ประชาธิปัตย์: ชิงหัวหน้าพรรค หรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศ กำลังจะเปิดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ทว่าเส้นทางการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ
กลุ่ม 10 มกราฯ เกิด "วันเด็ก" ก่อนแตกหัก ปชป.
ความขัดแย้งภายใน ปชป. ที่ถูกยกให้เป็น "ตำนาน" หนีไม่พ้นการเกิดขึ้นของนักการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่ม 10 มกราฯ" เพราะไม่เพียงสร้างความระส่ำระสายภายในพรรค แต่ยังส่งผลสะเทือนจนรัฐบาลต้องล้มไป
ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งเริ่มก่อตัวแบบเงียบ ๆ ภายหลังการเลือกตั้ง 27 ก.ค. 2529 โดย ปชป. กวาด ส.ส. เข้าสภาได้ 100 คนจากทั้งหมด 347 คน ซึ่งเป็นผลจากการผนึกกำลังระหว่างหัวหน้าพรรคคนที่ 4 พิชัย รัตตกุล กับเลขาธิการพรรคคนที่ 10 วีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์)
พรรคอันดับ 1 อย่าง ปชป. จับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุน พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย โดย ปชป. ได้โควต้ารัฐมนตรีมาทั้งหมด 16 ตำแหน่ง ทว่าได้เกิดเหตุ "ฤาษีแปลงสาร" ขึ้น หลังชื่อ เด่น โต๊ะมีนา และ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ไปไม่ถึงมือ "ป๋าเปรม" จนชวดเก้าอี้รัฐมนตรีไป ทั้งที่ตอนวีระส่งเทียบเชิญให้นักการเมืองหลายกลุ่มย้ายมาสวมเสื้อ ปชป. ลงสนามเลือกตั้ง รวมถึง "กลุ่มวาดะห์" ซึ่งมีฐานเสียงอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเปิดดีล-เปิดสูตรไปว่า "7 ส.ส. แลก 1 เก้าอี้ รมต." โดยที่กลุ่มวาดะห์ของ เด่น ก็เข้าสภาได้ครบดีล 7 คน (หนังสือ "ฉะแฉฉาว", มติชน, 2549)
ซ้ำร้ายยังปรากฏชื่อ พิจิตต รัตตกุล ส.ส.กทม. สมัยแรก บุตรชายของ พิชัย ขึ้นแท่นเป็น รมว. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน ทั้งที่ยังอ่อนอาวุโส
วีระกล่าวไว้ในหนังสือ "ฉะแฉฉาว" ว่า "ไม่ได้สอบถามเหตุผลกับหัวหน้าพรรค เพราะเริ่มทะเลาะกัน ไม่มองหน้ากันแล้ว เอ๊ะ... อย่างนี้มันเบี้ยวกันนี่"
บรรยากาศที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นคือ ตั้งป้อมเข้าหากัน กินกาแฟคนละกลุ่ม นั่งประชุมพรรคคนละซีก บางครั้งการประชุมรุนแรงถึงขั้นผลักโต๊ะจนล้มระเนระนาด ก่อนเกิดความเหตุบาดหมางขั้นรุนแรง เมื่อเลขาธิการพรรคเปิดฉาก "สาวไส้" หัวหน้าพรรค ด้วยการกล่าวหาว่าใช้เงิน "ไม่โปร่งใส" พร้อมเรียกร้องให้แสดงบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งปี 2529
ความแตกแยกภายใน ปชป. ลุกลามบานปลายไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ ส.ส. ปีก วีระ ได้สวนมติพรรค-พร้อมใจกัน "งดออกเสียง" ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นผลให้ ร.ต.อ. สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ รมว.พาณิชย์ โควต้าพรรคกิจสังคม ต้องลาออกจากตำแหน่งหลังทำหน้าที่ได้เพียง 3 เดือน

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images
แล้วจุดแตกหักก็มาถึง เมื่อต่างฝ่ายต่าง "ลั่นกลองรบ" ก่อนการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 10 ม.ค. 2530 ซึ่งตรงกับวันเด็กแห่งชาติของปีนั้น
พิชัยคนเดิมได้รับแรงสนับสนุนจาก ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน, พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์, ประจวบ ไชยสาส์น ให้ทำหน้าที่ต่อ โดยมี เฉลิมพันธ์ เป็นผู้ท้าชิง ท่ามกลางแรงผลักดันจาก วีระ, จาตุรนต์ ฉายแสง, ถวิล ไพรสณฑ์, เดโช สวนานนท์
ผลคือพิชัยเป็นฝ่ายชนะ วีระจึงหลุดเก้าอี้เลขาธิการพรรคโดยปริยาย ก่อนประกาศรวบรวม ส.ส. ราว 40 ชีวิตจัดตั้งกลุ่มการเมืองอิสระในพรรค ซึ่งสื่อมวลชนตั้งฉายาว่ากลุ่ม "10 มกราฯ" โดยยึดตาม "วันแตกหัก" นักการเมืองกลุ่มนี้ประกาศตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้บริหาร ปชป. ขณะเดียวกันยังกดดัน "ป๋า" ให้เจียดโควตา รมต. จากส่วนกลางพรรคมาให้สมาชิกในกลุ่ม ทว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ถูกสนองตอบ
กระทั่งรัฐบาล พล.อ. เปรมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร เข้าสภา กลุ่ม 10 มกราฯ ได้ตั้งป้อมค้าน-ตีตกกฎหมาย เป็นผลให้ พล.อ. เปรม ต้องประกาศยุบสภาเพื่อยุติความขัดแย้งภายในพรรครัฐบาล
พิชัย ประกาศไม่ส่งกลุ่ม 10 มกราฯ ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็น "กบฎพรรค" ลงสนามเลือกตั้ง 24 ก.ค. 2531 เฉลิมชัย-วีระ จึงแยกวงออกไปตั้งพรรคประชาชน ปิดฉากความขัดแย้งครั้งประวัติศาสตร์ภายใน ปชป.
ความพ่ายแพ้ครั้งแรกของ สุเทพ ก่อน ปชป. ได้ "ผลัดใบ"

