Ten years Thailand : อนาคตที่อาจกลับไปสู่อดีต สิบปีประเทศไทย ในสายตา 4 ผู้กำกับ

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
TEN YEARS THAILAND ภาพยนตร์สะท้อนภาพอนาคตประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจากมุมมอง ความคิด จินตนาการของ 4 ผู้กำกับ ผ่านหนังสั้น 4 เรื่อง ออกฉายรอบปฐมทัศน์ในวันที่ผู้ถืออำนาจอธิปไตยของประเทศมีคำสั่งปลดล็อกทางการเมือง เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งปีหน้าที่ว่างเว้นมาถึง 8 ปีแล้ว
TEN YEARS THAILAND เป็นโครงการภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น ที่ต่อเนื่องมาจาก "Ten Years" ภาพยนตร์ฮ่องกงที่สร้างเมื่อปี 2015 ภายหลังเกิดการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement) ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของผู้คนในสังคมฮ่องกงหลังเหตุการณ์นั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย โครงการนี้จึงถูกส่งต่อมายังประเทศไทยและประเทศอื่นในเอเชีย อาทิ ไต้หวัน ญี่ปุ่น
ภาพยนตร์สั้นทั้ง 4 เรื่อง เป็นการรวมตัวครั้งแรกของเหล่าผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของไทยที่มีผลงานหลากหลาย ได้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (SONG OF THE CITY) วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง (แคทโทเปีย) อาทิตย์ อัสสรัตน์ (SUNSET) จุฬญาณนนท์ ศิริผล (PLANETARIUM ท้องฟ้าจำลอง) ทั้งสี่เรื่องเป็นการเก็บบันทึกภาวะของสังคม ผู้คน และ/หรือ การเมืองที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉาก เหตุการณ์ และตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ
บีบีซีไทย คุยกับ อาทิตย์ จุฬญาณนนท์ และวิศิษฐ์ 3ใน 4 ผู้กำกับ ในงานจัดฉายรอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์สกาลา ว่าพวกเขาจะเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้าออกมาเป็นเช่นไร
ขาว-ดำ ของการเมืองใน SUNSET
SUNSET เป็นผลงานกำกับของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ซึ่งผลงานเรื่อง Wonderful Town ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ 5 รางวัล และชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองปูซานและร็อตเทอดาม
หนังเล่าถึงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นในวันหนึ่งที่แกลอรีจัดแสดงผลงานทางศิลปะ อันเป็นจุดเริ่มต้นความรักของ พลทหารชั้นผู้น้อยที่ทำหน้าที่เป็นพลขับที่ต้องพาหัวหน้าหน่วยเดินทางเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยในสถานที่ที่ได้รับการร้องเรียน กับสาวที่ทำงานเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
ความเป็นไปในภาพยนตร์ เส้นเรื่องหนึ่งสื่อสารถึงเหตุการณ์ที่กลุ่มทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบที่เข้าไปเซ็นเซอร์งานศิลปะ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปีที่แล้ว แต่ทว่า อาทิตย์ก็แทรกเรื่อง ความรัก ความสัมพันธ์หนุ่มสาวอีกชนชั้นไปในนั้นด้วย
"ในฐานะคนทำหนังสิ่งที่สำคัญ คือ การที่จะบันทึกชีวิตจริงให้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และความจริงมันไม่ใช่ขาวดำ มันมีมิติมากกว่า" อาทิตย์อธิบายการมอง "อะไร" ที่ว่าเป็นแค่ขาวและดำ ว่านั่นหมายถึง ปัญหาทางการเมืองในประเทศไทย หรือการตัดสินด้วยเหตุและผลสองขั้ว
"การเหมาเข่ง คนป้ายสีว่าคนกลุ่มนั้น เป็นอย่างนั้น ทหารเป็นอย่างนั้น ศิลปินเป็นอย่างนั้น มันไม่อย่างนั้นเสมอไป"

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
เมื่อถามว่ามุมมองสิบปีข้างหน้าของประเทศไทยที่อาทิตย์เห็นเป็นอย่างไร แม้เขาไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังมีความเชื่อว่าในอนาคตจะดีกว่าในปัจจุบัน
"ปัญหาการเมืองที่มันมีมา ตั้งแต่รัฐประหารทักษิณ มันก็วนไปวนมาอยู่ในรถไต่ถัง หาทางออกไม่ได้ สิบปีไม่แน่ใจว่าหาทางออกได้หรือเปล่า... แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตสิ่งหนึ่งทุกอย่างมันจะดีขึ้น ผมเชื่อว่าคนที่เค้าเปิดตา แล้วเค้าตาสว่าง เค้าจะไม่ยอมปิดแล้ว"
กระทรวงการสื่อสารแห่งอนาคตใน "ท้องฟ้าจำลอง"
ภาพจำลองการทำงานขององค์กรสื่อสารใน 10 ปี ข้างหน้า ท่ามกลางความทันสมัยของเทคโนโลยีแบบ 4.0 "คนรุ่นใหม่" กลุ่มหนึ่งสมัครใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการ "ฝึกตรวจสอบ" ขับเคลื่อนอุดมการณ์ พฤติกรรม ความเชื่อ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "พลังแสงแห่งความดี" คือ สิ่งที่ จุฬญาณนนท์ ศิริผล เลือกมาเล่าในภาพยนตร์เรื่อง "ท้องฟ้าจำลอง (Planetarium)"
เขาเล่าว่าแนวคิดเริ่มของการทำหนังเรื่องนี้ก็คือ "การที่กองทัพกับประชาชนที่ร่วมมือกันเพื่อปฏิบัติการอะไรบางอย่าง"

