องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ชี้แรงงานประมงในไทยยังถูกละเมิดอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, Reuters
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของสหประชาชาติ ระบุว่า แรงงานประมงไทยยังเสี่ยงถูกบังคับใช้แรงงาน และยังมีบางส่วนที่ถูกยึดค่าจ้างและเอกสารประจำตัวอยู่
ไอแอลโอ ตีพิมพ์ "สิทธิจากเรือสู่ฝั่ง" งานวิจัยข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแรงงานประมงและอาหารทะเลในประเทศไทย โดยระบุว่า แม้จะมีการพัฒนาในแง่มุมต่าง ๆ เช่น มีรายงานเหตุความรุนแรงทางร่างกายลดลง มีแรงงานที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ลดลง แรงงานข้ามชาติกว่าร้อยละ 43 มีสัญญาว่าจ้างที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าสีปีที่ผ่านมา แรงงานประมงบางคนได้รับค่าจ้างแต่ละเดือนสูงขึ้น แต่ก็ยังพบประเด็นปัญหาการการละเมิดสิทธิแรงงานอยู่อย่างต่อเนื่อ
อุตสาหกรรมการประมงและอาหารทะเลของไทยตกเป็นเป้าการตรวจสอบจากนานาชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังมีการสอบสวนพบปัญหาแรงงานทาส การค้ามนุษย์ และความรุนแรง เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั้งบนเรือประมงและตามโรงงานแปรรูปอาหารทะเล โดยนับแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2014 รัฐบาลทหารได้พยายามดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคประมงไทย หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ขู่จะห้ามการนำเข้าอาหารทะเลจากไทยหากไม่มีการปฏิรูปอุตสาหกรรมนี้
เจสัน จัดด์ หนึ่งในผู้ทำวิจัย บอกกับมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ ว่า ผู้ซื้อรายใหญ่อย่าง เทสโก คอสต์โก เนสท์เล่ ต้องการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันและมีภาพลักษณ์ที่ดี จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์และการบังคับใช้ที่เข้มงวดมากขึ้นอันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง
ผลวิจัยพบว่า ผู้ว่าจ้างแรงงานในภาคประมงมักจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้ค่าจ้างขั้นต่ำและออกสัญญญาว่าจ้างให้ แต่ก็พบว่ามีปัจจัยที่ชี้ให้เห็นว่ามีการบังคับใช้แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานจากกัมพูชาและเมียนมา งานวิจัยยังระบุอีกว่า หนึ่งในสามของแรงงานบอกว่า นายจ้างยึดเอกสารประจำตัวของพวกเขาไปเพื่อป้องกันไม่ให้หนีไปไหน

ที่มาของภาพ, Tuwaedaniya MERINGING/AFP/Getty Images
"การจ่ายค่าแรงขั้นต่ำในอุตสาหกรรมประมงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ แต่การยึดค่าจ้างไว้ก่อนยังเป็นปัญหา โดยร้อยละ 24 ของผู้ที่ทำแบบสำรวจบอกว่าพวกเขาต้องรอเป็นเวลาหลายเดือนกว่าจะได้ค่าจ้าง" เจสัน จัดด์ บอกกับ มูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์
การศึกษาวิจัยซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสหภาพยุโรปนี้ เป็นงานวิจัยฉบับแรกที่ทำขึ้นในประเทศไทยที่ครอบคลุมทั้งภาคประมง ภาคอาหารทะเลและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยรวบรวมผลจากการสัมภาษณ์แรงงานในภาคประมงและอาหารทะเล จำนวน 434 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติที่ทำงานให้ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็กใน 11 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ชุมพร ปัตตานี พังงา ภูเก็ต ระยอง สมุทรสาคร สงขลา สุราษฎร์ธานี ตรัง และระนอง ในปี 2560
นายแกรห์ม บัคลีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระบุว่า การวัดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากลูกจ้าง นายจ้าง ผู้กำกับดูแลกติกาและผู้ซื้ออาหารทะเลไทยล้วนมีส่วนได้ส่วนเสีย และความสามารถในการแข่งขันการค้าขายอาหารทะเลทั่วโลกไม่ได้หมายถึงราคาสินค้าที่ต่ำและคุณภาพดีอย่างเดียว แต่ต้องการให้แรงงานได้ทำงานที่ดีมีคุณค่านับตั้งแต่บนเรือไปจนถึงผู้ค้าปลีก

ที่มาของภาพ, Reuters
ไอแอลโอยังระบุถึงถ้อยแถลงของนางลุยซา แร็กเฮอร์ อุปทูตของคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ที่ชื่นชมไทยในการสร้างกรอบกฎหมายและระเบียบเพื่อพัฒนาคุณภาพการทำงานในภาคประมงและอาหารทะเลทั้งของแรงงานข้ามชาติและแรงงานไทย โดยสหภาพยุโรปตระหนักดีถึงข้อท้าทายและปัญหาอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ และก็พร้อมที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือรัฐบาลไทยเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
ส่วนนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงานระบุกับไอแอลโอว่า "งานวิจัยข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับแรงงานประมงและอาหารทะเลได้แสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกหุ้นส่วนภาคีในสังคม ที่จะขับเคลื่อนและประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงานยกระดับคุณภาพชีวิตและมาตรฐานแรงงานในภาคประมงและอาหารทะเลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล"