ที่มาของภาพ, ABHISIT VEJJAJIVA/FB
"ศึกใน" ปชป. กลับมาอุบัติใหม่ในการชิงชัยเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนที่ 6 เมื่อปี 2546 แม้จบลงอย่างไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ไม่เกิดปรากฏการณ์ "เลือดไหล" ออกจากพรรค ทว่าก่อนนาทีแห่งบทสรุปจะมาถึง กลุ่ม "ทศวรรษใหม่" กับกลุ่ม "ผลัดใบ" ได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด เดินสายหาเสียงจากโหวตเตอร์ทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ส.ส., กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และประธานสาขาพรรค
บัญญัติ บรรทัดฐาน คือตัวแทนกลุ่มทศวรรษใหม่ที่จะขึ้นเป็น "หัว" โดยขายเป็น "แพ็คคู่" กับแคนดิเดตเลขาธิการพรรคที่ชื่อ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ คนสนิทของอดีตเลขาธิการพรรคคนที่ 11 พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ใช้บ้านสนามบินน้ำของ เสธ.หนั่นเป็นกองบัญชาการรบ
ขณะที่กลุ่ม "ผลัดใบ" เชิด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นักการเมืองดาวรุ่งวัย 38 ปี (ขณะนั้น) ขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่เบื้องหลังการเดินกลเกมหาเสียงในพรรคทั้งบนดิน-ใต้ดิน โดยมี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ, นิพนธ์ พร้อมพันธุ์, จุติไกรฤกษ์, วิฑูรย์ นามบุตร, อัญชลี วานิช เทพบุตร, ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นทีมงาน
การห้ำหั่นครั้งนั้นจบลงที่ชัยชนะของ บัญญัติ ชนิดที่ สุเทพ ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ถึงขั้นออกปากกับคนใกล้ชิดว่า "เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมแพ้..." ภาพใบหน้าเซ็ง ๆ ของ สุเทพ ปรากฏต่อสื่อมวลชนหลายสำนักที่ไปถ่ายทอดบรรยากาศการประชุมใหญ่ ปชป.

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
แต่ถึงกระนั้นฝ่ายผู้ปราชัยยังสมัครใจเป็นขุนพล-แม่ทัพ-นายกองให้พรรคเดินเข้าสู่สนามรบใน "ศึกเลือกตั้ง 2548" เพื่อต่อสู้กับ ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย
สุดท้ายก็เป็น ปชป. ที่เป็นฝ่ายแพ้ราบคาบ-ตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" ในรอบ 10 ปี แม้แต่เก้าอี้ผู้นำ ปชป. ยุค "ทศวรรษใหม่" ก็ไม่อาจรักษา บัญญัติลุกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคตามที่ลั่นวาจาไว้-เปิดทางให้ทีม "ผลัดใบ" ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ ขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นใหม่นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้
นวัตกรรม "ศึกสายเลือด" ชิงหัวหน้าพรรคคนที่ 8
มาถึง "ศึกชิงหัวหน้าพรรคคนที่ 8" เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าหากพรรค 7 ทศวรรษไม่สละ อภิสิทธิ์ อาจหมดสิทธิได้ร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2562

ที่มาของภาพ, Democrat Party
หัวหน้าพรรคที่ถูก "เลื่อยขาเก้าอี้" จึงคิดค้น-สร้าง "นวัตกรรม" ให้บรรดา "เลือดแท้ ปชป." เข้าสู่ระบบการหยั่งเสียงเลือกตั้ง (ไพรมารี) เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งเขาเคยยอมรับกับบีบีซีไทยว่าได้ยินข่าวลือนี้ แต่ "ไม่เคยคิดถอย" ในศึกสายเลือดครั้งนี้ โดยแคนดิเดตหัวหน้าพรรคที่มีกลุ่มก้อนการเมืองภายในพรรคสนับสนุนอย่างจริงจังถึงขั้นตั้งกลุ่ม "เพื่อนหมอวรงค์" ก็คือ นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส. พิษณุโลก นั่นเอง ที่จับมือกับแคนดิเดตเลขาธิการพรรคคนที่ 17 อย่าง ถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส. สงขลา และอดีตแนวหน้า "ม็อบนกหวีด" ทั้งนี้ ถาวร อ้างว่า "มวลมหาประชาชนต้องการเห็นการปฏิรูปพรรค"
หาก นพ. วรงค์ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้พรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้มีผู้นำพรรคเป็น "ชาวเหนือ" เป็นครั้งแรก หลังภาพลักษณ์ "พรรคปักษ์ใต้" ฝังอยู่กับ ปชป. มากว่า 2 ทศวรรษนับจากยุค ชวน หลีกภัย ขึ้นเป็นผู้นำพรรคในปี 2534 สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง 8 ครั้งหลังสุดที่ ส.ส. ภาคใต้เป็น "เสียงส่วนใหญ่" ใน ปชป.
สมบัติ ยะสินธุ์ อดีต ส.ส. แม่ฮ่องสอน และสมาชิกกลุ่มเพื่อนหมอวรงค์ กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่าพื้นที่ภาคเหนือและอีสานเป็นจุดอ่อนของ ปชป. จึงต้องเลิกเป็น "พรรคภูมิภาค" แต่ทำให้เป็นพรรคของคนทั้งประเทศ ดังนั้นหัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องผูกขาดว่าเป็นคนใต้ หรือชาว กทม. แต่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
"เราไปล้างภาพในอดีตไม่ได้ แต่เราต้องสร้างใหม่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ ต้องเป็นของมหาชนทุกภาค" นักการเมืองกลุ่มเพื่อนวรงค์กล่าว

ที่มาของภาพ, BBC Thai
อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าก่อนออกมาเปิดตัวสนับสนุน นพ.วรงค์ ได้ปรึกษาผู้ใหญ่ของพรรค และได้เข้าพบชวนถึง 2 รอบ ซึ่งประธานสภาที่ปรึกษา ปชป. ก็ไม่ขัดข้องและบอกว่า "ทำถูกต้องแล้ว" และ "ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของทุกคน" นอกจากนี้ชวนยังเล่าถึงบรรยากาศในช่วงที่เขาชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคกับ มารุต บุนนาค ว่าการแข่งขันเป็นวัฒนธรรมของพรรค เมื่อเกมจบก็ทำงานให้พรรคต่อ
"ถ้าคุณอภิสิทธิ์ชนะ พวกผมก็ยังเป็นศูนย์กำลังในพื้นที่ภาคเหนือให้แก่พรรค ทั้ง นพ.วรงค์ คุณถาวร ผม ไม่มีใครย้ายพรรค มีแต่จะช่วยกันทำให้ยิ่งใหญ่" สมบัติกล่าว
เขาแสดงความมั่นใจว่าปรากฏการณ์ "10 มกราฯ" จะไม่ย้อนกลับมาที่ ปชป. อีก เพราะแม้แต่ อภิสิทธิ์ ก็ยังลั่นวาจา "ขอเป็นสมาชิกพรรค" ต่อไปหากต้องแพ้โหวตในระบบที่ตัวเองคิดค้นขึ้น
ย้อนตำนานเสร็จ "ศึกใน" เลือดไหลออกจากพรรค
- 26 พ.ค. 2522 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 3 >> พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (62 คะแนน) ชนะ อุทัย พิมพ์ใจชน (52 คะแนน), ชวน หลีกภัย (51 คะแนน) >> อุทัยแยกตัวไปตั้งพรรคปฏิวัติ (ต่อมากลายเป็นพรรคก้าวหน้า) ชวนยังทำงานให้พรรคต่อ
- 10 ม.ค. 2530 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 4 >> พิชัย รัตตกุล ชนะ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ >> เฉลิมพันธ์, วีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรค แยกไปตั้งพรรคประชาชน
- 26 ม.ค. 2534 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 5 >> ชวน หลีกภัย ชนะ มารุต บุนนาค >> ประจวบ ไชยสาส์น แคนดิเดตเลขาธิการพรรคคู่ใจมารุต ลาออกไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา มารุตยังทำงานให้พรรคต่อ
- 6 พ.ค. 2546 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 6 >> บัญญัติ บรรทัดฐาน (48.05%) ชนะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (45.26%) และ อาทิตย์ อุไรรัตน์ (4.75%) >> อภิสิทธิ์, สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังทำงานให้พรรคต่อ
- พ.ย. 2561 เลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 8 >> อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อสู้กับ วรงค์ เดชกิจวิกรม โดยมี อลงกรณ์ พลบุตร เป็นตัวสอดแทรก >> อนาคต ?
หมายเหตุ : บีบีซีไทยดัดแปลงข้อมูลบางส่วนจากวิทยานิพนธ์หัวข้อ "วิทยานิพนธ์เรื่อง "แนวทางการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" ของ นทีทิพย์ สรรพตานนท์ (ม.เชียงใหม่, 2546)









