้วต่ออายุอีก 2 ปี

ที่มาของภาพ, Khaosod
เป็นข้าราชการคนเดียวที่ในรอบ 20 ปี ที่ทุบสถิติครองตำแหน่ง ๆ ละ 2 สมัย เข้าถึงตึกไทยคู่ฟ้า เข้าใจนายกรัฐมนตรี 7 คน ผ่านใจกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกือบ 2 ทศวรรษ อยู่วงในรัฐประหาร 2 ครั้ง
ครั้งหนึ่ง ดร.อำพน ตอบคำถามเรื่องหน้าที่การงานไว้ว่า "เรื่องการทำหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภายใต้ตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คือ ข้อแรก ต้องเข้าใจการเดินเรื่องขอความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการ สภาพัฒน์ฯ หรือเห็นชอบกฎหมายที่สำคัญ จากสำนักงานคณะกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ และกระทรวงต่างๆ"
"ข้อที่สอง ต้องติดตามนโยบายของรัฐบาลได้อนุมัติ หรือเห็นชอบไปแล้ว เพื่อรายงานความคืบหน้า ประเด็นปัญหา และวิธีการแก้ไข ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด"
"ข้อที่สาม ต้องทำหน้าที่เป็น "อาลักษณ์" คอยประสานงานกับสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง เกี่ยวกับการปฏิบัติงานหน้าพระที่นั่ง รวมถึงการนำเอกสารเพื่อทูลเกล้าฯ และประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษา ทั้งการปรับ ครม. หรือการแต่งตั้ง - โยกย้ายข้าราชระดับสูง"
คอนเนกชั่นและปณิธานแห่งชีวิต
คงเป็นเพราะ ดร.อำพน มีไมตรีกับทุกฝ่าย อยู่กันได้กับทุกขั้ว เขามีเพื่อนเป็นรัฐมนตรีจากทุกพรรค มีรุ่นพี่เป็นนายธนาคาร-นายทหารระดับสูง ระดับผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของเหล่าทัพ ในกลุ่ม "เซนต์คาเบรียลคอนเนกชั่น"

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
ดร.อำพน เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล เจ้าของรหัส SG 9223 ขณะที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล เจ้าของรหัส SG 5534 และนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี ชื่อ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี และ บัณฑูร ล่ำซำ ก็มีชื่ออยู่ในบัญชีศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล ที่ได้รับการยกย่องจากโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ
ก่อนลงจากเชิงบันไดทำเนียบรัฐบาล เกษียณอายุราชการ เมื่อปลายปี 2559 ดร.อำพน เคยให้สัมภาษณ์กับ "ประชาชาติธุรกิจ" (ฉ.วันที่18 สิงหาคม 2559) ไว้ว่า "ผมอยู่ในห้วงของความขัดแย้งสูงสุดในบ้านเมือง แต่ผมอยู่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ไปถามนายกฯ ทุกคนที่ผ่านมาได้ว่า เลขาฯ อำพน เป็นอย่างไร ถ้าไปถามทุกนายกฯ วันนี้มีใครมาต่อว่าผมหรือไม่... ไม่มี"
เขาเก็บของทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนยอมให้เขาจากไปก่อนเวลาอันควร "เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้ ต้องเป็นคนที่นายกรัฐมนตรีไว้วางใจ ผมไม่ต่อรองและผมยินดีที่จะย้ายตัวเองทุกครั้ง พร้อมที่จะไป เปลี่ยนรัฐบาลเมื่อไรผมก็เก็บของทุกครั้ง"
เขายอมรับว่ามีตำแหน่งที่เขาบารมีไม่ถึงคือ "พระยาแรกนา" แต่ที่ผ่านมา "ผมก็มีตำแหน่งโปรดเกล้าฯ ตลอดเวลา 12 ปีที่ดำรงตำแหน่ง นอกจากเป็นเลขาฯ ครม. เป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรรมการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานธนาคารแห่งประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2 ครั้ง ล้วนเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ"

ที่มาของภาพ, Khaosod
ประโยคที่เขาพูดครั้งสุดท้ายในฐานะข้าราชการระดับสูงในทำเนียบรัฐบาลคือ "ก็อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี ผมยึดมั่นอยู่อย่างเดียว พระองค์ท่านตรัสว่า ต้องตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ คือหัวใจหลักของคุณธรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและความตั้งใจทำงานต้องอดทนอย่างพระมหาชนกและใช้ความรู้โดยตลอด"
"ผมจะภูมิใจมาก ถ้าจะจดจำผมว่า เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญคนหนึ่งที่เป็นมืออาชีพ ทำงานเพื่อบ้านเมือง ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทุ่มเทด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความอดทน ซื่อสัตย์สุจริต ถึงแม้จะโดนอะไรต่าง ๆ นานา ก็ไม่เคยท้อถอย เรียนรู้จากชาวบ้าน เรียนรู้จากพระบรมราโชวาท ฯ คนเราไม่มีใครมีดีทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ผมก็มีข้อเสีย"
7 นายกรัฐมนตรี ที่ ดร.อำพน คลุกวงใน
ยุครัฐบาลทหาร กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดร. อำพน ร่วมงานใกล้ชิดตลอด 3 ปี 6 เดือน เขาสรุปความเป็น พล.อ. ประยุทธ์ ไว้สั้นๆ ว่า "นายกฯ ประยุทธ์ มีเพียบพร้อมทุกด้าน มีความเป็นผู้นำสูง"

