เอดส์ : “พีท คนเลือดบวก” กับเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ภายในสองปี
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงษ์
จากคนที่เคยหมดหวังในชีวิตเมื่อรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีเมื่อสามปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเผยผลเลือดครั้งแรกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ปัจจุบัน "พีท คนเลือดบวก" มีเป้าหมายที่จะทำให้ไทยปลอดเอดส์ภายในสองปี
คืนหนึ่งในเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ชายวัย 28 ปี นั่งอยู่บนกำแพงปูนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในมือกำโทรศัพท์มือถือ ขาทั้งสองข้างห้อยลงมาจากกำแพง หันหน้าเข้าแม่น้ำ
หากเขากระเถิบตัวอีกนิดก็จะตกลงไปในน้ำ และคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นอย่างเขา ก็จะจมน้ำในที่สุด
ตั้งแต่ ฐิฏิวัสส์ ศิรเศรษฐกร หรือ "พีท" รู้ตัวว่าได้รับเชื้อเอชไอวีมาจากชายที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร เขารู้สึกว่าเขาคือ "ผู้ป่วย" ที่ทำอะไรไม่ได้เหมือนคนปกติ ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า
เหตุผลที่ทำให้เขายับยั้งชั่งใจไม่ฆ่าตัวตายทันทีหลังรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี คือ แฟนเก่า ที่เคยตกลงปลงใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันถึงขั้นหมั้นหมายโดยมีครอบครัวสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน แต่สองปีหลังจากพีทป่วย ผู้ชายที่เขารักมากที่สุดได้เดินออกจากชีวิตไป จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
'ไม่มีใครวางแผนชีวิตมาเพื่ออยู่กับเอชไอวี'
ย้อนไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2558 สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เอ็นจีโอที่ทำงานกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำโครงการรณรงค์โดยการแจกตั๋วหนังสองใบให้แก่คนมาตรวจเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอชไอวี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้วยการชักชวนของแฟนที่เคยอยู่ด้วยกัน พีทได้เข้ารับการตรวจเลือด และสิ่งที่เขาไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเมื่อพบว่ามีผลเลือดบวก นั่นแสดงว่า เขาติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิต้านทานของร่างกาย และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจกลายเป็นโรคเอดส์ได้
สถานการณ์พลิกผันเมื่อแฟนของเขาไม่ได้มีผลเลือดเป็นบวก พีทจึงสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับเชื้อจากการที่ตัวเองจัดฟันแล้วเป็นแผลในช่องปาก เมื่อทำออรัลเซ็กซ์ เชื้อจึงเข้าไปในร่างกายผ่านสารคัดหลั่งที่เข้าไปในบาดแผล แต่แม้กระนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าได้รับเชื้อมาจากคู่นอนคนไหน
เคราะห์ดีที่แม่และแฟนไม่ได้ปฏิเสธพีท ทำให้เขามีกำลังใจที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อที่จะรับยาต้านไวรัสในหนึ่งสัปดาห์ต่อมา หลังจากนั้นพีทได้เข้าพิธีหมั้นกับแฟนในเดือน ม.ค. 2559

ที่มาของภาพ, THITIWATT SIRASEJTAKORN
"กำลังใจของเราคือ กิน [ยา] เพื่อต้องอยู่กับเขา [แฟน] ถ้าตอนนั้นพีทไม่มีคนนั้นอยู่ในชีวิต พีทคงฆ่าตัวตายไปแล้ว เพราะพีทไม่เข้าใจว่าเอชไอวีคืออะไร และต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ตอนนั้นเราสับสนไปหมด เพราะไม่มีใครวางแผนชีวิตมาเพื่ออยู่กับเอชไอวี" พีทกล่าวกับบีบีซีไทย
"เราก็คิดว่าถ้าเราจะต้องตายจากโรคเอดส์ เราฆ่าตัวตายดีกว่า อย่างน้อยคนก็ไม่รู้ว่าเราตายจากโรคเอดส์"
เมื่อตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่สาม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พีทได้ลาออกจากการเรียนเพื่อบวชเป็นเวลาหนึ่งปี และหลังจากนั้นก็ได้ก่อตั้งบริษัทนำเข้าและส่งออกสินค้า แต่ก็ปิดกิจการไปหลังจากที่รู้ผลเลือด
ชีวิตเขาเริ่มดิ่งสู่เหวเมื่อเลิกกับแฟนในเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งพีทยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต เขารู้สึกสิ้นหวัง เริ่มใช้ยาเสพติด และมั่วเซ็กซ์

