ย้อนอดีต เนวิน “รับขวัญ”หลากผู้นำรัฐบาล ก่อนประยุทธ์เยือนบุรีรัมย์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเดินทางไปเยือน เมืองปราสาทหิน ถิ่นปราสาทสายฟ้า ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ จ.สุรินทร์และบุรีรัมย์ วันที่ 7-8 พ.ค. ถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษ
ด้วยเพราะบุรีรัมย์ถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย พรรคอายุ 10 ปีที่ก่อร่างสร้างโดยนายเนวิน ชิดชอบ ฝากผลงานไว้ดีที่สุดในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งเดียวเมื่อปี 2554 ด้วยสถานะ "พรรคอันดับ 3" หิ้ว ส.ส. เข้าสภาได้ 34 คน
อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งประกาศว่า "ไม่รังเกียจนักการเมือง" หลังดึงนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และยังระบุด้วยว่าการ "ดูด" ส.ส. ถือเป็น "ครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา"
ไฮไลท์สำคัญในการเหยียบบุรีรัมย์ของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ที่การพบปะและเปิดปราศรัยต่อหน้ามวลชนราว 3 หมื่นคน ซึ่ง "จอมจัด" อย่างนายเนวินจัดให้เต็มความจุสนามช้างอารีนาของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เขาเป็นประธาน
นี่น่าจะเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสพบหลังรัฐประหารปี 2557 ยังไม่รวมมวลชนกลุ่มย่อยที่ถูกตระเตรียมไปคอยต้อนรับ-ผูกข้อมือ-ผูกผ้าขาวม้าให้ "นายกฯ ลุง" ระหว่างไปตรวจราชการตามจุดต่าง ๆ
ต้อนรับ ทักษิณ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "ประมุขฝ่ายบริหาร" ไปเหยียบ "เขตอิทธิพล" ของตระกูลชิดชอบภายใต้การบริหารจัดการพื้นที่ของนายเนวิน ภาพนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 นำ ครม. สัญจรไปประชุมกลางอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ เป็นนัดแรกของรัฐบาล "ทักษิณ 2" เมื่อ 16-17 พ.ค. 2548 อาจยังอยู่ในความทรงจำใครหลายคน เพราะเป็นการเปิดโบราณสถานให้เป็นพื้นที่ถกเถียงข้อราชการและงานการเมือง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
อีกภาพสำคัญก่อนหน้านั้นตามการรายงานของเว็บไซต์ผู้จัดการคือ นายทักษิณขี่ "พลายบัว" ช้างวัย 35 ปี ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส. สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2549 (ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ) โดยมีนายเนวิน ในฐานะลูก "คนเลี้ยงช้าง" เป็นผู้จัดหาช้าง-เดินขนาบข้าง-ช่วยกำกับช้าง ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ได้ขึ้นบนหลังช้างจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้นายทักษิณยังร่วมพิธีกรรมเซ่นไหว้ศาลปะกำซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของควาญช้างชาวกุยด้วย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
อารักขา อภิสิทธิ์
ต่อมาเมื่อนักการเมืองกลุ่ม "เพื่อนเนวิน" แยกวงจาก "พรรคทักษิณ" ไปก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ก่อนพลิกขั้วการเมืองไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ นายเนวินคนเดิมก็บรรจงจัด "ฉากต้อนรับสุดยิ่งใหญ่" ให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 จากพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยลบ-ล้างภาพจำในอดีตที่ว่า "คนประชาธิปัตย์เหยียบแดนอีสานไม่ได้"
ทว่าด้วยข้อจำกัดของนายเนวินในฐานะสมาชิก "บ้านเลขที่ 111" ที่ถูกสั่งเพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี ทำให้เขาไม่อาจออกหน้า ต้องส่งนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมสังกัดพรรคภูมิใจไทย คอยรับหน้า-ร่วมคณะผู้มาเยือนระดับ "วีไอพี" แทน
อย่างไรก็ตาม "ผู้มีบารมีนอกพรรคภูมิใจไทย" ได้ประชุมวางแผนรักษาความปลอดภัยร่วมกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองในพื้นที่ และไม่ลืมจัด "กองเชียร์" สวมเสื้อน้ำเงิน ไปรอต้อนรับคณะของนายอภิสิทธิ์ตามจุดต่าง ๆ พร้อมเป็น เกราะกำบัง คอยสกัดกั้นไม่ให้ นายกฯ จากเมืองกรุง ต้องปะหน้ากับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ประกาศยกพลมาต่อต้าน
การเลือกไปเหยียบบุรีรัมย์เป็นจังหวัดแรกของภาคอีสานของนายอภิสิทธิ์ สร้างความไม่พอใจให้กับนายสุทัศน์ เงินหมื่น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-ขุนพลอีสาน เนื่องจากไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย จนต้องปิดพรรคเคลียร์ใจกันหลังจากนั้น
จาก "ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ"
ไม่กี่วันก่อนพ้นโทษห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในเดือน พ.ค. 2555 นายเนวินชิงประกาศวางมือการเมือง โดยเขียนคำว่า "พอ" ส่งให้ผู้สื่อข่าวเครือมติชนและไทยพับลิก้าที่ไปสนทนากับเขาที่ธันเดอร์คาสเซิล สเตเดียม ของทีม "ปราสาทสายฟ้า"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
หลังจากนั้นเขางดแสดงความคิดเห็นประเด็นการเมือง ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ทั้งที่นายเนวินเป็นทั้ง "ผู้สร้าง-ผู้ร่วมตำนานการเมือง" มาหลายเรื่อง อาทิ เป็นแกนนำนักการเมือง "กลุ่ม 16" ในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่โชว์ฝีปากกล้าเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีแจกที่ดิน สปก.4-01 จนนายกฯ ต้องประกาศยุบสภาเมื่อปี 2538
ทว่าอนาคตทางการเมืองกลับไม่สดใส เมื่อชุดเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทย ที่มี พล.ต.ต.เสรี เตมียเวส รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ยศขณะนั้น) บุกค้นและจับกุมน้องเขยและน้องสาวของนายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคชาติไทย คนสนิทนายเนวิน ในเดือน มิ.ย. 2538 พบเงินสด 11.4 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในรูปของธนบัตรฉบับละ 100 บาท และฉบับ 20 บาท เย็บติดกับเบอร์ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค จนนำไปสู่การตั้งข้อหาเตรียมการซื้อเสียง แม้ต่อมาศาลตัดสินว่านายเนวินกับพวกไม่มีความผิด แต่นั่นได้กลายเป็น "ตราบาป" ติดตัว พร้อมกับเกิดฉายาบาดใจ "ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ"
"ตอนนั้นผมเดินในสังคมกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดมาก เพราะผู้คนไม่เข้าใจเรา ความรู้สึกและอารมณ์ของสังคมที่มีต่อเรามันเป็นลบ ยิ่งเมื่อนำไปโยงกับหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงคดีบีบีซี (ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การล้มละลาย โดยมีการกล่าวหานักการเมืองกลุ่ม 16 เข้าไปกู้เงินจนเกิดหนี้เสีย) ที่ผมไม่เกี่ยว แต่บังเอิญคนอื่นเกี่ยว แต่ผมมันเป็นสายล่อฟ้าก็เลยโดน..." นายเนวินกล่าว (หนังสือฉะ แฉ ฉาว, มติชน, 2549)
สู่ "ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์"
อย่างไรก็ตามนักการเมืองที่เป็น "ลูกข่าย" ของนายเนวินต่างยืนยันว่านั่นเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่คนนอกมองเข้ามา เพราะถ้าใครได้ "ชิด" ก็มักจะ "ชอบ" นายเนวินทุกคน อีกทั้งเป็นคนที่ "เคลื่อนไหวรุนแรง แต่ไร้ร่องรอย" จึงไม่แปลกหากเขาจะกลายเป็น "ขุนพลคนสำคัญ" ของพรรคไทยรักไทยในปี 2544-2549 ได้รับมอบหมายจากนายทักษิณให้ทำ "งานใหญ่-งานลับ" อยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะภารกิจ "ต้านรัฐประหาร 2549" ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายนายทักษิณ ขณะที่นายเนวินถูกควบคุมตัวไปอยู่ใน "คุกทหาร" นาน 10 คืน 11 วัน เป็นประสบการณ์ที่เขาไม่อาจลืม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ต่อเนื่องมาถึงยุค "นายกฯ นอมินี" นายสมัคร สุนทรเวช ปี 2550-2551 เขาก็มีชื่อเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในรัฐบาลซึ่งถูกเรียกขานว่า "แก๊งออฟโฟร์" ประกอบด้วยสมาชิก 4 คนคือ นายสมัคร, นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และนายเนวิน
ในห้วงนั้น แม้ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ ส.ส. อีสาน พรรคพลังประชาชน ต่างยกให้เขาเป็น "ลูกพี่" และเป็นหัวหน้ากลุ่ม "เพื่อนเนวิน" จนปรากฏภาพ 96 ส.ส. ไปร่วมงาน "ปั้นข้าวเหนียว" ทุกเดือนเพื่อความเป็นบึกแผ่น ก่อนถูกปฏิวัติอำนาจภายในพรรค เมื่อนายสมัครถูกหักไม่ให้กลับมาเป็นนายกฯ สมัยสอง แล้วดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของนายทักษิณ เข้ารับหน้าที่แทน จึงถึงคราวที่นายเนวินเตรียมแยกทางจาก "นายใหญ่" และตัดสินใจแน่วแน่หลังพรรคพลังประชาชนถูกสั่งยุบในปี 2551 เริ่มลุยทำพรรคภูมิใจไทย
ก่อนทิ้งวาทะแห่งปีปิดดีลประวัติศาสตร์ "พลิกขั้วการเมือง" ร่วมตั้งรัฐบาลกับ "พรรคคู่แค้น" อย่างประชาธิปัตย์
"อย่าให้ความสูญเสียและความเจ็บปวดของพวกผมนั้นสูญเปล่า ซึ่งเป็นความหวังและเป็นความตั้งใจของผมที่ยอมเสียเพื่อน เสียพรรค เสียนาย มาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์"นายเนวินกล่าวเมื่อ 9 ธ.ค. 2551 หลังรับกุหลาบแดงจากนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็น "ผู้จัดการรัฐบาล" ชุดดังกล่าว

หลังจัดการภารกิจการเมืองลุล่วง อำนาจบารมีเบ่งบานถึงขีดสุด เพราะตกลง-ต่อรองจนนำโควต้ารัฐมนตรี 5 คน รวม 7 ตำแหน่งมาให้พรรคภูมิใจไทยได้ นายเนวินก็ย้ายไปกบดานใน "สนามฟุตบอล" เป็นหลักในระหว่างรอพ้นโทษ "เว้นวรรคการเมือง" (2550-2555) ทำให้เขาได้สัมผัส "ชีวิตใหม่" โดยเฉพาะเมื่อทีมปราสาทสายฟ้าแจ้งเกิดในปี 2552 ท่ามกลางเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากชาวบุรีรัมย์และแฟนบอล จากเคยถูกสาปส่ง-ส่งเสียง "ยี้" ใส่หน้าสมัยเป็นนักการเมือง กลับมีแต่เสียง "เฮ" และร้องเรียก "ลุงเนวิน" ให้มาถ่ายรูปด้วยกัน
นี่คือความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้รับตลอดเวลา 20 ปีที่ช่วงผูกขาดเก้าอี้ ส.ส.บุรีรัมย์ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อรวม 7 สมัย นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมา 4 กระทรวง รวม 6 สมัย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เมื่อ 3 ปีก่อน นายเนวินส่ายหน้าให้กับโลกการเมือง-ยืนยันไม่คิดกลับไปข้องแวะอีก
"ผมไม่ใช่โรคจิตนะ อยู่สวรรค์แล้วจะไปลงนรก" และว่า "ตอนนี้นรกอาจดีขึ้นแล้วก็ได้" เขากล่าวพลางหัวเราะ (มติชนสุดสัปดาห์, 6-12 พ.ย. 2558)
ทว่าการเหยียบบุรีรัมย์ของผู้นำ คสช. ย่อมทำให้ชื่อนายเนวินกลับมาอยู่ในข่าวการเมืองอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย แม้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะยืนยันว่า "ดีลการเมืองไม่มีจริงในช่วงก่อนเลือกตั้ง" ก็ตาม
ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม










