You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เลือกตั้ง 2562: คนรุ่นใหม่มาเลเซียทำอย่างไรจึงโค่นอำนาจเก่า
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ & ภานุมาศ สงวนวงษ์
- Role, ผู้สื่อข่าว บีบีซีไทย, ประเทศมาเลเซีย
อีกไม่กี่วัน การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบ 8 ปีก็จะเริ่มขึ้นในประเทศไทย ท่ามกลางความคาดหวังว่ากลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่อายุ 18-26 ปี จำนวนกว่า 7.3 ล้านคนจะออกมาใช้สิทธิอย่างล้นหลามเพื่อกำหนดชะตากรรมของพวกเขาและอนาคตของประเทศได้หรือไม่
เหตุการณ์ "เยาวชนคนคลื่นยักษ์" หรือ Youth Tsunami ที่โค่นอำนาจเก่าในมาเลเซีย เมื่อการเลือกตั้งในเดือน พ.ค. ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์การเมืองกว่า 60 ปี ของประเทศ เมื่อพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านกำชัยชนะ และปิดฉากการครองอำนาจของพรรคอัมโนได้สำเร็จ
ประสบการณ์ของมาเลเซียสามารถนำมาใช้กับการเมืองไทยได้หรือไม่ ฟังความเห็นของอดีตยุวชนนักกิจกรรมผู้นำการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหมู่คนหนุ่มสาว จนก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในมาเลเซีย ว่า 24 มี.ค. 2562 พลังคนรุ่นใหม่ของไทย จะมีโอกาสเปลี่ยนประเทศได้หรือไม่
คนหนุ่มสาว คือ รากฐานความสำเร็จของประชาธิปไตย
"เยาวชนไม่ได้เป็นแค่ผู้นำแห่งอนาคต แต่พวกเขายังเป็นผู้นำของปัจจุบัน ดังนั้นการวัดความสำเร็จของประเทศ ไม่ต้องมองไปไกล แค่มองมาที่ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ของวันนี้" ไซเอ็ด ซาดิก ไซเอ็ด อับดุล ราห์มาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬามาเลเซียบอกกับบีบีซีไทย ที่ห้องทำงานของเขาในเมืองปุตราจายา
ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราสมเกียรติตำแหน่งร้ฐมนตรีวัย 26 ปี 4 เดือน ผู้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว ดูแตกต่างจากห้องทำงานของรัฐมนตรีทั่วไป สิ่งประดับรายล้อมโต๊ะทำงานของรัฐมนตรี ประกอบด้วยโมเดลหุ่นยนต์ เครื่องบิน ภาพวาดในแบบซุเปอร์ฮีโร่ รวมทั้งภาพวาดของเขากับแม่ผู้เป็นแรงบันดาลใจและลมใต้ปีกในมาจนถึงวันนี้
ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย ไซเอ็ด ซาดิก รัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซียบอกว่าสังคมที่ "ใส่ใจลงทุนกับคนรุ่นใหม่อย่างเพียงพอ และ ชักชวนพวกเขาให้เข้ามาสร้างชาติด้วยกัน" หนทางความสำเร็จของชาติย่อมอยู่ไม่ไกล
"หากคุณละเลยพวกเขา สบประมาทพวกเขา คุณกำลังทำร้ายตัวเองทางอ้อม เพราะคุณกำลังเข่นฆ่าอนาคตของชาติ"
ไซเอ็ด ซาดิกกล่าวย้ำว่าคนรุ่นใหม่คือ "ฐานรากสำคัญ" ที่จะทำให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ แม้พวกเขาอาจติดอยู่กับอุดมคติ ไม่อดทนต่อการรอคอย แต่ก็เพราะพวกเขาต้องการที่จะเห็นความก้าวหน้า ต้องการเห็นอนาคตที่มั่นคง
"ผมเชื่อมั่นว่าการลงทุนกับคนรุ่นใหม่ คือการลงทุนกับอนาคต นิยามของความสำเร็จของประเทศใด ๆ รวมถึงประเทศไทย ล้วนมาจากการมองเห็นศักยภาพของคนหนุ่มคนสาวในวันนี้"
หน้าตา หรือ นโยบาย ที่คนรุ่นใหม่เลือกกัน
