You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“บิ๊กป้อม” และวาทะเรียกเสียงวิจารณ์ จาก “ก็ผมมันไม่ตายไง” สู่ “อาหารอร่อย”
หลังเหตุกลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีโรงแรมดุสิตดีทู ในกรุงไนโรบี เมื่อบ่ายวันอังคาร (15 ม.ค.) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อวันที่ 16 ม.ค. ว่าเหตุที่เกิดที่โรงแรมดังกล่าวเพราะ "คงเห็นอาหารอร่อยมั้ง"
ล่าสุดวันนี้ (18 ม.ค.) พล.อ.ประวิตร เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลด้วยรอยยิ้มเพียงเล็กน้อย เพื่อ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 พล.อ.ประวิตร ยังคงปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ภายหลังจากการตอบคำถามถึงกรณีดังกล่าว ซึ่งถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามสอบถาม ถึงเรื่องดังกล่าวก็ตาม
ขณะเดียวกัน ก่อนที่จะเดินทางมาประชุม ทีมงาน พล.อ.ประวิตรได้ ประสานกับเจ้าหน้าที่สำนักโฆษกได้มาแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่าไม่ให้สัมภาษณ์ และขอความร่วมมือไม่ให้สื่อมวลชนไปดักสัมภาษณ์บริเวณทางขึ้นลงอาคาร แต่ให้เพียงบันทึกภาพบรรยากาศได้เท่านั้น
อะไรคือเหตุผลที่แท้จริงของการโจมตี
สำหรับเหตุกลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีโรงแรมดุสิตดีทู นั้นกลุ่มติดอาวุธอัล-ชาบับ ซึ่งอ้างว่ากลุ่มมือปืนเป็นสมาชิกของกลุ่มตน ได้ออกมาให้เหตุผลผ่านรายการวิทยุว่าเลือกสถานที่โจมตีเพราะตึกมีขนาด "ใหญ่และเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติ ออฟฟิศ และสถานทูตต่าง ๆ"
เห็นได้ชัดว่ากลุ่มติดอาวุธเลือกก่อเหตุบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่นเดียวกับเมื่อปี 2013 ที่เกิดที่ห้างเวสต์เกต หรือ 2 ปีหลังจากนั้นที่มหาวิทยาลัยการิสซา
ล่าสุด เว็บไซต์ข่าว Kenyans.co.ke ของเคนยา รายงานถึงคำพูดของ พล.อ. ประวิตร ว่ามีทัศนคติที่ "ค่อนข้างไม่ใส่ใจ" ระหว่างช่วงเวลาอันโศกเศร้า และก็ได้มีคนไทยจำนวนมากเข้าไปแสดงความคิดเห็นและขอโทษแทนคนไทยต่อคำพูดของ พล.อ. ประวิตร
ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jankasem Roonaphaya ระบุว่า "ถึงชาวเคนยา ผมเสียใจจริง ๆ กับความสูญเสียของคุณ ผมแน่ใจว่าคนไทยทุกคนคอยเป็นกำลังใจให้คุณในช่วงเวลาอันโศกเศร้านี้ ผู้ชายคนนี้และรัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนไทยไม่ว่าจะด้วยทางไหนก็ตาม พวกเขาอยู่ในระบอบทหารที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยเมื่อ 5 ปีก่อน
ในฐานะประชาชนคนไทย ผมขอประณามถ้อยคำของเขา มันน่ารังเกียจ ไร้ความเคารพ (ต่อผู้สูญเสีย) และรับไม่ได้อย่างที่สุด"
ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Kenneth Tirapoj Wongsa บอกว่า "น่าอัปยศอดสูมาก เขาไม่ได้เป็นตัวแทนพวกเรา ไม่ว่าจะโดยทางไหนก็ตาม ไม่ใช่ทางประชาธิปไตย และแน่นอนไม่ใช่ทางจิตใจ ไม่มีพื้นที่สำหรับผู้ก่อการร้ายหรือเผด็จการ เราอยู่เคียงข้างเพื่อนชาวเคนยาของเรา"
ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Chege Thiong'o ระบุว่า "จะไม่ไปเมืองไทยอีก" ในขณะที่ Obwocha Makori บอกว่าเป็น "แถลงการณ์ที่แย่ที่สุดและไม่ยั้งคิดต่อพี่น้องของเราที่ได้รับผลกระทบจากคนโหดร้ายพวกนี้"
นอกจากนี้ ก็ยังมีสื่อในอังกฤษและญี่ปุ่นซึ่งรายงานถึงคำพูดของ พล.อ. ประวิตร ในครั้งนี้ด้วย
"เขาทำของเขาเอง"
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีผู้นี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จากเหตุเรือล่มใกล้กับเกาะภูเก็ตเมื่อ 5 ก.ค. ปีที่แล้วที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 41 ราย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากชาวจีนกลับคืนมาได้อย่างไร พล.อ. ประวิตร ตอบว่า
