ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุคสช. "ไม่ได้ทำตามสัญญา"

ประท้วงเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

ที่มาของภาพ, Getty Images

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) เปิดเผยรายงานประจำปี 2018 ความยาว 643 หน้า มีเนื้อหาทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกว่า 90 ประเทศและดินแดน โดยประเทศไทยถูกระบุว่า ยังไม่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย รวมถึงขาดกระบวนการตรวจสอบอำนาจซึ่งกดขี่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และละเว้นโทษกับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อปี 2017 รัฐบาลคสช. ของไทยไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้หลายครั้งกับสหประชาชาติ และองค์กรอื่น ๆ ว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนและฟื้นคืนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยุติการกดขี่เสรีภาพของพลเมืองและในทางการเมือง โดยยังคงสั่งจำคุกผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงละเว้นโทษให้กับการทรมานและการละเมิดอื่น ๆ

อำนาจของทหาร เด็ดขาด ไร้การตรวจสอบ ไร้คำอธิบาย

มาตรา 44 ของรธน.ไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เปิดทางให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. สามารถใช้อำนาจซึ่งไม่มีข้อจำกัดได้โดยปราศจากการควบคุมและความรับผิดชอบ

ส่วนรธน. ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ยังคงรับรองความต่อเนื่องของอำนาจดังกล่าว ซึ่งทั้งคสช.และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของคสช. จะไม่มีความผิดจากการกระทำที่ละเมิดสิทธิ์

ถึงรัฐบาลทหารชุดนี้ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ปีนี้ แต่สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และองค์ประกอบอื่น ๆ ในรธน.ฉบับใหม่ ยังถือเป็นการปูรากฐานให้กับการกุมอำนาจของทหารต่อไป

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

องค์กรสื่อต้องเผชิญกับคำข่มขู่ การลงโทษ และการสั่งปิด หากเผยแพร่ความเห็นวิจารณ์รัฐบาลทหารและสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือหยิบยกประเด็นใดก็ตามที่คสช. มองว่าอ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการกดขี่เสรีภาพขั้นพื้นฐานด้วย

พีซทีวี

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, พีซทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคยถูก กสทช. ระงับใบอนุญาตเป็นเวลา 30 วัน โดยอ้างเหตุนำเสนอข่าวกระทบความมั่นคง

องค์กรสื่อที่ไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงวอยซ์ทีวี วิทยุสปริงนิวส์ พีซทีวี และทีวีเทวนตีโฟร์ ได้ถูกสั่งระงับการออกอากาศไประยะหนึ่ง ในเดือนมีนาคม เมษายน สิงหาคม และพฤศจิกายนตามลำดับ โดยสถานีเหล่านี้ได้รับอนุญาตให้กลับมาแพร่ภาพกระจายเสียงได้อีกครั้ง หลังจากยอมตกลงเซนเซอร์ตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีปลดผู้ดำเนินรายการที่นำเสนอความเห็นในเชิงวิจารณ์ หรือหลีกเลี่ยงการนำเสนอประเด็นการเมือง

การควบคุมตัวอย่างลับ ๆ โดยทหาร การทรมาน และศาลทหาร

ภายใต้คำสั่งคสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 เจ้าหน้าที่ทหารสามารถควบคุมตัวประชาชนในความผิดได้หลายกรณี โดยสามารถเก็บเป็นความลับ ไม่ต้องแจ้งข้อหานานเจ็ดวัน รวมถึงไม่ต้องให้เข้าถึงทนายความหรือการปกป้องใด ๆ จากการกระทำทารุณ

รัฐบาลใช้การควบคุมตัวโดยทหารเป็นประจำ และละเว้นโทษซึ่งเกิดจากการละเมิดในระหว่างการไต่สวน ภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามเหตุก่อความไม่สงบ กับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

นักโทษใส่โซ่ตรวนที่ข้อเท้า

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยมีมติว่าการใส่่กุญแจเท้าแก่นักศึกษาที่ถูกจับกุมเพราะแจกเอกสารรณรงค์เรื่องประชามติเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคล เพราะไม่ใช่การก่ออาชญากรรมร้ายแรง

ในปี 2017 คสช. ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำทหาร และปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยรวมว่าทหารไม่ได้ทรมานผู้ที่ถูกควบคุมตัว

รัฐบาลทหารไม่สั่งย้ายการดำเนินคดี 369 คดี (ในจำนวนนี้รวมถึงการดำเนินคดีกับพลเรือน 1,800 คน) จากศาลทหารไปยังศาลพลเรือน ตามข้อกำหนดในกฎหมายระหว่างประเทศ

คสช.ยังคงเรียกตัวสมาชิกพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม และสมาชิก นปช. รวมถึงใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านการปกครองของทหาร ไป "ปรับทัศนคติ" ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่ไปรายงานตัว ถือว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลก

นายเคนเนธ รอธ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอชท์ ระบุในบทความ "ความท้าทายในการต่อต้านประชานิยม" ว่าดูเหมือนโลกจะหลีกเลี่ยงเผด็จการประชานิยมที่เพิ่มขึ้นได้ยากกว่าปีก่อนหน้า และยากที่จะหยุดยั้งนักการเมืองทั่วโลก ที่อ้างว่าตนเป็นเสียง "ของประชาชน" แต่กลับสร้างความนิยมบนพื้นฐานการกดขี่ชนกลุ่มน้อยและโจมตีหลักการสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จนเป็นชนวนซึ่งทำให้เกิดความแคลงใจในระบอบประชาธิปไตย

ประท้วงการเนรเทศคนออกจากประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ เป็นชาติหนึ่งที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่าถูกครอบงำด้วยวาระประชานิยมภายในประเทศ จนทำให้การสนับสนับสนุนสิทธิมนุษยชนลดน้อยลง

ระบอบประชาธิปไตยในหลายส่วนของโลก กำลังถูกครอบงำด้วยวาระประชานิยมภายในประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งลดการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศลง ภาวะขาดผู้นำโลกในด้านสิทธิมนุษยชน เปิดโอกาสให้จีนและรัสเซียพยายามก้าวขึ้นมาส่งเสริมวาระที่ต่อต้านการเคารพสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเทศขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งมักจะได้รับแรงกระตุ้นในทำนองเดียวกัน ก็พบกรณีการละเมิดเช่นกัน โดยรวมถึงฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เบลเยียม ไอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ซึ่งแม้จะไม่ได้รับอิทธิพลแบบในประเทศมหาอำนาจ แต่พบว่าเกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีนโยบายต่อต้านสิทธิมนุษยชนขึ้นเป็นบางส่วน