เขื่อนลาวแตก: ตั้ง กก.สอบ 2 ชุด-แขวนทุกโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประกาศว่าจะสอบสวนมาตรฐานในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั้งประเทศ หลังเกิดเหตุเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างพังทลายลงเมื่อปลายเดือนก่อน
คำประกาศนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมรัฐบาลสมัยสามัญประจำเดือน ส.ค. เมื่อวันที่ 6-7 ส.ค. มีนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
สำนักข่าวเวียงจันทน์ไทมส์ ระบุว่า ในการตรวจสอบได้แบ่งคณะกรรมการออกเป็น 2 ชุด โดยมีนายบุญทอง จิตมณี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทั้งคู่
- ชุดแรก: คณะกรรมการเฉพาะกิจ (taskforce committee) ตรวจสอบสาเหตุเขื่อนดินย่อยกั้นช่องเขา ส่วน "ดี" (Saddle Dam D) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เขื่อนย่อยของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย เกิดการทรุดตัวลง เกิดรอยร้าว ทำให้น้ำไหลทะลักออกมา ทั้งนี้คณะกรรมการยินดีรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในการดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบสาเหตุการแตกร้าวของเขื่อน
- ชุดสอง: คณะกรรมการระดับสูง (high-level committee) เพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติการก่อสร้าง และการแจ้งเตือนภัยพิบัติ
เหตุเขื่อนแตกเมื่อ 23 ก.ค. ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม 13 หมู่บ้านในเขตเมืองสนามไซย แขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ คร่าชีวิตประชาชนไป 34 คน และสูญหายกว่า 100 คน อีกทั้งยังทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ระงับแผนลงทุนใหม่-สั่งตรวจสอบเขื่อนทั้งประเทศ
ที่ประชุมรัฐบาล สปป.ลาว ยังรับทราบความคืบหน้าในการบริหารจัดการภัยพิบัติในเขตเมืองสนามไซย และเห็นด้วยที่จะดำเนินการตรวจสอบเขื่อนทั้งประเทศ ทั้งที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ จะทำงานร่วมกับกระทรวงโยธาธิการและคมนาคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมด้วย
ความผิดปกติใด ๆ ที่พบในเรื่องการออกแบบหรือการก่อสร้างเขื่อนให้เป็นไปตามมาตรฐาน ต้องรายงานให้รัฐบาลทราบเป็นรายกรณีไปเพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ทัน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นอกจากนี้รัฐบาล สปป.ลาวยังตัดสินใจระงับการพิจารณาแผนลงทุนใหม่ ๆ เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์และแผนงานทั้งหมด
ปัจจุบัน ลาวโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแล้ว 46 แห่ง มีกำลังการผลิต 6,400 เมกกะวัตต์ และยังมีแผนก่อสร้างอีก 54 แห่ง ใน 14 แขวง เพื่อให้โรงไฟฟ้าทั้ง 100 แห่งผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้ 28,000 เมกกะวัตต์ ภายใต้แผนพัฒนาประเทศให้เป็น "แบตเตอรีของเอเชีย" ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับพ้นสถานะประเทศที่ติดอยู่ในกับดัก "รายได้ปานกลางระดับล่าง" ตามคำนิยามของธนาคารโลก
54 โครงการก่อสร้างเขื่อน/โรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนปี 2563
นักวิชาการคาดผลสอบสะเทือน ยธ. "แบตเตอรีเอเชีย"
ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.มหาสารคาม ซึ่งติดตามสถานการณ์เขื่อนแตกอย่างใกล้ชิด กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การตัดสินใจตั้งคณะกรรมการสอบสวนของทางการลาวถือเป็น "ปรากฏการณ์พิเศษ" เพราะเหตุที่เกิดขึ้นถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นภัยที่เกิดจากการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศให้เป็น "แบตเตอรีเอเชีย" ดังนั้นผลการตรวจสอบอาจนำไปสู่การทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ และ "สร้างแรงกระเทือนแน่ ๆ ต่อกลุ่มทุนที่จ้องเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว" จึงถือว่าเหตุเขื่อนแตกเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ
เขายังตั้งข้อสังเกตกรณี "เขื่อนแตก" ว่า 1. โครงการนี้ไม่มีการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) เช่น น้ำล้นจากทางระบายน้ำล้นฉุกเฉินของเขื่อน (spill way) น้ำล้นสันเขื่อน หรือเลวร้ายที่สุดคือเขื่อนวิบัติ และ 2. บริษัทเจ้าของเขื่อนอาจไม่ได้จัดทำแผนรับมือกับเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Emergency Response Plan : EER) เพราะไม่เห็นการจัดการใด ๆ หลังทราบว่าเขื่อนเริ่มทรุดตัว
"เขารู้ว่าเขื่อนทรุดล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 2 วัน ทำไมไม่มีปฏิบัติการใด ๆ มีแต่การสังเกตการณ์ แล้วค่อยมาแจ้งไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขื่อนร้าว ซึ่งก็ไม่ทันกาลแล้ว ต่อมาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การสื่อสารไม่ทันท่วงที ประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับการแจ้งเตือนภัย และเมื่อต้องอพยพคนก็ไม่มีแผน เราได้เห็นแต่ภาพการหนีตาย เอาชีวิตรอดเอง ด้วยการขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าง ไปเกาะตามกิ่งไม้บ้าง" ดร.ไชยณรงค์กล่าว
ดร.ไชยณรงค์ชี้ว่า บริษัทออกแบบ บริษัทก่อสร้าง และบริษัทที่ปรึกษาของโครงการก่อสร้างเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย อยู่ในข่ายต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ทุนเกาหลีและทุนไทยที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโครงการนี้แสดงความรับผิดชอบและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เพราะไฟฟ้าที่ผลิตจากลาวร้อยละ 90 ก็ส่งเข้ามาขายที่ไทย ส่วนในระยะยาว รัฐบาลไทยควรมีแผนปฏิบัติการของประเทศเรื่องธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยให้ครอบคลุมถึงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศด้วย
ราชบุรีโฮลดิ้งงดให้ความเห็นปมลาวตั้ง กก.สอบเขื่อนแตก
บีบีซีไทยได้สอบถามไปยังบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจัดการก่อสร้างโครงการเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ที่แขวงอัตตะปีของ สปป.ลาว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบกรณีรัฐบาลลาวตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีเขื่อนแตก
ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือ โดยแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. มีเนื้อหาสำคัญคือ การมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแขวงจำปาสัก และแขวงอัตตะปือ ทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือตามความประสงค์และความจำเป็นของทางการ สปป.ลาว นอกเหนือจากเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 1,300 ล้านกีบ หรือราว 5 ล้านบาท ที่มอบให้กับทางการ สปป.ลาวแล้ว ส่วน บริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ได้เน้นภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของ สปป.ลาวเป็นสำคัญและต่อเนื่อง ขณะที่ทีมวิศวกรโครงการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสอบบริเวณเขื่อนดินย่อยส่วน D รวมทั้งเขื่อนดินย่อยอื่นทั้งหมดแล้ว
ขณะเดียวกันบนเว็บไซต์ของ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ได้นำเสนอแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุเขื่อนทรุดดังกล่าวอีกด้วย
สำรวจจรรยาบรรณ โรงไฟฟ้าราชบุรี
ข้อมูลตามเอกสาร "จรรยาบรรณ" ของบริษัท กำหนด "การปฏิบัติต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม" ไว้ 13 ข้อ โดยมีอย่างน้อย 6 ข้อที่อาจนำมาเทียบเคียงได้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้
- ข้อ 1 บริษัทมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยรวมไว้ในพันธกิจของบริษัท เพื่อสร้างและรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดี รวมทั้งความน่าเชื่อถือขององค์กรเพื่อให้ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจวางใจจากชุมชนและสังคม ในภาพรวมอันจะนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ ตลอดจนการพัมนาและเติบโตอย่างยั่งยืนของกิจการ
- ข้อ 2 บริษัทสนับสนุนการจัดทำโครงการและกิจกรรมของบริษัทและที่ร่วมพันธมิตร ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม โดยเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ขององค์กรและตอบสนองคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ข้อ 3 มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอันเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ข้อ 8 ส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทมีจิตสำนึกที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ข้อ 10เปิดโอกาส สนับสนุน และจัดให้มีระบบและกระบวนการที่เหมาะสม ให้ชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมสำหรับโครงการต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชน รวมทั้งการเสนอความเห็นหรือข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากการดำเนินงานของบริษัท
- ข้อ 11 ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามมาตรฐานหรือข้อตกลงในระดับสากลในเรื่องต่าง ๆ ที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยป้องกันหรือลดผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม