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
"ผมอยู่กับท่าน รวม 3 ปี 6 เดือน เป็นรูปธรรมในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ, ประเทศไทย 4.0 ท่านทำงานอย่างหนัก ไม่ได้น้อยไปกว่านายกฯ ทุกคน และสไตล์และความคิดต่าง ๆ ในการปฏิรูปประเทศ ก็การระดมสติปัญญาคนที่มีความรู้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศเพื่อฟันฝ่าภาวะเศรษฐกิจได้ ไม่ได้แพ้ยุคคุณทักษิณ"
"ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศเดินหน้าต่อไปหลังจากการปฏิวัติก็ไม่ได้แพ้ท่านสุรยุทธ์ ในเรื่องความยอมรับในต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจก็ไม่ได้น้อยไปกว่ายุคคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ที่เน้นเรื่องประชาธิปไตย"
"การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย ความอดทน ความเป็นนักสู้ เรื่องความจงรักภักดี ไม่ต้องพูดถึง คนเป็นทหารปฏิญาณตนว่าจะเสียสละแม้ชีวิตตั้งแต่เข้าเรียน"
พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ ดร.อำพน ระบุว่า "ท่านสามารถขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง เรียกความสามัคคีขึ้นมา ไม่ให้คนกลับมาทะเลาะกัน การสร้างการยอมรับจากต่างประเทศ ผลักดันรัฐธรรมนูญปี 2550 ออกมาได้"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชูธงปฏิรูปเศรษฐกิจในสายตาเขาคือ "ทักษิณ ชินวัตร... เปลี่ยนแปลงประเทศ ในช่วงวาระ 6 ปี เป็นการเปลี่ยนภาระ เป็นพลัง ต้องยอมรับว่า การพัฒนาเรื่องสุขภาพ หรือนโยบาย 30 บาท ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มีนโยบายเรียนฟรี เป็นเรื่องหลักที่ถูกชูธงขึ้นมา"
ยุค สมัคร สุนทรเวช จุดแข็งสูงสุดคือการขับเคลื่อนโครงการด้านคมนาคม "เริ่มโครงการต่าง ๆ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง โครงการถนนวงแหวนรอบนอก และทางด่วนต่าง ๆ โครงการรถไฟฟ้า ดำเนินการได้เร็วที่สุดในยุคนั้น"
การทำงานกับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลตลอดวาระ 70 วัน คือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้ ดร.อำพน ต้องปีนเข้า-ออกทำเนียบ ปีนกำแพงรัฐสภาเคียงคู่นายกรัฐมนตรี ในเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ที่ม็อบพันธมิตร ฯ ปิดล้อมอาคารรัฐสภา
ส่วนนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายในสาย "ชินวัตร" คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1 ประโยคสำหรับนายกฯ หญิง จาก ดร.อำพน คือ "เริ่มงานการเมืองจาก Zero ต้องเป็นคนที่ยอมทุกอย่าง เพื่อก้าวผ่านวิกฤติการเมือง ด้วยความอดทน ถ่อมตน และเรียนรู้เร็ว"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
อาจนับได้ว่ายุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่พลิกชะตาชีวิตเขาครั้งใหญ่และตลอดกาล เพราะ "ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ชวนผมมาเป็นเลขาฯ ครม. ท่านเป็นคนให้ความเห็นว่าเลขาธิการ ครม.ไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบูรณาการงานเศรษฐกิจหลายมุม"
อภิสิทธิ์ ที่ไม่มีสิทธิ์ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนฯ ในสมัยนี้ เป็นคนแบบไหน ดร.อำพน เคยไขคำตอบ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นเทคโนแครต ยึดในหลักการประชาธิปไตย ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน คิดเป็นระบบ ทำงานหนัก ขับเคลื่อนทุกอย่างอย่างมีระบบ มีความเป็นนักวิชาการ มีแนวความคิดรุ่นใหม่"
ตามสไตล์ ดร.อำพน ไม่เคยพูดถึงใครที่ไม่ดี เขาสรุป 1 บรรทัดสำหรับการทำงานกับทุกนายกรัฐมนตรี ว่า
"ผมยืนยันได้ว่านายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมา มีความจงรักภักดีไม่ได้น้อยกว่าหรือแตกต่างกันเลย"
หากต้องตอบคำถามเรื่อง "ข่าวลือ" ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่ "ผ่าเดตล็อกการเมือง" ใช่หรือไม่ ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งองคมนตรี คงไม่เหมาะสมทั้งคำถามและคำตอบ แต่ยืนยันจากคำที่ ดร.อำพน เคยตอบไว้ในอดีตได้แต่เพียงว่า "ฉายาของผมคือข้ามห้วย"









