You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รู้จัก Oslo Freedom Forum เวทีเสรีภาพโลกที่เชิญเนติวิทย์เข้าร่วม
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา มูลนิธิฮิวแมน ไรท์ส ฟาวเดชัน ซึ่งมีสำนักงานในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้เชิญตัวแทนคนไทยไปร่วมกล่าวปาฐกถาในงาน Oslo Freedom Forum ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ แล้วสองคน และหนึ่งในนั้นคือ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตชั้นปี 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายเนติวิทย์ ได้รับเชิญไปร่วมงานในปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 - 30 พ.ค. โดยเขาได้กล่าวปาฐกถาในห้วข้อ "Student vs Military" หรือ "นักศึกษา ปะทะ ทหาร" ต่อหน้าผู้เข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 29 พ.ค.
นักศึกษารายนี้เปิดเริ่มต้นการกล่าวปาฐกถาด้วยการยกย่องกลุ่มนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้ง ในวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเปิดฉากเล่าเรื่องราวของตัวเอง
เนติวิทย์ บอกว่าเขาคือเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางเช่นเดียวกับเด็กไทยคนอื่นๆ ทั่วไป ที่สวมชุดนักเรียน ตัดผมเกรียนแบบทหาร และไม่มีความคิดสนใจเรื่องการเมือง
จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเขียนบทความซึ่งมีเนื้อหาตั้งคำถามว่าเหตุใดครูจึงสามารถแทรกแซงหรือมีอิทธิพลในเรื่องทรงผมของนักเรียนได้ เขาส่งบทความนั้นให้กับอาจารย์ที่เขาเคารพนับถือตรวจ แต่เขากลับถูกอาจารย์เรียกตัวไปเข้าพบ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกว่าในสายตาของอาจารย์ มองเขาเป็น"ภัยคุกคามความมั่นคงของโรงเรียน"
จุดเปลี่ยนความคิดทางการเมือง
เขาบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดทางการเมือง
จากนั้นเขายังได้กล่าวถึงการก่อรัฐประหารโดยคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าก่อให้เกิดการลิดรอนสิทธิของประชาชน เขายกตัวอย่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาที่มักจะลงเอยด้วยการถูกควบคุมตัวและดำเนินคดี
เนติวิทย์ยังกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการไทยกักตัวไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเวลาหลาย ชั่วโมงก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับบ้าน โดยไม่ได้เดินทางเข้าประเทศไทย แม้นายหว่องจะเป็นแขกรับเชิญของงานปาฐกถาทางการเมืองงานหนึ่ง
นอกจากนี้เขายังเล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังจากที่เขาได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิตจุฬา และความขัดแย้งระหว่างเขาและเพื่อนสมาชิกสภานิสิตฯ ภายในพิธีถวายสักการะและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อแสดงตนของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง จนนำไปสู่การปลดเขาออกจากตำแหน่ง
ในช่วงท้ายของการปาฐกถานายเนติวิทย์ ได้ชักชวนให้ผู้ฟังร่วมชูสามนิ้วกับเขา ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในไทย
ได้พบนักกิจกรรมทั่วโลก ทำให้มีความหวังมากขึ้น
นายเนติวิทย์กล่าวกับบีบีซีไทยก่อนเดินทางกลับประเทศไทยว่า รู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจ ไม่คิดว่าคนไทยจะสนใจการเดินทางมาปาฐกถาของเขา มากขนาดนี้ เขาเล่าว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้ร่วมงานหลายคน และได้รู้จักนักกิจกรรมจากทั่วโลก มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบ เผด็จการของแต่ละประเทศ และพูดคุยแนวทางที่จะทำให้ผ่านพ้นระบอบดังกล่าวไปได้อย่างไร
"เจอนักข่าวที่ประสบความสําเร็จในการเปิดโปงเผด็จการ และได้เจอผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ โดย ทั่วไปเมื่อผมไปเวทีสิทธิ อาจจะรู้สึกหดหู่ แต่ที่นี่ให้ความหวังว่าเราจะดีขึ้น โลกจะดีขึ้นได้" นายเนติวิทย์กล่าว
นักศึกษารายนี้เป็นคนไทยคนที่ 2 ที่ได้รับเชิญไปร่วมงานดังกล่าว โดยผู้ที่ได้รับเชิญก่อนหน้าเขาคือ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ที่เดินทางไป กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "Freedom Under Thai Military Rule" หรือ "เสรีภาพภายใต้รัฐบาลทหารไทย" เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558
ในขณะนั้น นายประวิตร เป็นนักข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ก่อนที่จะลาออกมาเป็นนักข่าวอาวุโสประจำเว็บไซต์ข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ หรือข่าวสดอิงลิช ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเขาได้รับแรงกดดันจากผู้บริหารอย่างหนัก จากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.
