You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
หน้าหนาวถึงคราวหาคู่ แค่ความเชื่อหรือพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ความเชื่อที่ว่าเมื่อเข้าหน้าหนาว ถึงคราวคนโสดควรจะต้องมองหาคู่นี้มีทั้งในโลกตะวันตกและไทย งานวิจัยต่างประเทศไม่น้อยชี้ว่าเกิดจากสัญชาตญาณของมนุษย์แต่โบราณที่พัฒนาเพื่อความอยู่รอด ขณะที่แพทย์ไทยและบลอกเกอร์ชื่อดัง บอกว่าความอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นสิ่งที่มนุษย์ล้วนใฝ่หา
ภาษาอังกฤษมีคำว่า 'Cuffing Season' หรือ ฤดูหาคู่ ซึ่งเป็นช่วงที่เชื่อกันว่ามีทั้งหญิงและชายใฝ่หาคู่เพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูใบร่วงและฤดูหนาว ราวเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปีในพื้นที่บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตร
ในขณะเดียวกัน ไทยเองก็มีคำกล่าวทั่วไปว่าหน้าหนาวถึงคราวหาคู่มาตัั้งแต่อดีต ทั้งที่เป็นบทกลอน หรือเพลง หรือเป็นคำพูดเชิงเย้าหยอกกันทั่วไป
วิทยาศาสตร์กับการหาคู่ยามหนาว
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกตะวันตกได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกับความรู้สึกต้องการผูกพันทางกายและใจกับใครสักคน และพบว่ามีหลักฐานถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่ทำให้เกิดความต้องการหาคู่เช่นนั้นจริง
"ในอดีต มนุษย์ยังไม่มีเครื่องมือซับซ้อนต่าง ๆ อากาศหนาวนั้นเป็นอันตรายกับคนมากกว่าอากาศร้อน ดังนั้นคนในสมัยนั้นจึงต้องเข้ามาอยู่ด้วยกันทำให้ความอุ่นในตัวส่งถึงกันได้ เข้ามาหากันเพราะความอบอุ่น เพื่อที่จะอยู่รอด" นพ.ปีย์ เชษฐโชติศักดิ์ กล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์
นพ. ปีย์เป็นผู้ที่สนใจเรื่องความรู้สึกและอารมณ์ของมนุษย์ เขาศึกษางานวิจัยต่าง ๆแล้วนำมาเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Theory of Love ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามมากกว่า 80,000 คน รวมทั้งได้รวบรวมข้อเขียนต่าง ๆ ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อเดียวกันนี้ด้วย
เขาเห็นว่าวิวัฒนาการของมนุษย์น่าจะทำให้คนเราผูกพันและเข้าหากับสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความอบอุ่นทั้งทางกายและในเชิงจิตวิทยา
คำพูดของเขาสอดคล้องกับรายงานการวิจัยของตะวันตกหลายชิ้นที่ระบุว่าในยามที่มีความหนาวนั้นจะทำให้ เซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทท หรือ "ฮอร์โมนความสุข" มีระดับที่ลดลงทำให้คนอาจรู้สึกไร้สุข เหงาเปล่าเปลี่ยว จึงทำให้ต้องหันไปมองหาความอบอุ่นทั้งกายและใจจากคนอื่น
นอกจากนี้ก็ยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่ระบุว่า ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone ) ซึ่งควบคุมแรงขับทางเพศจะเพิ่มขึ้นในช่วงอากาศหนาว
งานวิจัยจาก Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2546 เป็นการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเพศชายจำนวน 1,548 คน ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ ซึ่งประชากรในภูมิภาคดังกล่าวจะพบกับอุณหภูมิและแสงแดดที่แปรเปลี่ยนอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่งปีพบว่า ระดับเทสโทสเตอโรนจะลดลงต่ำสุดในเดือนที่มีอุณหภูมิที่สูงที่สุดและระยะเวลาแสงแดดที่ยาวนานที่สุดหรือในหน้าร้อน ส่วนระดับที่สูงที่สุดจะพบในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนอันเป็นช่วงที่อากาศเย็นลงและเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว การเพิ่มขึ้นดังกล่าวก็จะทำให้เพศชายมองหาคู่ของตัวเองมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาอื่น ๆ ของปี
ในบทความเรื่อง Is 'Cuffing Season' Really Just Human Mating Season? The Science Behind The Millennial Phenomenon ในเว็บไซต์ Medical Daily ซึ่งสัมภาษณ์น.พ. สก๊อตต์ คาร์รอลล์ จิตแพทย์ที่ศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่าหากกล่าวกันในเชิงจิตวิทยาแล้ว มนุษย์เราจะหาคู่ในช่วงฤดูหนาวมากที่สุด ช่วงเทศกาลในฤดูหนาวอย่างเช่น เทศกาลขอบคุณพระเจ้าหรือคริสต์มาสนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่จะไปพบครอบครัวหรืออยู่กับคนรัก
นพ. ปีย์ยังบอกด้วยว่าหากจะพูดเรื่องงานวิจัยที่พูดเกี่ยวกับอารมณ์และอุณหภูมิแล้ว มักจะพูดถึงความอบอุ่น และความหนาวเย็นที่ในเชิงภาษาด้วย ซึ่งก็น่าจะหมายถึงว่าคนจะพยายามหลีกหนีจากความรู้สึกหนาวเย็นทั้งทางกายและใจ โดยการแสวงหาความผูกพันที่ก่อให้เกิดความอบอุ่นขึ้น
"คำว่าหนาว เย็นชา อุ่น ก็เป็นคำที่ใช้เรื่องอุณหภูมิเข้าเป็นแนวคิดเพื่ออธิบายบุคลิกและสัมพันธภาพระหว่างคน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็มีคำนี้อยู่ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน"
ความรักและการอกหักก็เกี่ยวพันกับฮอร์โมน
นพ. ปีย์กล่าวว่าการทำเพจของเขาเนื่องมาจากความสนใจของตัวเองที่อยากจะหาคำตอบเรื่องต่าง ๆ ให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ จึงได้เริ่มศึกษางานที่เขียนถึงเรื่องเหล่านี้ และเมื่อรู้เรื่องแล้วก็จะคิดว่าควรจะเอามาแบ่งปันให้คนได้รู้บ้าง เพราะในไทยยังไม่ค่อยมีงานแบบนี้มากนัก
"พวกวัยรุ่นที่เข้ามาอ่านในเพจก็จะถามเรื่องหลักอย่างเช่น ทำไมถึงตกหลุมรัก ทำไมอกหักแล้วจึงรู้สึกทรมานมากนัก พอพวกเขาสับสนก็อยากจะหาอะไรยึดเหนี่ยว อยากรู้ว่าเกิดปฏิกริยาอะไรขึ้นในร่างกาย"
นพ.ปีย์ อธิบายด้วยว่า เมื่อคนเราอกหักนั้น สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความเจ็บปวดจะทำงานไปด้วย จึงทำให้คนรู้สึกเหมือนว่ามีการเจ็บปวดทางกายเช่นที่หัวใจ เคยมีการทดลองของนักวิจัยตะวันตกโดยเอายาแก้ปวดให้คนที่อกหักกินแล้วก็มีอาการดีขึ้น
"แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องไปกินยาแก้ปวดเมื่ออกหัก เพราะมันไม่ได้แก้ไขได้ทั้งหมด " นพ.ปีย์เตือน
ในขณะที่เรื่องของความรักนั้น เขากล่าวว่าเป็นเรื่องของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเช่นกัน
"มนุษย์พอเข้าถึงวัยเจริญพันธุ์ ก็มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ฮอร์โมนนี้จะทำให้เรามองหาคู่ สร้างความพร้อมของการตกหลุมรัก ขั้นต่อไปก็คือเมื่อเจอคนที่ถูกใจ ก็กลายเป็นตกหลุมรัก ...ทำให้เกิดความสุข มันคืออาการหลั่งของโดปามีน ซึ่งเหมือนกับอาการของคนติดยา"
แต่หลังจากนั้นอีกหกเดือน ร่างกายจะลดระดับของโดปามีน หรือที่หลายคนเรียกว่า 'สารความสุข' ลง เพราะว่ามันใช้พลังงานของร่างกายมากเกินไป ไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตของมนุษย์
"ทำให้ความรู้สึกไม่โหยหา ไม่เป็น 'ช่วงโปรโมชั่น' อีกต่อไป และถึงจุดหนึ่งระบบฮอร์โมนจะเปลี่ยนเป็นออกซิโทซิน ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน มันก็จะเป็นระบบไม่รักนะจ๊ะ จุ๊บจุ๊บ แต่เป็นความรู้สึกของเพื่อนที่รู้จักมานาน คล้าย ๆ ความผูกพันระหว่างแม่กับลูก เพราะในยามที่ผู้หญิงคลอดลูกก็มีฮอร์โมนนี้หลั่งออกมา" นพ. ปีย์ อธิบาย
อย่างไรก็ตามเขาก็ยังระบุด้วยว่ามิได้หมายความว่าฮอร์โมนจะเป็นปัจจัยเดียวที่ควบคุมว่ามนุษย์จะอยู่ได้ด้วยกันไปนานเท่าใด หรือต้องตกหลุมรักกัน ฮอร์โมนเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องอันซับซ้อน
"แต่อย่างน้อยมันก็เป็นคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ที่จับต้องเห็นได้เป็นเหตุเป็นผลชัดเจน"