อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี กับ เส้นทางพิสูจน์ "ภาพแวนโก๊ะ"

ที่มาของภาพ, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- Author, ฐิติพล ปัญญาลิมปนันท์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ราว 5 ปีก่อน หฤทัย ม่วงบุญศรี นักร้องชื่อดังที่หลายคนรู้จักในชื่อ "อุ๊ เปเปอร์แจม" ซื้อภาพเขียนเก่าหลายรูปจากร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งในไทย เพื่อนำมาประดับบ้านในราคาไม่กี่พันบาท
เธอไม่คาดคิดว่าหนึ่งในภาพเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นผลงานเก่าแก่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท หากได้รับการรับรองว่าเป็นผลงานของศิลปินสำคัญของโลกอย่าง วินเซนต์ แวนโก๊ะ
เธอไม่คาดคิดด้วยเช่นกัน ว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาเดินทางพิสูจน์ต้นกำเนิดของจิตรกรรมสีน้ำตาลหม่นนี้
หฤทัยเปิดเผยเรื่องภาพเขียนนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เธอเห็นว่าเรื่องราวของมันถูกนำมาพูดถึงในเวลานี้เพราะเธอสามารถ "ไขความลับ" ได้สำเร็จ
ผิดหวังและร้องไห้
แต่หลังจากข่าวเกี่ยวกับภาพเขียนนี้กลายเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง หฤทัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เธอผิดหวังจนถึงกับร้องไห้ ที่คนส่วนมากมุ่งความสนใจ ไปที่มูลค่าทางการเงินและความเชื่อเรื่องวิญญาณของแวนโก๊ะ ที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง
"เราเองใช้เวลาพิสูจน์ยาวนาน มันไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องบันเทิง มันเป็นเรื่องสำคัญของโลก และในส่วนของกระบวนการ มันเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่ไทยมี เราก็ต้องภูมิใจที่สามารถทำความจริงให้ปรากฏ" นักร้องวัย 43 ปี กล่าว

ที่มาของภาพ, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โครงการ "ลูกที่ตามหาแม่" คือชื่อที่หฤทัยใช้เรียกการพิสูจน์ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ ที่เธอต้องการจะรู้ว่าเป็นผลงานของใคร วาดไว้เมื่อไหร่และที่ไหน
หฤทัยเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเธอใช้เวลาที่เหลือจากการทำหน้าที่แม่บ้าน เลี้ยงดูลูกเล็ก และรับงานร้องเพลง ไปกับการตามหาศิลปินเจ้าของภาพเขียนนี้ ซึ่งรวมถึง การสืบค้นจดหมายของแวนโก๊ะจนทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสีที่เขาใช้ในการวาดภาพ และเธอเองยังได้สั่งซื้อสีจากเมืองในชนบท ของฝรั่งเศสมาเปรียบเทียบลักษณะธาตุของสี
ถึงวันนี้ เธอมั่นใจว่าผลงานจิตรกรรมที่เดิมมีสีส้มอมชมพูนี้ เป็นของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ที่ถูกวาดขึ้นในปี 1888 ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา และแวนโก๊ะวาดภาพนี้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Tree in Autumn"
"ความรู้ที่ติดตัวที่เราเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ที่เราเคยเรียนวิทยาลัยช่างศิลป วันหนึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของพี่" เธอกล่าว
แต่นอกจากความรู้ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะแล้ว ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย หฤทัยยังเล่าถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ภาพเขียนชิ้นนี้ได้อย่างฉะฉาน ซึ่งเป็นผลจากการที่เธอได้ร่วมศึกษากับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)
วิทยาศาสตร์พิสูจน์งานศิลปะ