ไซเอ็ด ซาดิก เป็นที่รู้จักกันดีทั้งในมาเลเซียและต่างประเทศ อาจจะเพราะรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น วาทศิลป์ที่การันตีด้วยรางวัลโต้วาทีระดับเอเชียหลายสมัย และสติปัญญาเฉียบแหลม เขาเคยได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่ตัดสินใจทิ้งทุนดังกล่าว เพื่อสานต่ออีกความฝันที่ต้องการเป็นนักการเมือง
เมื่อถามว่า รูปลักษณ์หน้าตามีผลต่อการตัดสินใจของผู้เลือกหรือไม่ นักการเมืองรายนี้ตอบมาอย่างสั้น ๆ ว่า "นโยบาย คือ กุญแจสำคัญ หาใช่รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่จีรัง" และเสริมว่าตลอดระยะเวลาในการหาเสียง เขาเองใช้เวลาทุกวันพุธในการอธิบายนโยบายด้านต่าง ๆ เช่น ที่พักอาศัยราคาถูก เงินกู้ยืมทางการศึกษา และนโยบายที่สำคัญ ๆ กับ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งในขณะนั้นเป็นประธานพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน
นอกจากนี้เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจตนาและความมุ่งมั่นที่จะรับใช้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในมาเลเซีย เพื่อต่อสู้กับการทุจริต การเล่นพรรคเล่นพวก และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
หากจะมองย้อนมาที่ไทยซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งเขากล่าวเพิ่มเติมว่า "สิ่งเหล่านี้ก็มีความหมายเช่นกันในสังคมไทย"
รัฐยิ่งมากเล่ห์ ยิ่งจุดชนวนเร่งสู่การเปลี่ยนแปลง
ก่อนที่จะได้มาซึ่งชัยชนะในแบบ "พลิกฟ้า หงายแผ่นดิน" ตามคำนิยามของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเกี่ยวกับ "มาเลเซียน สึนามิ" เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น การต่อสู้ของทั้งนักการเมืองคนรุ่นใหม่และผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องง่าย
ในขณะนั้นสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักต่างรายงานถึงกลวิธีต่าง ๆ ของกลุ่มพรรคแนวร่วมรัฐบาลขณะนั้น บาริซาน เนชั่นแนล (Barisan Nasional) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเอาเปรียบ การประกาศกฎการเลือกตั้งเพิ่มเติม หรือการเพิกถอนสิทธิผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลทำให้ผู้มีสิทธิไม่พอใจการกระทำของรัฐบาล
"ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ยิ่งมีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีกฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้น มีการใช้กลวิธีเอาเปรียบมากขึ้น และในช่วงสัปดาห์สุดท้ายแนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน 'ปากาตัน ฮาราปัน' (Pakatan Harapan - PH) หรือ 'แนวร่วมแห่งความหวัง' นำโดย มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถูกแบนเป็นการชั่วคราว ซึ่งทำให้ไม่สามารถใช้โลโก้พรรคในการหาเสียงได้" ไซเอ็ด ซาดิกเล่าให้ฟัง
นอกจากนี้เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า การประกาศวันเลือกตั้งในวันพุธ กลางสัปดาห์ ก็ยังสร้างความยากลำบากให้กับกลุ่มมีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผู้มีสิทธิลงคะแนนต่างแดนก็ประสบปัญหาไม่น้อยเช่นกันเพราะบางส่วนไม่สามารถไปลงคะแนนที่สถานทูตเพราะการส่งใบลงคะแนนล่าช้า ในขณะที่พวกเขาจะต้องจัดส่งบัตรลงคะแนนมายังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในวันเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น
"มีความพยายามมากมายจากรัฐบาลในอดีต อย่างไรก็ตามความพยายามเหล่านั้นแทนที่จะเป็นผลดีต่อรัฐบาล แต่กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในมาเลเซียฉลาดพอที่จะรู้ว่า กลวิธีต่าง ๆ เหล่านั้นมีขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางส่วน ไม่ได้รับใช้ประโยชน์ของชาวมาเลเซียทั้งหมด" เขากล่าวและว่า พวกเขาก็ไม่พอใจ จึงทำให้ผลการเลือกตั้งกลายเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศ
"ผมมีโอกาสได้เดินทางมาเยือนไทยหลายครั้ง คนที่นั่นน่าทึ่งและยอดเยี่ยม และคนรุ่นใหม่ก็ฉลาด ในบริบทเช่นนี้ของไทย หากว่ามีการใช้ยุทธวิธีในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ต่างกัน"
คนหนุ่มสาวสิ้นหวังกับการเมืองระบบเก่าหรือไม่
ประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือ ความศรัทธาต่อระบบการเมืองแบบเดิมเสื่อมสลายลง อาเหม็ด เรดซวน โมฮัมเหม็ด ซาฟี เลขาธิการปีกเยาวชนของพรรคสหประชาชนมาเลย์เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เขาเคยเป็นสมาชิกพรรคอัมโนมาแล้วตั้งแต่ปี 2012 หลังจากจบการศึกษาจากสหราชอาณาจักร เพราะมีความสนใจการเมืองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ทว่า การเข้าสู่สถานภาพสมาชิกของพรรคเก่าแก่อายุกว่า 61 ปี ทำให้เขาในฐานะคนรุ่นใหม่กลับประสบปัญหาหลายอย่าง
"คนรุ่นใหม่อย่างผม ไม่ค่อยได้รับพื้นที่ หรือ โอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมมากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอความคิดเห็นหรือการมีส่วนร่วมอื่น ๆ ผมไม่มีปัญหาหากว่าพวกเขาต้องการให้เรารายงานหรือปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ ภายในพรรค แต่ปัญหาที่เจอเสมอ คือ การถูกปิดกั้น จากกลุ่มที่มีเส้นสายของพวกเขาเอง" เรดซวนกล่าว
"ผมเป็นสมาชิกแล้ว แต่ไม่เคยได้รับจดหมายเชิญร่วมกิจกรรม หรือการประชุมอย่างไรเลย จึงทำให้ผมเสียความรู้สึกและตัดสินใจกลับไปทำงานประจำแทน"
อย่างไรก็ตาม ด้วยความชื่นชอบการเมืองและยังติดตามความเคลื่อนไหวการเมืองอยู่ตลอด และเขาพบว่า ดร.มหาเธร์ตัดสินใจจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นในปี 2013 เพื่อเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแต่งตั้ง ไซเอ็ด ซาดิก ในวัย 24 ปี เป็นผู้นำปีกเยาวชนพรรคสหประชาชนมาเลย์ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี
"ผมเห็นสัญญาณแห่งความเชื่อมั่น ต่อเสียงและความคิดจากคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปสานต่อ พร้อมทั้งการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้ามามีส่วนช่วย คีย์เวิร์ด ของที่นี่คือ ความหวัง" เขาอธิบาย
อะไรคือปัจจัยสู่การเปลี่ยนแปลง
เมื่อย้อนหลังกลับไปพิจารณาช่วงก่อนการเลือกตั้งมาเลเซียเมื่อปีที่แล้ว สตีเวน กาน บรรณาธิการใหญ่และผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์มาเลเซียกินี บอกกับบีบีซีไทยว่า ในปี 2018 ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือ
- พรรคแนวรวมฝ่ายค้านที่ทรงพลังและเป็นปึกแผ่น นำโดย ดร.มหาเธร์
- สื่อทางเลือกที่เป็นอิสระ
- ภาคประชาสังคมหรือ เอ็นจีโอ ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อเหลืองที่เรียกร้องเรื่องการปฏิรูปการเลือกตั้ง
ส่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เชิงบวกภายหลังการมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็คือ เขาเริ่มเห็นสัญญาณบวกหลายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งการเริ่มกระบวนการปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ อย่างจริงจัง เช่น การปฏิรูประบบศาลยุติธรรม กองกำลังตำรวจ ระบบการเลือกตั้ง ปฏิรูปสื่อมวลชน เป็นต้น
สื่อมวลชนรายนี้ยังระบุว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความเปลี่ยนแปลงในสถาบันการศึกษา เช่น โรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย และเขาก็พยายามให้เด็กมีส่วนร่วมในการเมือง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดปัจจุบันยังมีความพยายามการลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงจาก 21 ปีเป็น 18 ปี ซึ่งนั้นความว่า พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้เด็กวัยรุ่นเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองมากขึ้น
การเห็นว่า ที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่ในมาเลเซียบางส่วนยังไม่มีความกระตือรือร้นในเรื่องการเมือง อาจจะเนื่องจากเพิ่มจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และที่ผ่านมาสถาบันการศึกษายังมีระเบียบข้อบังคับหลายอย่างที่ทำให้นักศึกษาไม่สามารถแสดงออกทางความคิดเห็น หรือได้รับฟังเสียงที่แตกต่างได้
มองบทเรียนจากมาเลเซีย ก่อนคนไทยเลือกตั้ง
ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญการเมืองมาเลเซีย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากพิจารณาตามบริบทมาเลเซียตามโครงสร้างทางการเมือง ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ พรรคการเมืองทุกพรรค ล้วนมีปีกยุวชน รวมทั้งพรรคใหม่ที่ ดร. มหาเธร์ เป็นผู้ก่อตั้ง นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 1998 เกิดขบวนการปฏิรูปการเมือง (Reformasi movement) ที่นำโดยคนหนุ่มสาวจากภาคประชาสังคม
"จากวันนั้นเป็นต้นมา การสั่งสมเรื่องการรณรงค์ปฏิรูปทางการเมืองได้ส่งผล หมายถึงหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย ชนชั้นกลาง ที่มีจำนวนมาก กลุ่มนี้ก็มีใจกว้าง ความใฝ่ฝันถึงสังคมแบบใหม่ที่ไม่มีปัญหาแบบเก่า เช่น แบบการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ ปัญหาที่อิทธิพลทางศาสนาปะปนกัน" ปรางค์ทิพย์อธิบาย
นักวิชาการรายนี้ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาการเลือกตั้งในอินโดนีเซียกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การเลือกตั้งทุกระดับในอินโดนีเซียในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ก็มีพรรคการเมืองใหม่ที่ประกาศว่าจะไม่รับผู้สมัครอายุสูงกว่า 45 ปี แต่จะเน้นอายุต่ำกว่านั้น นี่เริ่มจะเป็นกระแสของคนหนุ่มสาว นอกจากจะเข้ามาร่วมออกเสียงแล้ว ยังเข้ามาอยู่ในการเมืองด้วยการเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย
"ทั้งสองประเทศนี้คนรุ่นใหม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ไม่ใช่คนรุ่นเก่าเพียงอย่างเดียว"
เมื่อถามว่าจะเป็นบทเรียนต่อประเทศไทยอย่างไรนั้น นักวิชาการรายนี้ระบุว่า หากพิจารณาโครงสร้างพรรคการเมืองของไทยนั้นไม่ได้มีปีกยุวชน เหมือนกับใน 2 ประเทศ เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่ก็เลยถูกมองว่าเป็นผู้ออกเสียงอย่างเดียว เพราะว่ายังไม่มีโครงสร้างรองรับคนรุ่นใหม่อย่างไม่เป็นระบบมากนัก
- ประเด็นแรกที่เป็นบทเรียนสำหรับไทย ในอนาคต คนรุ่นใหม่น่าจะมีเวทีมากกว่านี้ โครงสร้างระบบพรรคการเมืองไทยควรที่จะตระหนักถึงความสำคัญของคนรุ่นใหม่ และรับคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในโครงสร้างอย่างเป็นกิจลักษณะ จะฟังเสียงของพวกเขาอย่างไรบ้าง
- ประเด็นที่สอง คือ เรื่องของการตื่นตัวของประชาธิปไตยเกิดขึ้นทุกพื้นที่ เป็นเรื่องธรรมดาที่คนรุ่นใหม่จะใฝ่ฝันสังคมเป็นไปอย่างที่เขาอยากจะเป็นเรื่องเสรีภาพทางการแสดงออก การมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ ที่จะได้รับการรับฟัง เป็นความปรารถนาร่วมกันของคนรุ่นใหม่ ในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เปิดอย่างกว้างขวาง ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน
"คงต้องยอมรับแล้วว่า เสียงของคนรุ่นใหม่จำเป็นจะต้องรับฟัง"
ถึงเวลาปฏิรูปการเมืองทั้งระบบและแสดงพลังคนรุ่นใหม่?
อย่างไรก็ตาม ปรางทิพย์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องการเรียนรู้จากทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียคือ แนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อการพัฒนาของประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
เช่น ในอินโดนีเซียมีการปฏิรูปการเมืองด้วยการกระจายอำนาจ นั่นหมายถึงการให้มีการเลือกตั้งทุกระดับ มีแผนปฏิรูปกองทัพ 20 ปี มีอุดมการณ์รองรับเพื่อเลิกการมีบทบาททางการเมืองของทหาร หันไปให้ความสำคัญกับการเป็นทหารมืออาชีพ
"ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาจากการปฏิรูปการเมือง ไม่ได้มาจากว่าใครเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และจะเป็นประโยชน์มากถ้าพรรคการเมืองต่าง ๆ ถ้าจะมองการปฏิรูปการเมืองเป็นวาระสำคัญ และคนรุ่นใหม่ควรที่จะมีการคุยกันเรื่องนี้ว่าประเทศเราควรที่จะปฏิรูปไปในทิศทางไหน"
ด้าน อูลยา อาคามาห์ บิน ฮุซามุดิน หัวหน้าฝ่ายสารนิเทศของปีกยุวชนพรรคสหประชาชนมาเลย์ เสนอแนะเพิ่มเติมต่อสถานการณ์ในไทยว่า นี่คือเวลาที่จะร่วมพลังกันเพื่อแสดงพลังของคนรุ่นใหม่ ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศแม้ว่าจะเป็นเพียงภายในเวลา 30- 40 ปีเท่านั้น แต่นี้คือเวลาที่เราจะต้องเข้าใจว่ามีความรับผิดชอบและมีบทบาทหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทย มาเลเซีย หรือที่ใด ๆ กลับคือสู่สิ่งที่ควรจะเป็น
"หากคุณรู้สึกแย่กับการบริหารประเทศโดยผู้นำที่ฉัอราษฏร์บังหลวงหรือคอร์รัปชัน คุณต้องไม่ปล่อยให้พวกเขากลับมาบริหารประเทศอีก นี่คือเวลาของพวกเราที่จะร่วมใจ จับมือ เสียสละทุกอย่างเพื่อประโยชน์ในอนาคตของประเทศ" อูลยา อาคามาห์ กล่าว
ปัจจุบันอูลยา อาคามาห์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเปิดเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษา โดยล่าสุดเพิ่งมีการแก้ไขบทบัญญัติใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเพื่อให้นักศึกษามีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมากขึ้น
คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562