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
แต่ระหว่างนั้น มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ว่า เขาจะต้องทำอะไรเพื่อประโยชน์สังคม
"พอวันที่พีทรู้สึกว่าพีทสิ้นหวังในการที่จะกลับไปคบกับเขาอีกรอบ พีทเลยเปลี่ยนทุกอย่างที่พีทมีที่เคยรู้สึก เคยรัก เคยหวังดีกับเขา ก๊อปปี้และโคลนนิ่งออกมาให้มันเกิดขึ้นกับทุก ๆ คนที่เราอยากจะรักและหวังดีกับเขา" เขากล่าว
พีท คนเลือดบวก
หนึ่งปีหลังจากที่เลิกกับแฟน พีทได้เริ่มเปิดเผยผลเลือดกับผู้ชายแต่ละคนที่เขาคบ โดยไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ปฏิเสธเขา จนเขารู้สึกว่า ได้รวบรวมความกล้าจนถึงวันที่มัน "เต็มปรอท" แล้ว
เมื่อปลายเดือน พ.ค. พีทเริ่มเปิดเผยผลเลือดใน "บลูดี" (Blued) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับชาวเกย์ที่สามารถแชทและถ่ายทอดสดได้

ที่มาของภาพ, THITIWATT SIRASEJTAKORN
"คนจะคิดว่าเราพูดเล่น เพราะเราดูไม่เหมือนคนเลือดบวก แล้วเราก็ทำทุกอย่างเหมือนคนปกติ ก็เลยมีน้องคนหนึ่งเสนอว่า พี่พีท ไหน ๆ ก็เปิดเผยแล้ว เปลี่ยนชื่อไปเถอะ เป็น 'พีท คนเลือดบวกไป' เลย จะได้ไม่ต้องถาม ก็เลยใช้ชื่อนั้นตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา แล้วก็เปลี่ยนสื่อโซเชี่ยล ทุกอย่างเป็น 'พีท คนเลือดบวก' หมดเลย"
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. พีทตัดสินใจที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่าเขาเป็นคนเลือดบวก ถือว่าเป็นการเปิดเผย "อย่างเป็นทางการ"
"พอเราโพสต์เสร็จปุ๊ป ไม่ดูอีกเลยเฟซบุ๊กสองวัน ไม่กล้าดู ก็เรารู้สึกกลัวกระแสสังคม" พีทกล่าว "ปรากฏว่าสองวันถัดมา มาเปิดดูคอมเม้นท์ น้ำตาไหล มันไม่มีคนไหนเลยที่จะ bad word (ใช้คำพูดที่ไม่ดี) กับเรา" พีทกล่าว
หลังจากเปิดเผยตัว มีคนเลือดบวกจำนวนมากเข้ามาปรึกษาพีท จนคนติดตามมากขึ้น พีทจึงตัดสินใจที่จะตั้งเพจ "พีท คนเลือดบวก" เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับเอชไอวี โดยการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ และผลิตสื่อและองค์ความรู้ที่เข้าใจง่าย โดยมีความร่วมมือกับศูนย์วิจัยโรคเอดส์ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง
พีทกำหนดจุดยืนของเขาชัดเจนว่า จะสร้างคุณภาพชีวิตของคนเลือดบวกโดยการให้ความรู้แก่พวกเขา โดยจะไม่สังกัดองค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น
"พีทเชื่อว่ากุญแจทุกอย่างที่จะลดการตีตราตัวเองของคนเลือดบวกคือความรู้" เขากล่าว "สมมุติถ้าเขาคิดว่าคนอยู่ร่วมกับเอชไอวีต้องเป็นเอดส์ตาย แสดงว่าเขาไม่เข้าใจว่าถ้า CD4 (ภูมิคุ้มกันของร่างกายชนิดหนึ่งที่เอชไอวีเข้าไปทำลาย) เขาเกิน 600 เขาจะไม่มีทางตายจากโรคเอดส์อีกแล้ว ซึ่งถ้าเขามีความรู้เรื่องนี้ เขาจะลดการตีตราตัวเองลง และที่เขาเคยสะท้อนว่าคนเลือดบวกแพร่เชื้อและเป็นเอดส์ทุกคน เขาก็จะตอบได้แล้ว"
นอกจากจะให้ความรู้แล้ว พีทยังโพสต์ข้อความและรูปภาพที่สะท้อนการใช้ชีวิตของตัวเอง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนเลือดบวก เช่น การเป็นผู้เข้ารอบ 11 คนสุดท้ายในการประกวด Mr Gay World 2019 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยคะแนนเกินครึ่งของคะแนนทั้งหมดจะมาจากการนำเสนอโครงการรณรงค์ทางสังคม ซึ่งพีทได้นำเสนอเรื่องการเปิดเผยผลเลือดและวิธีการในการยุติเอดส์

