ศูนย์วิเคราะห์เตือนไทย สนามบินหลักขยายตัวไม่ทันจำนวนนักท่องเที่ยว

เตือนไทย สนามบินหลักขยายตัวไม่ทันจำนวนนักท่องเที่ยว

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

FT Confidential Research (FTCR) หน่วยงานวิเคราะห์ในเครือหนังสือพิมพ์ Financial Times ของอังกฤษ ออกรายงานว่าด้วยความท้าทายที่สนามบินหลักในไทยกำลังเผชิญเนื่องมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

FTCR ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยงต่างชาติทำให้สนามบินหลักของประเทศหนาแน่น ขยายตัวไม่ทัน และจะเป็นผลร้ายต่อการท่องเที่ยวในอนาคต

เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยติดอันดับ 18 ของโลกในด้านจำนวนผู้โดยสารทางอากาศ และภายในปี 2036 สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) เชื่อว่าไทยน่าจะพุ่งขึ้นสู่ 10 อันดับแรกของโลก

จำนวนผู้โดยสารที่สนามบินหลัก 6 แห่งของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอโอที เติบโตอย่างรวดเร็วตลอดหลายปีที่ผ่านมา และปีนี้อาจสูงถึง 140 ล้านคน เป็นผลจากความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งเฉพาะในปี 2018 คาดว่าจะนำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท

สายการบินต้นทุนต่ำมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในสนามบินขนาดเล็กทั่วประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สายการบินต้นทุนต่ำมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในสนามบินขนาดเล็กทั่วประเทศ

ถึงแม้สนามบินในหลายจังหวัดมีแผนขยับขยายเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น แต่ FTCR เชื่อว่ายังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสนามบินที่สำคัญหลายแห่ง และจะกลายเป็นความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งปัญหาด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวในอนาคต

ผู้โดยสารเกินขีดจำกัดของสนามบิน

ทุกวันนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนามบินที่ใหญ่ที่สุดของไทย กำลังรองรับผู้โดยสารเกินกว่าจำนวนที่ออกแบบไว้ เช่นเดียวกับสนามบินสำคัญอีก 3 แห่ง ได้แก่ สนามภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญ ที่กำลังประสบกับภาวะผู้โดยสารเกินขีดจำกัดของสนามบิน

ถึงแม้การเติบโตเช่นนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย มันยังถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทั่วประเทศ เมื่อผู้โดยสารขาเข้าจากต่างประเทศในปีนี้ อาจมีจำนวนสูงถึง 38 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเมื่อปี 2011 ในขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำได้เพิ่มจำนวนผู้โดยสารตามสนามบินขนาดเล็กในจังหวัดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ความล้าช้าในการต่อคิวที่สนามบิน หรือความไม่พอใจของผู้โดยสารเท่านั้น

เมื่อปี 2016 ผู้อำนวยการใหญ่ของไออาตา กล่าวเตือนว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยกำลังอยู่ใน "ภาวะเสี่ยง" เนื่องจาก "ปัญหาสำคัญในด้านความปลอดภัย ขีดจำกัดในการรับผู้โดยสาร และต้นทุน" ซึ่งนับตั้งแต่นั่นไออาตาก็ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยเพื่อวางแผนแม่บทเพื่อให้สามารถดำเนินการตามมาตรฐานสากลให้ได้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ต้องเผชิญกับอุบัติเหตุทางอากาศที่ร้ายแรง อย่างไรก็ตาม สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินหลักหลายแห่ง ได้พบกับปัญหาพื้นยางมะตอยชำรุดจนทำให้ต้องปิดรันเวย์บางส่วนเพื่อซ่อมแซมอยู่หลายครั้ง รวมถึงเหตุรันเวย์ร้าวที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต ซึ่งส่งผลให้กว่า 130 เที่ยวบินต้องถูกยกเลิก นอกจากนี้ นักบินหลายคนเคยแสดงความกังวลถึงความปลอดภัยของรันเวย์ในสนามบินของไทย

ดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนินมของชาวจีน

ที่มาของภาพ, NurPhoto/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนินมของชาวจีน

ขยายสนามบินแล้วก็ยังไม่พอ

ถึงแม้จำนวนผู้โดยสารที่สนามบินหลักทั้ง 6 แห่งของเอโอที มีการเติบโตที่ช้าลงตั้งแต่ปี 2015 แต่ก็ยังเพิ่มขึ้นในอัตรา 7.8% ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งแต่หากยังเติบโตเช่นนี้ ปัญหาผู้โดยสารล้นสนามบินจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว

การเติบโตที่ช้าลงสนามบินของเอโอทีนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการขายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำ ที่เปลี่ยนมาบินไป-กลับ ระหว่างจังหวัดอื่น ๆ โดยไม่เปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพฯ หรือสนามบินหลักอื่น ๆ เพื่อช่วยลดความหนาแน่นของจราจร

นับตั้งแต่ปี 2014 ผู้โดยสารเที่ยวบินนานาชาติ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 9% ต่อปี และคิดเป็น 58% ของปริมาณผู้โดยสารทั้งหมดที่ใช้บริการสนามบินของเอโอที และหากยังเติบโตเช่นนี้ ก็จะทิ้งห่างจำนวนผู้โดยสารในประเทศยิ่งกว่าในปัจจุบัน

การเร่งขยายสนามบินให้ทันท่วงทีจึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการบินไทย

สนามบิน

ที่มาของภาพ, Getty Images

ขณะนี้เอโอที ได้เริ่มโครงการขยายพื้นที่สนามบินในกรุงเทพฯ ทั้งสองแห่ง และเพิ่งประกาศแผนที่จะสร้างสนามบินที่สอง ในภูเก็ตและเชียงใหม่ แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

จากการคาดการณ์การเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร สนามบินในกรุงเทพฯ จะยังต้องรับมือกับจำนวนผู้โดยสารที่เกินขีดจำกัดในช่วงทศวรรษที่กำลังจะมาถึง ถึงแม้จะมีแผนขยายสนามบินให้ใหญ่ขึ้นก็ตาม และหากแผนการขยายสนามบินเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ปริมาณผู้โดยสารก็อาจจะกลับมาอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า 100% ได้ในช่วงปี 2020-21 เท่านั้น ก่อนจะกลับสู่สภาพคล้ายเดิมภายในปี 2025

หากสนามบินอู่ตะเภาที่ จ. ระยอง สามารถเปิดใช้งานส่วนต่อขยายได้ตามแผนของรัฐบาล คสช. ที่จะผลักดัน ตามความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ใน จ. ชลบุรี ที่จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคนต่อปีและเชื่อมต่อมายังสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของสนามบินทั้งสองแห่งได้ ทั้งนี้ FTCR คาดว่าการก่อสร้างทั้งหมดนี้น่าจะต้องใช้เวลาราว 10 ปีหรือนานกว่านั้น

ขณะที่แผนของเอโอที ที่จะก่อสร้างสนามบินในจังหวัดใกล้เคียง คือ ลำพูน และพังงา ให้ทันเปิดใช้ในปี 2025 เพื่อแบ่งเบาภาระให้สนามบินเชียงใหม่ และภูเก็ต โดยแต่ละแห่งจะรองรับผู้โดยสารได้ราว 10 ล้านต่อปี อย่างไรก็ตาม แต่ถึงกระนั้น FTCR ก็ประเมินว่ายังไม่เพียงพอในระยะยาว โดยคาดว่าสนามบินเชียงใหม่และภูเก็ตจะต้องกลับมารับมือกับผู้โดยสารเกินขีดจำกัดอย่างมากภายในปี 2028