‘เพ้นท์ฟ้า’: จิตรกรอาชีพวัย 12 ผู้เรียนรู้โลกผ่านงานศิลปะ

    • Author, พริสม์ จิตเป็นธม
    • Role, ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย

ในวัยเพียง 12 ปี เพ้นท์ฟ้า ชาญชุติวาณิช เริ่มอาชีพที่เธอฝันไว้ตั้งแต่ 4 ขวบ นั่นก็คือ "ศิลปินวาดภาพ" จากเด็กอนุบาลมีปัญหากับ "กรอบ" ที่ถูกกำหนดมาให้ กลายมาเป็นศิลปินวัยประถมที่มีแกลเลอรีและงานแสดงภาพเขียนของตัวเอง ภาพวาดของเธอก็สะท้อนบุคลิกของเธอที่เป็นผู้ใหญ่ และมองโลกลึกซึ้งเกินกว่าวัยมากมายนัก

บีบีซีไทยพาไปเยี่ยมแกลเลอรี่และสนทนากับศิลปินตัวน้อยที่เรียนรู้เกี่ยวกับโลกกว้างใหญ่ผ่านการเรียนรู้งานศิลปะของตัวเอง

ศิลปะคือเพื่อนของเรา

เมื่อเดินเข้าไปในห้องแสดงภาพวาดหรือแกลเลอรีของเพ้นท์ฟ้าที่ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะเป็นภาพพอร์ทเทรทหรือภาพเขียนบุคคลต่าง ๆ แขวนเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เพื่อรอให้คนมาชมและเลือกซื้อผลงาน นี่คือที่ทำงานของเด็กหญิงเพ้นท์ฟ้า ซึ่งนอกจากขายผลงานที่วาดไว้แล้ว เธอก็ยังรับวาดภาพเหมือนของบุคคลต่าง ๆ อีกด้วย

ผลงานของเพ้นท์ฟ้านั้นสะท้อนถึงความสนใจในประเด็นทางสังคม และมีเทคนิคกลวิธีนำเสนอที่เกินเลยไปกว่าวัย 12 ปี และเมื่อบีบีซีไทยได้สนทนากับเด็กหญิงตัวน้อยก็ได้พบว่าความคิดและวิธีการพูดจาของเธอก็เป็นไปในทางเดียวกับภาพวาดของเธอ

"ก็มีหลายคนนะบอกว่าเหมือนกับผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้ว ก็รู้สึกว่าอ๋อเหรอ เราไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน เราก็พูดในสิ่งที่เรารู้มา ซึ่งเราอายุ 12 ด้วยการที่เราเรียนโฮมสคูล เราก็เลยรู้หลาย ๆ อย่างมากมาย" เพ้นท์ฟ้ากล่าวนอกจากนี้เธอก็ยังบอกเล่าความรู้สึกต่องานศิลปะเอาไว้ว่า "การที่เราได้เรียนศิลปะ เรามีความสุข เพราะว่ามันเป็นอะไรที่เราสามารถจะสื่อสารกับมันได้ เหมือนกับว่าศิลปะเป็นเพื่อนของเรา เราสามารถที่จะคิด จินตนาการ แล้วก็วาดมันออกมาได้"เพ้นท์ฟ้าเล่า

เด็กนอกกรอบ

เพ้นท์ฟ้าบอกว่าตอนเรียนอนุบาล เธอถูกมองว่าเป็น "เด็กมีปัญหา" ในโรงเรียน เนื่องจากเธอไม่ชอบนอนกลางวัน และไม่ชอบการถูกบังคับให้จับดินสอแบบมาตรฐาน

"ตอนนั้นเราวาดสิ่งที่เราอยากวาด แล้วก็จับแบบที่เราอยากจับ แต่คุณครูบอกว่าต้องจับดินสอให้ถูกต้อง"เพ้นท์ฟ้า เล่าเสริมว่าจากเดิมที่กลับบ้านมาวาดรูปทุกวัน กลับกลายเป็นไม่อยากวาดเพราะไม่ชอบการจับดินสอแบบที่เรียน

สุดท้ายพ่อของเธอจึงต้องไปคุยกับครูใหญ่เพื่อปรึกษาปัญหาดังกล่าว และจึงได้รับคำแนะนำให้ออกมาทำบ้านเรียน หรือ โฮมสคูล

"ตอนนั้นเราก็พาลูกเราไปเรียน โดยที่ว่าเราก็ไม่รู้ว่าธรรมชาติของลูกเรา ไม่สามารถจะปรับให้เข้ากับกฎระเบียบโรงเรียนได้ เราก็มองว่าโรงเรียนเขาก็มีกติกาของเรา ถ้าเกิดปรับกันไม่ได้ มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องเลือก" ณัฐพรกล่าวและบอกด้วยว่าตัวเขาเองก็ต้องลาออกจากงานที่ทำประจำเพื่อมาเป็นทั้งพ่อ ทั้งครู และเพื่อนให้กับลูกสาว

"เรียนในโรงเรียนมันเหมือนมีกรอบ กรอบให้เราทำตามกฎระเบียบอยู่ในนั้น ให้ทำตามครูที่เขาสั่งการบ้านมา แต่พอมาเรียนโฮมสคูล เหมือนแบบว่าโลกมันเปิด มันเป็นอิสระ สามารถทำอะไรก็ได้ ในสิ่งที่เราต้องการ แล้วเราก็เรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วย" เพ้นท์ฟ้ากล่าวกับบีบีซีไทย

โฮมสคูล

"เด็กโฮมสคูลเมื่อได้เรียนขบวนการแบบเริ่มจากความสนใจ ก็คือจากการวาดรูป แล้วก็มาเรียนรู้อย่างอื่นด้วยคำถาม แล้วสิ่งเหล่านี้มันเชื่อมต่อกัน มันไม่ได้เรียนแล้วลืม" ณัฐพร กล่าวและเปรียบเทียบกับตอนที่เขาเรียนหนังสือในโรงเรียนว่า "ตอนผมเรียนหนังสือ ผมเรียนแล้วสอบ สอบแล้วลืม ความรู้มันไม่เชื่อมต่อกัน เพราะฉะนั้นเราจึงมีปัญหาเรื่องการเริ่มต้นใหม่ตลอด"

ในช่วงแรกของการทำโฮมสคูล ณัฐพรมีความกังวลอยู่บ้างเนื่องจากไม่ทราบว่าโฮมสคูลคืออะไร แต่หลังจากที่ได้ลองค้นคว้าดูก็ได้พบว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ผ่านกระบวนการคิดและทำ เขาจึงได้เขียนหลักสูตรให้ทุกวิชาที่เรียนมีศิลปะเป็นพื้นฐานหลัก

บทบาทสำคัญของพ่อแม่ที่ทำโฮมสคูลในมุมมองของณัฐพร คือการใส่ใจในคำถามของลูก "เวลาจะทำโฮมสคูลแล้วเขาบอกว่าพ่อแม่ต้องมีเวลา มันไม่ได้หมายถึงว่าต้องมีเวลาไปสอน แต่มีเวลาเพื่อจะพร้อมในการให้ความสนใจคำถามของเขา"

ณัฐพร ย้อนเหตุการณ์ช่วงเริ่มต้นทำโฮมสคูลให้บีบีซีไทยฟังว่า เพ้นท์ฟ้า เคยสงสัยว่าทำไมกระดาษวาดภาพ เมื่อมีขนาดเล็กลง กลับมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เช่น กระดาษขนาด A4 เล็กกว่าขนาด A0 เมื่อมีคำถามที่เกิดขึ้น ณัฐพรจึงพาลูกสาวไปที่โรงพิมพ์เพื่อสังเกตและสอบถาม ถึงได้เรียนรู้ว่าตัวเลขดังกล่าวเกิดจากจำนวนครั้งของการตัดแบ่งครึ่งกระดาษ นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจอีกด้วย

หลังจากพยายามบูรณาการวิชาต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับศิลปะ จึงทยอยตัดออกทีละวิชา จนเหลือเพียงคณิตศาสตร์และศิลปะเท่านั้น ซึ่งต่อมาเพ้นท์ฟ้าขอเรียนศิลปะเพียงอย่างเดียว และต้องการที่จะวาดรูปทั้งวัน

ณัฐพร จึงทดลองให้เพ้นท์ฟ้าวาดรูปอย่างเดียวทั้งสัปดาห์ ปรากฎว่าเพ้นท์ฟ้าไม่เบื่อที่จะทำงานศิลปะ เขาบอกว่าตลอดทั้งสัปดาห์ยังมีพัฒนาการทางด้านศิลปะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เพ้นท์ฟ้าวาดรูปอย่างเต็มตัวมาตลอด และได้สร้างสรรค์ผลงานมากมาย จนมีแกลเลอรีเป็นของตนเอง

"ศิลปะสะท้อนสังคมได้"

ภาพวาดของเธอส่วนใหญ่จะเป็นภาพวาดบุคคลตามความสนใจ เธอเคยวาดภาพภูมิประเทศหรือที่เรียกกันว่า แลนด์สเคปอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองสนใจคนมากกว่า และเด็กหญิงก็ยังมีงานจัดแสดงภาพวาดบุคคลของตนเองอยู่หลายครั้ง

งานแสดงวาดภาพครั้งแรกของเธอ ในหัวข้อ ""แม่ฉันธรรมดา(ซะที่ไหน) 555" โดยใช้เทคนิคต่างกันสองแบบก็คือวาดบนกระดาษสีน้ำตาล ด้วยสีออยล์พาสเทล และบนกระดาษสีขาวด้วยสีอะคริลิค ตอนที่บีบีซีไทยไปสัมภาษณ์ เพ้นท์ฟ้าก็แสดงตัวอย่างการวาดภาพโดยมีราตรี แม่ของเธอเป็นตัวแบบด้วย

เพ้นท์ฟ้าบ่นว่าตอนนี้วาดแม่ยากมากเพราะ "ไม่รู้จะวาดมุมใหม่ยังไงดี เพราะวาดไปหมดแล้ว" ในขณะที่ราตรีตั้งข้อสงสัยว่าลูกสาวจะวาดจนเบื่อแล้วหรือเปล่า

ขณะนี้เพ้นท์ฟ้ากำลังเริ่มทำงานในหัวข้อ "แม่ของคนอื่น" ซึ่งเธอต้องการที่จะสะท้อนเรื่องราวหลากหลายของผู้หญิงออกมา โดยที่ยังคงใช้เทคนิคกระดาษและสีสองแบบเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีการเพิ่มเทคนิคใหม่ที่เพ้นท์ฟ้าได้มาโดยบังเอิญ

ในหัวข้อนี้ จิตรกรวัย 12 ร่วมมือกับมูลนิธิอิสรชน ซึ่งเคยร่วมงานมาก่อนตอนที่เพ้นท์ฟ้าไปเข้าโครงการวาดภาพคนไม่มีบ้านเมื่อ 2 ปีก่อน มูลนิธิเป็นฝ่ายช่วยเลือกผู้หญิงที่เป็นแม่ 12 คนมาให้เธอวาด ซึ่งทั้งหมดมีเรื่องราวเบื้องหลังที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น แม่ที่มีอาชีพขายบริการ, แม่ที่ทำงานช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว หรือผู้หญิงที่ไม่มีลูก แต่ได้รับการขนานนามว่า แม่ เพราะช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน

ก่อนที่เธอจะเริ่มทำงานทุกครั้ง เพ้นท์ฟ้าจะพูดคุยกับตัวแบบของเธอก่อน เพื่อหามุมมองมานำเสนอผ่านทางภาพวาด และเธอก็ได้เรียนรู้แนวคิดเชิงสังคมจากการพูดคุยนี้ไปด้วยเทคนิคใหม่ที่จะนำเข้ามาด้วยก็คือ นอกจากจะวาดภาพครึ่งตัวแล้ว ก็ยังจะภาพเป็นภาพเล็ก ๆ หลาย ๆ ภาพแล้วนำมาต่อกันเป็นภาพเต็มตัวของคุณแม่ทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งณัฐพรอธิบายว่าเทคนิคนี้เพ้นท์ฟ้าได้มาจากขณะที่เธอเล่นเกมใช้แอพพลิเคชั่นในไอแพด โดยใช้แอพฯ ดังกล่าวตัดรูปที่เธอวาดออกเป็นส่วน ๆ แล้วนำมาประกอบกันใหม่ เมื่อนำภาพมาประกอบกันกลับพบว่าภาพที่ถูกตัดออกไปมีความเหลื่อมกัน ไม่สามารถรวมเข้าเป็นภาพเดียวกันได้โดยสมบูรณ์

"เพ้นท์ฟ้าเอารูปที่เกิดจากการรวมภาพที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วมาถามว่ามันใช้ได้ไหม ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นสร้างมุมมองที่แปลกใหม่ขึ้นมา เพ้นท์ฟ้าก็จึงนำเอาความคิดนั้นไปใช้ในโครงการใหม่ของเธอ" ณัฐพรเล่า

"สิ่งที่เราเห็นกับตากับสิ่งที่เราพูดคุยกับเขามันแตกต่างกัน...ถ้าเราได้พูดคุยเราจะรู้อีกแง่มุมนึงว่าเขาไม่ใช่อย่างนี้ เขาไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นกับตา แต่เขามีอย่างอื่นที่เขาต้องทำแบบนี้" เด็กหญิงกล่าวกับบีบีซีไทย และบอกด้วยว่าเธอวาดภาพเล็ก ๆ ของส่วนต่าง ๆ ของคุณแม่ทั้ง 12 คนและนำมารวมภาพเป็นภาพใหญ่เต็มตัวจะสะท้อนเห็นถึงความไม่สมบูรณ์พร้อมของคน "คนที่เรามองว่าเขาดี ก็อาจจะมีไม่ดีอยู่ ขณะที่คนที่เขาไม่ดีก็อาจจะมีดีอยู่"

"ศิลปะมันสามารถสะท้อนสังคมจากภาพวาดได้ ซึ่งเวลาเราวาดเรื่องอะไรสักเรื่องนึงแล้วมันสะท้อนออกมาได้ คนอื่นเขาก็จะรับรู้เกี่ยวกับการที่เราได้ทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมา" เพ้นท์ฟ้า สรุปถึงโครงการที่เธอกำลังทำอยู่นี้

เพ้นท์ฟ้าอธิบายด้วยว่าที่เลือกทำแบบนี้ "สิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ใช่แค่การทำไปงั้น ๆ แล้วก็จบ ๆ ไป มันเป็นการให้คนได้ลองคิดในแง่อื่นดูว่า ศิลปะในแบบนี้ อาจจะมีแง่คิดแบบอื่นที่คนเขาไม่รู้"

ความฝันในอนาคต

เด็กหญิงบอกว่าความฝันของเธอเป็นจริงเร็วมาก เพราะเธอฝันว่าจะเป็นศิลปินวาดภาพ และก็ได้เป็นแล้ว แต่กระนั้นเธอก็ยังฝันถึงการมีชื่อเสียงในระดับโลก ได้ออกไปสร้างชื่อเสียงให้คนได้รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เหมือนอย่างศิลปินที่เธอชื่นชอบ นั่นก็คือ ปาโบล ปิกัสโซ ซึ่งจิตรกรเอกของโลก และเป็นบุคคลที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปี

"ตอนนี้เป้าหมายในระยะสั้นของเพ้นท์ฟ้าก็คือต้องการไปแสดงงานในต่างประเทศ อยากไปดูงานศิลปะในต่างประเทศ อยากไปเรียนในต่างประเทศ เพื่อให้ได้ความคิดใหม่ ๆ มาช่วยพัฒนางานศิลปะของตัวเอง แต่ตอนนี้ก็คือต้องบ่มเพาะประสบการณ์ไปก่อน ซึ่งนั่นก็ขึ้นกับการตัดสินใจของเพ้นท์ฟ้าเอง" ณัฐพรบอกและย้ำว่าเขาพร้อมที่จะสนับสนุนลูกสาวในทุกการตัดสินใจของเธอ