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
ผลงานที่ผ่านมาของเขามักสื่อถึงความ "ตลกขบขัน" ในเรื่องที่เกี่ยวพันกับการเมือง และใน Planetarium เขาก็ยังเชื่อมโยงไปถึงผลงานเดิม แต่ครั้งนี้นำเสนอในแนวแฟนตาซี ซึ่งจุฬญาณนนท์บอกว่า เป็นช่องทางที่จะพูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ และยังคงความสุนทรียะของศิลปะ
ในขณะที่กระแสการเมืองไทย แต่ละพรรคการเมืองชู "คนรุ่นใหม่" ในฐานะความหวังของอนาคต แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในหนังของจุฬญาณนนท์เป็นเครื่องมือผลิตความเชื่อและตรวจสอบประชาชน
เขาเองก็มองว่าเรื่องเหนือจริงที่เขาเล่าอาจเป็นไปได้ในอนาคต อย่างเช่น เด็กอายุ 7-8 ขวบ ซึ่งได้รับการศึกษาแบบปัจจุบัน ในอีกสิบปีข้างหน้าก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะ "ยินดีและพร้อมที่จะเอาตัวเองไปอยู่องค์กรแบบนั้น"

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
"มันอาจจะเชื่อมโยงกับอำนาจฝ่ายขวาในปัจจุบันก็ได้ การมีเกราะป้องกันทางจิตใจ มันรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าการมีคนมาปกป้องไม่ให้เกิดอันตราย ผมคิดว่าไม่ใช่ธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ แต่ว่ามันถูกโปรแกรมมากกว่า เหมือนถูกบอกว่า การที่มีความเชื่อหรือความศรัทธาอะไรบางอย่าง เช่น อาจจะศรัทธาต่อรัฐ ต่ออำนาจบางอย่าง ทำให้รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย แล้วก็สังคมนี้ปลอดภัย เราจึงยินดีที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในอำนาจอย่างนั้น เอาตัวเองเป็นเครื่องมือของอำนาจนั้น" จุฬญาณนนท์ กล่าวกับบีบีซีไทย
บีบีซีไทยถามว่าเหตุใด เขาถึงสนใจเรื่องการควบคุมการสื่อสารของประชาชนมากนัก
"การสื่อสารที่เราเลือกมาเป็นการสื่อสารในยุค '80 เราคิดว่าอนาคตมันอาจจะกลับไปสู่อดีต เรามีเทคโนโลยีมากมายที่ไม่ได้ centralize (รวมศูนย์) ทุกคนมีอำนาจในมือ อาจจะมองโลกในแง่ร้ายนะ แต่เราว่าอนาคตมันอาจกลับไปสู่อดีต แบบเทคโนโลยีแบบ 1.0 หรือเปล่า ที่ทุกอย่างรวมอำนาจในศูนย์กลาง"

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
"ทุกคนไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงผ่านเทคโนโลยีพวกนี้จริง ๆ เหมือนกับว่า รัฐมีอำนาจในการสอดส่องควบคุมสื่อ"
ผู้กำกับหนุ่มยังเผยมุมมองของเขาด้วยว่า "การที่เรามองโลกในแง่ลบ หรือกังวลไปถึงอนาคต มันดีการมองว่าทุกอย่างจะสวยสด งดงาม หรือไม่มีปัญหาอะไร ถ้าจะให้ทำเรื่องอนาคตเราคิดว่า การกวนน้ำให้ขุ่น หรือว่าตั้งคำถามอะไรให้สุดทาง มันควรเป็นสิ่งที่ต้องทำ"
สังคมล่าแม่มดใน CATOPIA
เรื่องราวของมนุษย์จริง ๆ คนเดียวที่หลงเหลืออยู่บนดาวดวงหนึ่ง แอบแฝงหลบซ่อนตัวเองอยู่ในสังคม "มนุษย์แมว" ก่อนที่จะไปพบเหตุการณ์มนุษย์แมวรวมหมู่ในพิธีกรรมสวดและรุมประชาทัณฑ์เมื่อจับได้ว่ามนุษย์แฝงกายเข้ามาเป็นมนุษย์แมว เป็นเนื้อเรื่องของ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง CATOPIA ผลงานกำกับของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ซึ่งเป็น ผู้กำกับ คนเขียนบท และโปรดิวเซอร์ ศิลปินศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ ปี 2549

