You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใด "แร็พ Thailand 4.0" เทียบไม่ได้กับ "ประเทศกูมี"?
แม้รัฐบาลออกมาปฏิเสธว่า การปล่อยมิวสิควิดีโอ "แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้" ออกมาไม่ใช่เพื่อตอบโต้กระแสอันร้อนแรงจากเนื้อหาสะท้อนสังคม ตรงใจในเพลง "ประเทศกูมี" ที่วันนี้มียอดวิวทะลุเกือบ 30 ล้านครั้งแล้วภายในระเวลา 2 สัปดาห์ แต่นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนกลับมองว่า "นี่คือการแก้เกมของรัฐบาล"
หากมองในแง่การสื่อสาร นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เพลงแร็พจากรัฐเทียบไม่ได้กับประเทศกูมี เพราะต่างกันคนละขั้วทั้งในแง่เนื้อหาและจิตวิญญาณ
"คุณคิดว่าเนื้อหาเพลงใน แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้ แตกต่างจากสิ่งที่คนไทยได้ยินจากข่าวประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล หรือรายการทีวีที่ออกอากาศทุกหกโมงเย็น หรือทุกสองทุ่มทุกวันศุกร์ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหรือไม่" รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผอ.หลักสูตรปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ถาม
นักวิชาการรายนี้อธิบายเพิ่มเติมว่า "คำตอบเห็นชัดอยู่แล้วว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการใช้เพลงเฉพาะกิจนี้ ลดทอนกระแสเพลงประเทศกูมี ที่มาจากภาคพลเมือง เยาวชน ในขณะที่เนื้อหาของเพลงก็เป็นข่าวอยู่แล้ว มีการวางแผนใช้ความคิดสร้างสรรค์ก่อนที่จะมีการผลิตดออกมา"
สำหรับมิวสิควิดีโอ "แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้" เผยแพร่ผ่านบัญชีทางการของยูทิวบ์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่าน ถึงขณะนี้มียอดผู้เข้าชมราว 3.4 ล้านครั้ง ในขณะที่สื่อมวลชนให้ความสนใจในการรายงานในส่วนจำนวนไลก์ (ชอบ) และดิสไลก์ (ไม่ชอบ) ด้วย ซึ่งเพลงดังกล่าวมียอดไลก์ราว 2,700 ครั้ง ส่วนยอดดิสไลก์มีมากกว่า 44,000 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อ 5 พ.ย. ถึงกรณีดังกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีความตั้งใจในการนำมาชนกับเพลงประเทศกูมี เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่ได้เตรียมไว้แล้วตั้งแต่ 3-4 เดือนแล้ว ในห้วงเวลาที่มีนักธุรกิจกลุ่มสตาร์อัพมาพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และต้องการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความหมายของ "ไทยแลนด์ 4.0" จากนี้รัฐบาลยังมีแผนการแต่งเพลงใหม่ๆ จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย
เจาะรุ่นใหม่ ในเวลาไม่เหมาะสม
สิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังไม่อธิบายเพิ่มเติมคือทำไมจึงต้องเผยแพร่เพลงดังกล่าวในห้วงเวลานี้
ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า นี่คือกลยุทธ์อันหนึ่งของรัฐบาลในการเจาะคนรุ่นใหม่และการแก้เกมความร้อนแรงของเพลงประเทศกูมี แต่ว่ามาในจังหวะไม่เหมาะสมมากนัก
"เมื่อถามว่าจะมีผลในเรื่องคะแนนเสียงหรือไม่ เป็นเรื่องที่พูดยาก อยู่กับคนที่ฟังว่าชอบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มคนสนับสนับสนุนรัฐบาล ก็พร้อมที่จะเชื่ออยู่แล้ว" ดร. มานะกล่าว
รศ.ดร.อัศวิน กล่าวเสริมว่า หากพิจารณาเนื้อหาและองค์ประกอบของเพลงที่เผยแพร่จากฝั่งรัฐบาลจะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งสะท้อนนโยบายรัฐบาล และใช้ภาพที่เคยเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น ภาพในงานที่จัดขึ้นโดยภาครัฐ บุคคลสำคัญในรัฐบาลมากกว่า และร้อยเรียงมาในทำนองที่ "ทำให้เหมือนเป็นเพลงแร็พ"
"ประเทศกูมี "มาในเวลาใช่หรือไม่