ที่มาของภาพ, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ย้อนไปเมื่อปี 2015 หฤทัยเดินทางไปขอรับบริการการตรวจวิเคราะห์ที่ สทน. ซึ่งให้บริการวิเคราะห์โบราณวัตถุหลากหลายชนิดมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สถาบันได้วิเคราะห์ภาพวาด
ดร. ศศิพันธุ์ คะวีรัตน์ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ สทน. ผู้กำกับดูแลการตรวจสอบครั้งนี้กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในระยะแรก สทน. ต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเนื่องจากเจ้าของวัตถุยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวต่อสาธารณชน
"เบื้องต้นเราจะเก็บเป็นความลับหมดเลย ในรายงานวิทยาศาสตร์ช่วงแรก ๆ ต้องเอาภาพมาปิดหมด ไม่โชว์ว่าเราวิเคราะห์ภาพอะไร" ดร. ศศิพันธุ์ กล่าว
ในการตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้ สทน. ใช้วิธีการหลายแบบกับทั้งกรอบ ผ้าใบ และสีที่ใช้วาด รวมถึงการหาอายุคาร์บอน (carbon dating) โดย สทน. ได้ส่งตัวอย่างให้สถาบันที่เชี่ยวชาญในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ดำเนินการ

ที่มาของภาพ, AFP
นอกจากนี้ สทน. ยังได้พิสูจน์ด้วยการวาวรังสีเอ็กซ์ (XRF) โดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายปืน ซึ่งเครื่องจะปล่อยรังสีเอ็กซ์ซึ่งจะไปกระตุ้นให้วัตถุ เกิดความไม่เสถียรในระดับอะตอม และปล่อยพลังงานบางส่วนออกมา ซึ่งพลังงานที่ว่านี้จะมีค่าแตกต่างกันไปตามธาตุแต่ละชนิด และทำให้รู้ได้ว่ามี ธาตุใดอยู่บ้าง
ทีมวิจัยรู้ดีว่าการวิเคราะห์ครั้งนี้ไม่สามารถวิเคราะห์เพียงผืนผ้าใบได้ เพราะใครก็ตามสามารถนำผ้าใบเก่ามาวาดภาพได้ จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสี ที่ใช้ด้วย โดยการนำค่าที่ได้มาเทียบกับฐานข้อมูลของสีเขียนภาพในสมัยต่าง ๆ จนยืนยันได้ว่าองค์ประกอบของสีเป็นสีเก่าที่ผลิตก่อนปี 1900
ทีมงานยังได้ถ่ายภาพด้วยรังสีเอ็กซ์ และพบว่าภาพนี้เกิดจากการวาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เป็นการวาดทับบนผืนผ้าใบที่ใช้แล้วแต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
"นอกจากองค์ประกอบของสี ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนสภาพของสี เมื่อขยายดู จะเห็นว่าสีหลายสีมีปฏิกิริยากับอากาศ จึงเป็นส่วนที่บอกว่าอันนี้เป็น ภาพเก่า" ดร. ศศิพันธุ์ กล่าวพร้อมอธิบายว่าภาพเก่านั้นไม่จำเป็นต้องสีจืดลงเสมอไป แต่อาจเข้มขึ้นในส่วนที่ธาตุเหล็กในสีทำปฏิกิริยากับน้ำ จนเกิดเป็นสนิม
ดร. ศศิพันธุ์ ยืนยันว่าผลการทดสอบทั้งหมดระบุว่าภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 1700-1900 รวมทั้งเชื่อว่าสีสันของภาพเดิมน่าจะมีสีสดใสกว่านี้ แต่เป็นหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ในกรุงอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ที่จะรับรองว่าภาพนี้เป็นของศิลปินชาวดัตช์จริงหรือไม่
"นักวิทยาศาสตร์ไทย เราถือว่าเราก็ยังใหม่ เราไม่สามารถรับรองได้เพราะไม่มีใครเชื่อ นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยทำหน้าที่คือรายงานผลทาง วิทยาศาสตร์ว่ามีผลเป็นแบบนี้ ส่วนใครเป็นผู้วาดนั้นต้องให้ แวนโก๊ะมิวเซียมเป็นคนรับรอง" ดร. ศศิพันธุ์กล่าว
ฝีแปรงของแวนโก๊ะ

ที่มาของภาพ, Getty Images
วินเซนต์ แวนโก๊ะ เกิดที่เมืองซึนเดิร์ตทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 1853 เขาเป็นหนึ่งในศิลปินยุคโพสต์อิมเพรสชันนิสม์ (ศิลปะที่ตอบโต้ต่อศิลปะในยุคอิมเพรสชันนิสม์ซึ่งเน้นที่ความแปรผันของแสงและบรรยากาศ) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในปัจจุบัน โดยขณะยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้รับการยกย่องชื่นชมมากเท่าที่เป็นอยู่
ในปี 1880 ขณะที่มีอายุได้ 27 ปี แวนโก๊ะ ตัดสินใจว่าจะเป็นศิลปิน และเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีน้องชายคอยให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน แวนโก๊ะย้ายมายังกรุงปารีสเมื่อปี 1886 ซึ่งทำให้เขาได้รับอิทธิพลทางศิลปะยุคอิมเพรสชันนิสม์ ณ เวลานั้น
ต่อมาในปี 1888 เขาย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองโพรวองซ์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่ที่เขาสร้างผลงานภาพเขียนสีน้ำมัน รูปดอกทานตะวันสีสดใส อันโด่งดังในซีรีส์ "Sunflowers"
นอกจากผลงานของแวนโก๊ะจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดที่ศิลปิน และผู้ชมในโลกศิลปะ มีต่อภาพเขียนแล้ว ฝีแปรงที่ปรากฏในผลงานแต่ละชิ้นได้ได้รับยกย่องว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
และนั่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หฤทัยนำมาใช้ศึกษาวิจัยในโครงการของเธอ เธอยังอาศัยเว็บไซต์ Art Project ของกูเกิลในการเทียบเคียงภาพขยายของฝีแปรง จนพบร่องรอยที่ตรงกัน และนั่นทำให้เธอมั่นใจขึ้นอีก
พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะไม่ยืนยัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในแต่ละปี พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ได้รับคำร้องให้ตรวจสอบผลงานที่เจ้าของเชื่อว่าเป็นของแวนโก๊ะกว่า 200 ชิ้นผ่านเอกสารและรูปถ่าย และจากจำนวนนั้นมีเพียงประมาณ 5 ชิ้นที่พิพิธภัณฑ์ขอให้เจ้าของนำผลงานเข้ารับการตรวจสอบเพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์
หลายปีก่อนหน้านี้ หฤทัยเคยส่งภาพต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ให้พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะตรวจสอบแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้รับการรับรอง บีบีซีไทยสอบถามไปยังพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ซึ่งได้ยืนยันว่าได้เคยปฏิเสธภาพเขียนนี้และบอกกับหฤทัยว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่ผลงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ
หฤทัยกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "เขาถูกต้องแล้วค่ะ เพราะว่าตามยุคของท่านวินเซนต์ ถ้าเป็นการวาดในช่วงปี 1888-1889 หรือช่วงวาระสุดท้ายของท่าน ท่านใช้เทคนิคการวาดสี เป็นก้อน ซึ่งสีก้อนนั้นจะต้องเป็นสีสันสดใสเท่านั้น แต่อันนี้เป็นสีน้ำตาลหม่น มันจึงผิดทางศิลป์ (artistic) จึงทำให้มันไม่ใช่"
"แต่เราไขปริศนาได้แล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงตรงกันหมดแล้วทุกอย่าง" เธอกล่าวเสริม
วันนี้เธอมั่นใจว่างานวิจัยของเธอได้ตอบทุกข้อสงสัยและพร้อมจะให้พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะตรวจสอบ

ที่มาของภาพ, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นับเป็นเวลาราว 3 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่หฤทัยเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับภาพเขียนชิ้นนี้อย่างจริงจัง เธอเชื่อว่างานวิจัยครั้งนี้เป็นการ "ปลดล็อคให้กับโลก" เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าใครก็สามารถเดินหน้าหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง แม้นักวิจัยระดับโลกไม่หันมามอง
"เราเป็นคนเดินดินกินข้าวแกง คนในยุคเรา ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ยุคดิจิตัล คุณอยู่มุมไหนของโลกก็สามารถอ่านงานวิจัย และตรวจสอบโดยใช้แนวทางวิจัยของ อุ๊ หฤทัย แม่บ้านคนนี้เป็นแนวทางได้"