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
วิศิษฐ์บอกว่า CATOPIAเป็นโปรเจกต์ที่อยากทำเป็นหนังยาว แต่ได้ทดลองเป็นหนังสั้นใน 10 Years Thailand ก่อน สิ่งที่วิศิษฐ์สื่อออกมาในหนัง คือเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง เขาเรียกการเมืองไทยในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ว่า "เป็นยุคที่ไม่เคยเจอมาก่อน" เพราะเกิดการแบ่งฝักฝ่ายของผู้คนในสังคมไทยจนเหมือนว่าไม่มีทางที่จะหาจุดร่วมกันได้อีก
"รู้สึกเศร้านะ กระทบกับเราด้วย เพื่อน ครอบครัวด้วยทุกอย่าง เราไม่ได้โหยหาสังคมอุดมคติว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกัน เราคิดถึงสังคมที่มีความหลากหลาย แต่อยู่ด้วยกันได้"
เมื่อถามถึงสิบปีข้างหน้าของประเทศไทย เขามองว่า การควบคุมหลายสิ่งหลายอย่างน่าจะได้ยากขึ้น ยกเว้นแต่ว่าจะปิดประเทศ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของคนที่คิดต่างทางการเมือง วิศิษฐ์มองว่า จะไม่สามารถหลุดไปจากภาวะการแบ่งฝักฝ่ายอย่างรุนแรงได้จนกว่าคนเหล่านั้นจะเรียนรู้ได้เอง

ที่มาของภาพ, Ten Years Thailand
เรื่องสุดท้ายที่ฉายในรอบปฐมทัศน์ก็คือ SONG OF THE CITY กำกับโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นภาพยนตร์แนวทดลองที่เล่าคู่ขนานระหว่างขั้นตอนคัดเลือกนักแสดง และการบันทึกการถ่ายทำเรื่องราวของเซลล์แมนที่พยายามขายเครื่องที่สามารถทำให้หลับฝันดีและมีความสุข
เรื่องราวของตัวละครเกิดขึ้นที่สวนสาธารณะในอนุสาวรีย์ใจกลางเมืองขอนแก่น ที่กำลังทำการบูรณะซ่อมแซม เสมือนเป็นบันทึกความทรงจำส่วนตัวของผู้กำกับที่มีต่อพื้นที่ที่เติบโต นอกจากนั้นภาพยนตร์ยังบันทึกสรรพเสียงของคนที่อาศัยโดยรอบ เสมือนไดอารี่หรือจดหมายที่รอการกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง
ในบทสัมภาษณ์ ประเทศไทยในสายตาของอภิชาติพงศ์ เขากล่าวถึงจินตนาการต่อประเทศไทยใน 10 ปี ว่า "อยู่ประเทศไทยก็เหมือนอยู่โรงเรียน ที่มีครูใหญ่ปกครองอยู่ตลอดเวลา" เขาย้อนถึงการอยู่ในระบบการศึกษาที่ได้รับมาว่าได้หล่อหลอมบุคลิกบางอย่าง แต่เมื่อเปิดโลกออกไปข้างนอก ก็ได้พบว่า นั่นเป็นบุคลิกในทางลบ
"คนของประเทศนี้ เท่าที่รู้สึกมามันเป็นการผลิตให้คนเป็นคนหัวอ่อนนะ แล้วก็ต้องพึ่งหรือว่ามีความรู้สึกว่าต้องมีคนมาปกครอง เวลาออกจากกลุ่ม ออกไปจากเผ่าพันธุ์ มันจะค่อนข้างยาก เพราะว่าเราเคยชินกับการอยู่ในเผ่าพันธุ์นี้ กับความคิดแบบนี้นี้ มันยากเหมือนกัน"
ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ ชี้ให้เห็นอีกว่า สิบปีของประเทศไทยที่เห็น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางกายภาพ แต่ว่าในทางจิตวิญญาณ ความเชื่อ ยังคงสภาพเดิม "เป็นสังคมที่เป็นสุขด้วยการอยู่ในวงจรของตัวเอง"
อภิชาติพงศ์ กล่าวด้วยว่าในภาพยนตร์สั้น Song of the city "ไม่ได้ตั้งใจว่าหนังแต่ละเรื่องจะเปลี่ยนสังคม หรือแม้แต่วิจารณ์ เพราะว่าไม่ใช่คนทำหนังทางสังคม ไม่ใช่คนทำหนังการเมือง แต่ว่าเป็นหนังส่วนตัวที่พยายามถ่ายทอดความรู้สึกที่อยู่ในช่วงนั้น ๆ ของพื้นที่นั้น ๆ"
ก่อนเรื่องราวทั้ง 4 เรื่องจะเริ่มต้นขึ้น ภาพยนตร์ชวนคนดู คิดตามไปกับข้อความของนักเขียนคนดัง จอร์จ ออร์เวล ประโยคหนึ่งที่ว่า "ผู้ใดควบคุมอดีต ผู้นั้นควบคุมอนาคต และผู้ใดที่กำหนดควบคุมปัจจุบัน ผู้นั้นคือผู้ควบคุมอดีต"










