You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดใจทีมสัตวแพทย์ ยื้อชีวิตวาฬนำร่อง กินถุงพลาสติก 85 ชิ้น
"มีช่วงหนึ่งที่วาฬเกร็งตัว สำรอกเอาพลาสติกออกมา ตอนนั้นไม่มีใครเห็นว่าออกจากปากวาฬหรือเปล่า เพราะอยู่ในทะเลไม่รู้ว่ามาจากข้างนอกหรือไม่ แต่สังเกตแล้วว่ามีความเป็นไปได้ว่ามาจากวาฬ" สัตวแพทย์หญิงวัชรา ศากรวิมล สัตวแพทย์ปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร หนึ่งในทีมสัตวแพทย์ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ที่รักษาวาฬนำร่องครีบสั้น กล่าวกับบีบีซีไทย ถึงเหตุการณ์ในช่วงเช้าของวันที่ 1 มิ.ย.
ซากวาฬนำร่องครีบสั้นที่ตายที่ อ.จะนะ จ.สงขลา พร้อมกับภาพซากถุงพลาสติกที่อยู่ในท้องวาฬ 85 ชิ้น ด้วยหนัก 8 กิโลกรัม ในกระเพาะอาหาร อาจบอกถึงปัญหาขยะในท้องทะเลไทยที่เข้าขั้นวิกฤต
วันที่ 28 พ.ค. ชาวบ้านคลองนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา พบวาฬนำร่องครีบสั้นลอยเข้ามาในคลองด้วยอาการอ่อนแรง ไม่สามารถดำน้ำได้ จึงได้แจ้งศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง จ.สงขลา เข้ารักษา
สัตวแพทย์หญิงวัชรา เล่าถึงการรักษาของทีมสัตวแพทย์ ที่ร่วมกับศูนย์วิจัย ทช. สงขลา และทีมจิตอาสา ThaiWhales ว่า วาฬที่พบอยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงโตเต็มวัย มีลักษณะผอม ซึ่งเกิดจากการไม่ได้กินอาหาร มีอาการขาดน้ำร่วม จึงให้น้ำร่วมกับยาปฏิชีวนะ และยาถ่ายพยาธิ แม้จะมีอาการดีขึ้นในวันที่ 1 แต่ต่อมาในช่วงบ่ายวาฬตัวนี้ มีอาการเกร็งตัว และสำรอกพลาสติกออกมาสี่ชิ้น ก่อนเริ่มมีอาการช็อค ทีมแพทย์จึงได้ช่วยกู้ชีพด้วยการสอดท่อหายใจ ในขณะนั้นเองทีมแพทย์พบว่าบริเวณหลอดอาหารของวาฬมีขยะอยู่
"เวลาวาฬส่วนใหญ่ ถ้าป่วย ล่าไม่ได้เขาจะหาอาหารลำบาก เพราะพวกนี้อยู่เป็นฝูง ถ้าโดนแยกออกมา การล่าอาหารก็ยากขึ้นก็อาจจะกินพวกสิ่งที่มันลอยน้ำมา ด้วยความเข้าใจผิดหรือว่าร่างกายบังคับให้กินแล้วเพราะว่าขาดสารอาหาร"
ทีมสัตวแพทย์ช่วยชีวิตวาฬนำร่องตัวนี้อยู่ราวหนึ่งชั่วโมงด้วยการสอดท่อช่วยหายใจ ให้ยากระตุ้นหัวใจ ยากันชัก ก่อนที่วาฬจะเสียชีวิต
"ถ้าช่วงกู้ชีพ ปอดเค้าไม่ค่อยดีอยู่แล้ว โอกาสก็ค่อนข้างน้อย ร่วมกับมันกินขยะด้วย เพราะว่าขยะชิ้นแรกออกมาไม่ได้ดูสกปรกมาก แต่พอชิ้นหลัง ๆ สำรอกออกมาเพิ่มค่อนข้างสกปรก หมายความว่ามันอาจจะกินมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว"
ขยะ 8 กิโลกรัม ในท้องวาฬ
หลังจากนั้นวาฬเสียชีวิต ทีมแพทย์ได้ผ่าชันสูตรซากวาฬ พบความผิดปกติในระบบต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ หัวใจขาดเลือด พบพยาธิในปอด ท่อน้ำดีและลำไส้ และพบขยะจำพวกพลาสติกในส่วนต้นของกระเพาะอาหารจำนวน 8 กิโลกรัม นับได้จำนวน 85 ชิ้น
"อาการป่วยบ่งบอกว่าเป็นอาการเรื้อรัง พอเปิดตรงกระเพาะก็เจอขยะอย่างที่เห็นในรูป ตรงกระเพาะอาหารเองมีแผลหลุม มีเลือดออกในกระเพาะ เหมือนคนที่เป็นโรคกระเพาะแล้วมีเลือดออก ถุงดำๆ นั่นไม่ใช่ถุงดำ แต่เป็นคราบเลือดที่โดนกรดไปเคลือบที่ถุงพลาสติก แสดงว่าวาฬเลือดออกค่อนข้างมากในทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลทำให้เกิดภาวะเลือดจางตามมา การกินพลาสติก ยิ่งไปกระตุ้นให้มันแย่ลง" สัตวแพทย์หญิงวัชรา กล่าว "เราพบว่ามีพลาสติกบางส่วนที่มันย่อย ดูผุ ๆ พัง ๆ แต่ด้วยความที่กรดค่อนข้างสูงก็อาจจะทำให้เกิดการย่อย แต่เท่าที่ดูน่าจะเกินหนึ่งอาทิตย์"