ที่มาของภาพ, MR GAY WORLD 2019
"เรารู้สึกว่าได้โชว์ให้สังคมเห็นว่าคนเลือดบวกที่มีความรู้ มีความเข้าใจ และมี attitude (มุมมอง) ที่ดีและมีความเป็นจิตอาสาเนี่ย คุณมีที่ยืนในสังคม" เขากล่าว "เราอยากให้ความรู้สึกว่าเราคนเลือดบวกทำอะไรต่าง ๆ ได้เหมือนคนเลือดลบเลย"
กำเนิด "น้องมาร์ค"
จากกลุ่มไลน์เล็ก ๆ ที่พีทสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็น "โลกของคนเลือดบวก" ที่ใช้ระบบ "พี่ดูแลน้อง" ในการให้คำปรึกษา ปัจจุบันได้กลายเป็นกลุ่มไลน์หกกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มในกรุงเทพฯ และอีกห้าภูมิภาคของประเทศ ซึ่งมีสมาชิกรวมทั้งหมด 200-300 คน และในแต่ละกลุ่มจะมีแอดมินที่พีทมอบหมายให้ดูแลสมาชิก
คนหนึ่งที่ผันตัวเองจากการเป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ภาคอีสาน มาเป็นแอดมินกลุ่ม และต่อมาเป็นนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ ภายในระยะเวลาเพียงสามเดือน คือ ภูวนัล พันธุ์อุโมงค์ หรือ "มาร์ค" อายุ 28 ปี
เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา หนุ่มชัยภูมิคนนี้ได้เปิดเผยสถานะผลเลือดของตัวเองผ่านรามาแชนแนล ซึ่งเป็นช่องทีวีดิจิตอลเกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจุบันเป็น "เอชไอวีไอคอน" ที่ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและภาครัฐในภาคอีสาน ซึ่งล่าสุด เขาได้รับงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการสร้างศูนย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิการรักษา

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
"ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราทำเล่น ๆ แต่พอมันเกิดน้องมาร์คขึ้นมา เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันเป็นไปได้ และมันไม่เล่นอีกต่อไปแล้ว" พีทกล่าว
นี่เป็นความพยายามของพีทที่จะสร้างเอชไอวีไอคอนแบบมาร์คให้เกิดขึ้นในทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ ที่จะทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นเสาหลักให้คนเลือดบวกในจังหวัดนั้น ๆ ได้ยึด โดยในที่สุดแล้ว คนเลือดบวกต้องเข้ามาอยู่ในระบบการรักษา และกินยาต้านไวรัสจนอยู่ในสถานะไม่แพร่เชื้อ ทำให้ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่
"ต้องทำให้เอชไอวีกลายเป็นเรื่องปกติให้ได้ พูดคุยกันเหมือนเรื่องส่วนสูงน้ำหนัก เปิดเผยผลเลือดกันเหมือนปกติ" พีทกล่าว