สำหรับปรากฏการณ์เพลงประเทศกูมี นอกจากจะมาในเวลาที่เหมาะสมแล้ว แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างในห้วงเวลาอันสั้น
รศ.ดร.อัศวิน อธิบายว่า มีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการที่ทำให้ประเทศกูมีประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ความนิยม การสร้างผลกระทบต่อสังคม และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามแบบประชาธิปไตย ได้แก่
- เนื้อหาสะท้อนความเป็นจริงของสังคม ในคำร้องคือเหตุการณ์ที่เป็นข่าวปรากฏตามหน้าสื่ออยู่แล้ว จึงไม่ยากที่เข้าถึงผู้ชมผู้ฟังได้ ถึงแม้ว่าศิลปินที่ขับร้องจะถือว่าไม่มีชื่อเสียงมากนักในแวดวงดนตรี หรืออาจจะกล่าวได้ว่า กลุ่ม Rap Against Dictatorship เป็นกลุ่มโนเนมก็ว่าได้
- พูดแทนคนในสังคม ภายใต้ภาวะที่รัฐบาลรัฐบาล คสช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบดั้งเดิม หรือแม้แต่สื่อออนไลน์ มีกลไกรัฐติดตาม ควบคุม กำกับทิศทางเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องยากที่เสียงสะท้อนของประชาชนจะปรากฏเป็นวงกว้าง ซึ่งการที่มีเพลงเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์แบบตรง ๆ จึงกลายเป็นตัวแทนและเสียงโต้กลับการบริหารและปกครองของ คสช. และทำให้เพลงประเทศกูมีเข้าถึงและได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
- แรงส่งจากปฏิกิริยาของสามัญสำนึกของระบอบเผด็จการ อำนาจนิยม ไม่นานหลังจากเพลงประเทศกูมีเป็นกระแสสังคม ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐออกมาให้ข่าวในเชิงตรวจสอบเนื้อหาและเอาผิดกลุ่มศิลปิน
"ถ้ามองจริง ๆ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากแรงส่งจากปฏิกริยาสามัญสำนึกของระบบเผด็จการ อำนาจนิยม ที่จะเน้นการใช้กฎหมายมาตัดกำลังก่อน ไม่ว่าจะเป็น การที่โฆษกรัฐบาลออกมาออกความเห็นก็ดี หรือเจ้าหน้าที่รายอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นองคาพยพ แบบคสช. ตอกย้ำ ความเป็นอำนาจนิยม ยิ่งกระพือกระแสให้ ประเทศกูมียิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น" นักวิชาการรายนี้กล่าว
"แร็พ" ทำหน้าที่คล้าย "เพลงเพื่อชีวิต"
บีบีซีไทยสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีแร็พรายหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม บอกว่า ในวงการดนตรีในไทย เพลงแร็พเป็นส่วนหนึ่งของวงการมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่แทรกซึมในแนวเพลงต่าง ๆ แต่ที่เพิ่งได้รับความนิยมก็เนื่องจาก 2 ปัจจัยคือ สื่อกระแสหลักเริ่มเปิดโอกาสมากขึ้น เช่น ผ่านรายการแข่งขันทักษะการแร็พ กลายเป็นจุดเปลี่ยนกลุ่มผู้ฟังขยายไปยังกลุ่มครอบครัวมากขึ้น ในขณะเดียวกัน บทบาทของสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงทำให้เพลงแร็พฝ่ากระแสขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีในกระแสในปัจจุบัน
"แม้ว่าเวลา หรือ สื่อจะเปลี่ยนแปลงไป แต่จิตวิญญาณของเพลงแร็พ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการบอกเล่าความรู้สึก เรื่องราวชีวิต หรือบางครั้งก็สะท้อนแง่คิดทางการเมือง ทำหน้าที่ไม่ต่างเพลงเพื่อชีวิต" ผู้เชี่ยวชาญคนนี้กล่าวเสริม
หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา เคยรายงานเกี่ยวกับความเป็นมาของเพลงแร็พ รวมทั้งฮิปฮอปไว้ว่า เป็นวัฒนธรรมคนผิวดำ เริ่มต้นขึ้นมาในสถานะวัฒนธรรมใต้ดินของพลเมืองชั้นสองชั้นสามในสังคมอเมริกัน แล้วก้าวขึ้นมาบนดิน เมื่อราว 44 ปีก่อน แต่มีพัฒนาการมาโดยตลอดจนได้รับการยอมรับในสังคมอเมริกัน และวงการดนตรี รวมทั้งในไทย ในรายงานฉบับดังกล่าวยังกล่าวว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้น คือชัยชนะอย่างหนึ่งของคนผิวสีที่โดนสังคมกดทับ มานานแสนนาน