นาทีที่กรีดมีดลงที่อวัยวะภายในของวาฬ เธอบอกว่า "รู้สึกอึ้งและช็อค" กับปริมาณขยะ 8 กก. ในท้องวาฬ เนื่องจากจากประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายากมา 5 ปี ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เคยมีกรณีวาฬน้ำลึกที่กินขยะเข้าไป ครั้งนั้นมีน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัม ครั้งนี้ถือว่ามากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเจอมา
"เรารู้แน่แล้วว่าวาฬกินพลาสติก เราก็เสียใจนะ ทุกทีที่มันป่วยโอกาสรอดน้อยอยู่แล้ว แล้วยิ่งกินขยะพวกนี้อีก มันก็ยิ่งทำให้โอกาสรอดมันน้อยไปอีก แค่ป่วยอย่างเดียวอาจจะมีอัตรารอดเพิ่มขึ้นมา"
"เราไม่สามารถลดสาเหตุที่เกิดจากคนได้ เราก็รู้สึกเสียใจแหล่ะที่เหมือนว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้าแย่และตาย การกินขยะก่อนตายมันทรมานมากอยู่แล้ว อาหารไม่ย่อยคนเรายังท้องอืดปวดท้องเลย อันนี้คือไม่ย่อยและเป็นพลาสติกที่เหนียวแล้วเป็นมาหลายวัน เค้าน่าจะปวดมาก ทรมานมากก่อนเสีย"
"ถ้าการตายของวาฬตัวนี้จะทำให้คนมีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราก็ว่ามันเป็นการทำบุญให้เค้าอย่างหนึ่ง เพราะมันประจักษ์เลยว่า ขยะพวกนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้วาฬตาย และทำให้มันป่วยอย่างทรมานก่อนตาย" เธอกล่าว "เราไม่รู้ว่ากระแสมันจะอยู่ขนาดไหน พอไหมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเราก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ" สัตวแพทย์หญิงทิ้งท้าย
สถานการณ์สัตว์ทะเลหายากในไทย
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า วาฬนำร่องครีบสั้นเป็นวาฬที่อาศัยรวมกันเป็นฝูงใหญ่บริเวณทะเลเปิดในโซนเขตร้อน พบได้ตามไหล่ทวีปและร่องน้ำลึก ในไทยเคยมีการพบเจอวาฬนำร่องครีบสั้นที่บริเวณ จ.พังงา 2 ครั้ง เมื่อปี 2552 และ 2553 ส่วนในฝั่งอ่าวไทยมีรายงานการเกยตื้นของวาฬชนิดนี้ทั้งหมด 3 ครั้ง คือเมื่อปี 2544 และ 2553 พบเกยตื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และเมื่อปี 2536 พบเกยตื้นที่ จ.นราธิวาส
รายงานสถานการณ์สัตว์ทะเลหายากของ ทช.ประจำปี 2560 ระบุอีกว่า ในช่วงสามปีมีสถิติสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเฉลี่ยปีละ 400 ตัว แบ่งเป็นเต่าทะเล ร้อยละ 57 โลมาและวาฬ ร้อยละ 38 และพะยูนร้อยละ 5
โดยสาเหตุอันดับต้น ๆ เต่าทะเล และพะยูน มาจากติดเครื่องมือประมง ส่วนโลมาและวาฬจากการป่วยตายตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือจากการผ่าพิสูจน์ซากสัตว์ทะเลจะเจอปัญหาขยะพลาสติกที่อยู่ในท้อง
5 หมื่นตันต่อปี ขยะในทะเลไทย
เดือน มี.ค. ปีที่แล้ว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยรายงานอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศในปี 2558 ว่าประเทศไทยมีภาววะ "วิกฤตแพขยะไหลลงทะเล" ที่ตกค้างเนื่องด้วยการกำจัดไม่ถูกวิธีปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกราว 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น จากปริมาณที่สูงดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีขยะทะเลอันดับ 6 ของโลก
ขณะที่รายงานคาดการณ์สถานการณ์ทางทะเลในอนาคตที่จัดทำโดยศูนย์สมุทรศาสตร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร คาดการณ์ว่าในราวหนึ่งทศวรรษตั้งแต่ปี 2015-2025 ปริมาณขยะพลาสติกในทะเลจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น 3 เท่า