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
สถิติปี 2560 จากกรมควบคุมโรคระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 440,000 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยและรู้สถานะการติดเชื้อตนเองแล้วร้อยละ 98 แต่มีเพียงร้อยละ 75 ของผู้ที่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเองได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส และในจำนวนของผู้ที่กำลังรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส มีเพียงร้อยละ 84 ที่กดไวรัสได้สำเร็จ
ข้อมูลในปี 2560 คาดว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ประมาณ 5,500 คน เฉลี่ยวันละ 15 คน
ยุติเอดส์ภายในสองปี
ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ซึ่งในมุมมองของ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย นั่นเป็นเรื่องที่ "เพ้อฝัน" และเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีคนที่ไม่รู้สถานะผลเลือดตัวเองเป็นจำนวนมาก ส่วนคนที่เข้าระบบการรักษาแล้วก็ยังหยุดยา หรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการดื้อยา
ปัจจุบัน เอดส์เป็นโรคที่รักษาได้ด้วยการกินยาต้านไวรัสตลอดชีวิต ถ้ารู้ตัวเร็วและมารักษาเร็ว
"แต่คนเราตอนนี้เริ่มไม่ค่อยกลัวเรื่องเอชไอวี เริ่มคลายความกลัว เพราะรู้ว่ารักษาได้ ก็ไม่ป้องกันตัวแล้ว" นพ.มนูญ กล่าว

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
สำหรับพีท ที่วางเป้าหมายในการยุติปัญหาเอดส์ภายในสองปี แม้จะไม่รู้อนาคต แต่เขาบอกว่า "การทำไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าหมาย ไม่น่ากลัวเท่าทำงานแบบไม่มีเป้าหมาย"
"เวทีเอดส์โลกปี 2020 ที่ลาสเวกัส ที่นั่นพีทจะไปบอกว่า สองปีที่ผ่านมาพีททำอะไรและพีททำให้เซ็ตซีโร่เอชไอวีได้ยังไง เผื่อได้เป็นโร้ดแมปในการนำเอาไปใช้ในประเทศที่ยังมีปัญหาเรื่องเอชไอวีรุนแรงอยู่ เช่น ทวีปแอฟริกา" เขากล่าว
ปัจจุบัน ชีวิตของพีทเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง เขาค้นพบว่าความสุขของเขาคือการช่วยคน ผ่านบทบาทของเขาที่เป็นทั้งอินฟลูเอนเซอร์ (ผู้ที่มีอิทธิพลต่อผู้ติดตาม) นักเคลื่อนไหว และนักวิชาการ
เพียงหนึ่งปี จากวันที่เขารู้สึกไม่มีค่า เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า เขา "ร้องไห้จากการมีความสุขบ่อยมาก และไม่มีใครทำให้ทุกข์ได้อีกเลย"
ตอนนี้พีทมีแฟนใหม่เป็นคนเลือดลบ และเพิ่งจดทะเบียนบริษัท ไลท์อัพกรุ๊ป จำกัด ซึ่งทำเว็บไซต์ข่าวสุขภาพ หลังจากที่ไม่ได้ทำธุรกิจเป็นเวลาสามปี
โครงการล่าสุดของเขาที่ชื่อ "You and I are the same" จะนำเอาคนเลือดบวกห้าเพศ จำนวนหกคน มาทำ "ไวรัลคลิป" ที่จะเผยแพร่ในเดือน ม.ค. ปีหน้า เพื่อให้คนเลือดบวกมีกำลังใจในการกินยาและอยู่ในระบบการรักษา และเพื่อให้คนเลือดลบเข้าใจว่าคนเลือดลบไม่ต่างอะไรจากคนเลือดบวก ซึ่งเขาเชื่อว่าคลิปดังกล่าวจะต้องทำให้ "วงการเอดส์ทั่วโลกสั่นสะเทือน"
สุดท้ายพีทมองว่า การที่เขาได้รับเชื้อเอชไอวีมา ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปในทางที่ดีขึ้น
"สุดท้ายเราก็สามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข และส่งต่อความรู้ กำลังใจ ประสบการณ์ ให้คนอื่นได้ ก็คุ้มค่ากับการเกิดมา" เขากล่าวทิ้งท้าย

ที่มาของภาพ, PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI










