You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาษีความเค็ม ที่กำลังพูดถึงในขณะนี้
อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า แนวคิดจัดเก็บภาษีความเค็มและไขมัน ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา เผยเน้นเก็บจากอาหารที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรม คาดว่าผลการศึกษาจะเสร็จในเดือน ธ.ค. ก่อนเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา
นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวในวันนี้ (8 พ.ย.) ว่าแนวคิดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอาหารตามปริมาณความเค็ม และปริมาณไขมัน จะยึดแนวทางเดียวกับภาษีความหวานที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน เน้นเก็บจากอาหารที่มีคนบริโภคมาก ๆ มีการผลิตเป็นอุตสาหกรรม สินค้าที่เป็นบรรจุหีบห่อมีการระบุปริมาณโซเดียมชัดเจน ไม่ใช่เก็บจากชาวบ้านทั่วไป
แนวคิดภาษีความเค็ม เก็บจากอาหารกลุ่มไหนบ้าง
นายพชร ระบุกับบีบีซีไทยว่า การพิจารณาหลักเกณฑ์ในรายละเอียด เป็นการอิงกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และยังไม่ชัดเจนว่า เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรมกลุ่มใดบ้าง แต่ยอมรับว่า กลุ่มเครื่องปรุงรส ก็อยู่ในข่ายที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ บีบีซีไทยสอบถามไปยัง ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม หนึ่งในองค์กรเครือข่ายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษทางสุขภาพของการบริโภคเกลือมากเกินไป และศึกษารูปแบบภาษีสุขภาพในต่างประเทศ
ผศ.นพ. สุรศักดิ์ กล่าวว่า แนวคิดภาษีจะจัดเก็บกับเครื่องดื่ม อาหาร ขนมขบเคี้ยว ที่มีความเค็มสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จที่ปริมาณโซเดียมสูงกว่าความต้องการของร่างกาย 2-3 เท่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก ซุปก้อน ขนมกรุบกรอบที่มีความเค็ม ปลาเส้น สาหร่าย ซึ่งยังไม่ได้ลงรายละเอียด ส่วนอาหารที่มีความเค็มระดับปานกลางถึงต่ำไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บ
"บางคนคิดว่าจะเก็บภาษีปลาเค็ม ร้านก๋วยเตี๋ยว คงไม่ใช่แบบนั้น แต่เป็นอาหารที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีปริมาณโซเดียมระบุชัดเจนในหน่วยบริโภค สามารถใช้ปริมาณในการคัดกรองว่าสินค้าอันไหนโซเดียมสูง แม่ค้า ร้านทำปลาเค็มคงไม่กระทบ" ผศ.นพ. สุรศักดิ์ กล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์
ภาษีเค็ม-ไขมัน จะทำให้สินค้าแพงขึ้นหรือไม่
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การเก็บภาษีสินค้าที่มีความเค็มและความมันมาก ยึดรูปแบบเช่นเดียวกับการเก็บภาษีความหวาน โดยจะมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น ให้เวลา 5 ปี ซึ่งหากผู้ประกอบการลดไขมันหรือความเค็มได้เลย ก็จะได้อัตราภาษีลดลง แต่หากลดไม่ได้ก็จะเสียภาษีในอัตราเดิม แต่หากเกินเวลาที่กำหนดแล้วไม่สามารถลดได้ ก็จะเสียภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในทันที
ด้านประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า น่าจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไม่มาก แต่ทั้งนี้ต้องให้เวลาอุตสาหกรรมปรับตัว อย่างเช่น การปรับสูตรให้ความเค็มลดลง แต่ยอมรับว่าหากบังคับใช้ทันที น่าจะกระทบต่อราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องปรุงที่เป็นสูตรโซเดียมต่ำ (Low sodium) ออกมาบ้างแล้ว แต่ราคายังสูงกว่าปกติเล็กน้อย หากกระทรวงการคลัง มีมาตรการลดภาษีให้กับอาหารที่ลดเค็มลง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค
อาหารที่คุณกิน โซเดียมสูงแค่ไหน ?
ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ใน 1 วันร่างกายไม่ควรรับโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเปรียบเทียบเป็นเกลือ 1 ช้อนชา (5 กรัม)
แต่ข้อมูลจาก สสส.ระบุว่า คนไทยบริโภคโซเดียมสูงเกินกว่าค่ากำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 2 เท่า หรือประมาณ 4,350 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากรูปแบบการใช้ชีวิตการบริโภคอาหารที่หวานมันเค็มจัด
อาหารประเภทกับข้าวและอาหารจานเดียวส่วนใหญ่มีโซเดียมเกินกว่า 1,500 มิลลิกรัม ต่อถุงหรือกล่องที่จำหน่าย ซึ่งอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ
ผศ.นพ. สุรศักดิ์ ระบุว่า ต่อมื้ออัตราโซเดียมที่ร่างกายได้รับไม่ควรเกิน 600 มิลลิกรัม อาหารประเภทร้านข้างทาง แกงต่าง ๆ มีความเค็มเกินความต้องการถึง 1.5-2 เท่า เช่น แกงที่ไม่ใช่ประเภทแกงน้ำใส ปริมาณโซเดียมอยู่ที่ราว 1,200-1,300 มิลลิกรัม ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมสูงเกินต่อมื้อถึงร้อยละ 70-80
คนไทย กับโรคไต
"มองในแง่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนในระยะยาว กลุ่มโรคที่เกิดจากการบริโภคเค็ม เช่น ความดันโลหิต ไต หัวใจ อัมพาต นั้นสูงถึง ห้าหมื่นถึงแสนล้าน" ผศ. นพ. สุรศักดิ์ บอกถึงความจำเป็นในการรณรงค์ให้ประชาชนลดการบริโภคเค็มเกิน
หากดูสถิติของคนไทยที่ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีจำนวนราว 39,400 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.2560) ตามการเปิดเผยของ นพ.มารุต จิรเศรษฐสิริ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ใช้สิทธิบัตรทอง เป็นผู้หญิงร้อยละ 51 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งกว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 15-49 ปี แต่อย่างไรก็ดี ก็มิได้หมายความว่าเพศหญิงนั้นมีอัตราการเป็นไตวายมากกว่าชายจากการกินเค็ม เพราะว่าไตวายในหญิง อาจเกิดจากความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับตั้งครรภ์ อาทิ ภาวะครรภ์เป็นพิษ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์ รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองได้ด้วย