ในครั้งนั้น นายประวิตรได้กล่าวถึงบทบาทของกองทัพไทยว่า ตลอดระยะเวลา 8 ทศวรรษที่ผ่านมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กองทัพได้ก่อการรัฐประหาร ประสบความสำเร็จมาหลายครั้งและเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ของประเทศ
ในขณะที่หลังวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่ง คสช. ก่อการรัฐประหารขึ้น เขาเองได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างชาติ อาทิ บีบีซี อัลจาซีรา เอบีซีของออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งในหลายวันต่อมา คสช. ได้ออกประกาศเรียกให้เขาเข้ารายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติ และต่อมาถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 7 วัน โดยปราศจากการตั้งข้อหาใด ๆ ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัว โดยเขาต้องลงนามในเอกสารเพื่อรับรองว่าเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวใด ๆ เพื่อต่อต้าน คสช. ทั้งนี้ เพื่อแลกกับการไม่ถูกอายัดบัญชีเงินฝากและถูกดำเนินคดี
นายประวิตรยังกล่าวด้วยว่า หากเขาจะเดินทางไปต่างประเทศ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ซึ่งนี่คือหนึ่งตัวอย่างที่เขาต้องเผชิญและยังมีอีกหลายกรณี ที่ คสช.ใช้อำนาจในการควบคุมเสรีภาพ ทางการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
ทำไมเชิญคนไทย หลังรัฐประหาร 2557
นายจาเวียร์ เอล-เฮจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกฎหมาย มูลนิธิฮิวแมน ไรท์ส ฟาวเดชัน บอกกับบีบีซีไทยว่า ผู้จัดการต้องการที่จะให้องค์ปาฐกเน้นย้ำในประเด็นที่เกี่ยวกับแนวความคิดอำนาจนิยมทั้งในระดับนานาชาติ ภูมิภาค และภายในประเทศของแต่ละคน ซึ่งนายเนติวิทย์ได้แสดงให้เห็นว่าเขามีความกล้าหาญและยึดมั่นในหลักการที่จะต่อต้านระบอบเผด็จการทหารในไทย ผ่านความเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ แม้ว่าเขาและกลุ่มร่วมอุดมการณ์จะถูกคุกคามหลายครั้ง
นายเอล-เฮจ กล่าวว่า ตามข้อมูลภายในของมูลนิธิฯ ปัจจุบันได้มีการแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1) ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีจำนวน 111 ประเทศ 2) กลุ่มประเทศมีอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน (Competitive authoritarian regime) ซึ่งเป็นระบบที่ยังเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการเมืองให้กับกลุ่มการเมืองเพียงเล็กน้อย ส่วนกลุ่มผู้คุมอำนาจยังเป็นกลุ่มเดิม มีจำนวน 42 ประเทศ และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ มี 55 ประเทศ หนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธสิทธิการเมืองภาคพลเมืองทั้งหมด
"เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศไทยและประชากรเกือบ 70 ล้านคน ตกมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ" นายเอล-เฮจ กล่าว
เวทีแห่งนี้ต้อนรับใครมาแล้วบ้าง
Oslo Freedom Forum เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสิทธิมนุษยชน ของบรรดาผู้นำทางความคิด นักธุรกิจชั้นนำ รวมไปจนถึงผู้ได้รับรางวัลโนเบล หรือผู้นำประเทศ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2552 โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมกล่าวปาฐกถามากกว่า 330 คน
สำหรับบุคคลสำคัญซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไทย ที่ได้รับเชิญไปร่วมปาฐกถาในงานดังกล่าว อาทิ
ปี 2553: นายจูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ ที่กล่าวถึงแนวโน้มการปิดกั้นสื่อออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นในชาติตะวันตก ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
นายอันวาร์ อิบราฮิม นักการเมืองมาเลเซีย กล่าวปาฐกถาในหัวข้อการต่อกรกับรัฐบาลพรรคเดียวที่กุมอำนาจมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
ปี 2555: นางออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลเมียนมา กล่าวในหัวข้อเส้นทางอันแสนไกลสู่เสรีภาพ
ปี 2558: นางนูรูล อิซซาห์ อิบราฮิม นักการเมืองมาเลเซียและลูกสาวคนโตของนายอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "สิ่งที่มาเลเซียต้องการมากที่สุด"
ปี 2561:นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์กรุ๊ป ผู้ถือหุ้นใหญ่ดีแทค ซึ่งกล่าวว่า "สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นซีอีโอ"