"คนจีนเป็นคนนำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา เป็นเรื่องของนักท่องเที่ยวเขา เขาทำของเขาเอง เขาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เราจะให้ไปเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร"
คำพูดดังกล่าวถูกนำไปรายงานตามสื่อต่าง ๆ ของจีนและก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชาวจีน
โกลบอล ไทมส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของทางการจีนภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เขียนไว้ในบทบรรณาธิการภาษาจีนวิจารณ์ว่า ถ้อยคำของ พล.อ. ประวิตร นั้น "คิดน้อยเกินไป" และ "ไม่เหมาะสม"
นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยังได้ชี้ด้วยว่า "นี่เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงมาก ไม่ว่าผู้บริหารของบริษัทนำเที่ยวนั้นจะมาจากประเทศใด แต่เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะเลี่ยงจากความรับผิดชอบนี้ได้" และ "เนื่องจากมีชาวจีนหลายคนเสียชีวิต ทำให้ชุมชนจีนเกิดความไม่พอใจอย่างมาก และหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจีน เราก็คงจะรับผิดชอบกับการแสดงความเห็นสาธารณะใด ๆ ออกมา"
อย่างไรก็ตาม พล.อ. ประวิตร ได้ออกมาขอโทษในเวลาต่อมา เขากล่าวว่า "ไม่มีอะไรหรอก เป็นคนละเรื่องกัน การทำผิดก็เรื่องหนึ่ง การช่วยเหลือก็เรื่องหนึ่ง ถ้าผมพูดอะไรไม่พอใจก็ขอโทษ ซึ่งผมได้รับรายงานมาอย่างนั้นจริงๆ ขออย่านำมาปนกัน"
"ก็ผมมันไม่ตายไง"
พล.อ.ประวิตร ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงทางโซเชียลมีเดียต่อคำพูดถึงสาเหตุการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ "น้องเมย" นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เมื่อเดือน ต.ค. 2560 โดยแถลงเมื่อวันที่ 22 พ.ย. ว่า "เด็กเสียชีวิต เนื่องจากสุขภาพของเด็กเอง ไม่มีการซ้อมอะไรทั้งสิ้น" พร้อมทั้งปกป้อง "การซ่อม" หรือ ลงโทษทางทหารว่า เป็นเรื่องจำเป็น
คำพูดดังกล่าวขัดกับข้อความในบันทึกของนายภคพงศ์ ที่เขียนไว้เมื่อ 26 พ.ค. 2560 ว่า "เช้ามาก็โดนต่อยท้องไปหมัดนึงจุกโคตรเลย แถมตกกลางคืนมามีลงนรกอีก เหนื่อยมาก"
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ส่วนที่เปิดบันทึกประจำวันของเด็กที่ระบุว่าเขาโดนซ่อมนั้น ผมคิดว่าก็โดนซ่อมกันทุกคน ผมก็เคยโดนมาเหมือนกัน เช่น วิดพื้น วิ่ง สก็อตจั๊มป์ ไม่ต้องถูกตัวกัน และการซ่อมไม่ได้มากมายอะไร ขณะเดียวกันประเด็นที่เด็กเคยโดนซ่อมจนหยุดหายใจไปครั้งหนึ่งนั้น เพราะเขาเป็นโรคฮีทสโตรก ซึ่งการเป็นโรคนี้เกิดจากการฝึก หรือแม้แต่ยืนตากแดดเฉย ๆ ก็เป็นเพราะอากาศร้อน ใครจะไปรู้ว่าลูกเขามีภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลัน"
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากสุดท้ายแล้วตรวจสอบแล้วพบว่าการฝึกซ้อมเกินกำลังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจะทำอย่างไรต่อไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมก็เกิน ผมก็สลบ ตอนผมโดนอะ ...ก็ผมมันไม่ตายไง"
นายพิเชษฐ พ่อของนายภคพงศ์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมรู้สึกน้อยใจ.. ท่านรัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตีราคาลูกผมต่ำไปนิดนึง มองเขาต่ำไปนิดนึง เหมือนไม่มีราคา ไม่ให้คุณค่าต่อครอบครัวผมเลย" ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปกป้อง พล.อ.ประวิตรว่า "สื่อก็ถามให้อารมณ์เสีย ท่านไม่ได้ตั้งใจตอบแบบนั้น"
ในเวลาต่อมา พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่า "อะไรที่ผมพูดไปแล้วทำให้ไปกระทบกระเทือนครอบครัวของน้องเมยผมต้องขอโทษด้วย"