You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“สวรรค์อาเขต” การแสดงที่ถามถึง “คนที่ถูกลืม” อย่าง “ไผ่ ดาวดิน”
- Author, ก้าวหน้า พงศ์พิพัฒน์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
จาก "บางละเมิด" ที่ทหารขอเข้าชมเมื่อปี 2558 "สวรรค์อาเขต" การแสดงเดี่ยวชิ้นใหม่ของ อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ ตั้งคำถามถึงนิยามของความดีและ "คนที่ถูกลืม" ในสังคมอย่าง "ไผ่ ดาวดิน"
2 วันก่อนการแสดงเดี่ยว "บางละเมิด" เมื่อปี 2558 อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ นักแสดงหญิงสมาชิกกลุ่มละครบีฟลอร์ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ยืนยันขอเข้ามาชมและบันทึกการแสดง
2 วันก่อนกำหนดการแสดง "สวรรค์อาเขต" เมื่อเดือน พ.ย. ที่แล้ว อรอนงค์ถูกหมาตัวเองกัดจนบาดเจ็บ และต้องเลื่อนการแสดงกะทันหันมาเป็นวันที่ 8 จนถึง 20 ม.ค.นี้ ที่ เดโมเครซีเธียร์เตอร์สตูดิโอ ซอยสะพานคู่ ถนนพระราม 4
อรอนงค์เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า พยายามเอื้อมมือไปจับหิ่งห้อยที่หน้าต่างห้องนอนตัวเอง ทำให้หมาของเธอที่หันหลังให้อยู่ตกใจ และงับมือเธอเข้า
แต่หากย้อนมองผลงานของกลุ่มละครบีฟลอร์เกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และของอรอนงค์เองที่เป็นสมาชิกกลุ่มมาราว 15 ปี นี่ไม่ใช่การ "เอื้อมมือไปจับหิ่งห้อย" และเสี่ยง "โดนกัด" ครั้งแรก
สวรรค์ของใคร
"อรอนงค์ชวนทุกคนเดินทางมาที่ "สวรรค์อาเขต" พื้นที่การแสดงที่ชวนเราเดินทางสำรวจสวรรค์ที่อยู่รายล้อมตัวของเรา สวรรค์นี้ใครครอบครอง ใครคือเจ้าของ" เพจเฟซบุ๊กของการแสดง ระบุ "แล้วถ้าคุณหรือคนที่รักต้องถูกกำจัดออกไปเพื่อให้สถานที่นี้ยังถูกเรียกได้ว่าเป็น "สวรรค์อาเขต" คุณ...ยังอยากเรียกที่นี่ว่าสวรรค์อยู่ไหม และความเป็นมนุษย์มีพื้นที่มากแค่ไหน"
คนที่ "ถูกกำจัด" ออกไปสำหรับอรอนงค์คือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความของบีบีซีไทยผู้นี้คือหนึ่งในแรงบันดาลใจของเธอ
เธอบอกว่าแนวคิดตั้งต้นของการแสดงนี้มาจาก "ความเปราะบาง" และ "ความบิดเบี้ยว" ในสังคม
"ภาวะไม่มั่นคงของผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่กำลังใช้ความดีในการอ้างเนี่ยแหละ คือข้างในเขาสั่น ไม่มั่นคงทางจิตใจ เขาเลยมีวิธีแสดงความมั่นคงออกมาในรูปแบบความรุนแรง" อรอนงค์ กล่าว
จากที่เป็นนามธรรม อรอนงค์เปลี่ยนภาวะความไม่มั่นคงดังกล่าวให้กลายเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ผ่านการออกแบบเวที ผู้ชมได้รับคำแนะนำจากทีมงานให้ใส่รองเท้าผ้าใบไปชมการแสดง เพราะพื้นที่ผู้ชมจะยืนดูถูกสร้างมาให้ "โงนเงนโคลงเคลงไม่มั่นคง แล้วทุกคนจะต้องอยู่บนโครงสร้างนี้ด้วยกันทุกคนเลย ...เราจะจัดการกับมันยังไง"
อรอนงค์เล่าว่า การแสดงแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกเป็นการพูดถึงสวรรค์ เธอสนใจคำว่า "heaven" ที่ให้ความรู้สึกว่าอยู่สูง กับคำว่า "paradise" อยู่บนพื้นดินก็ได้
เธอบอกว่าคนมีอำนาจมักพูดว่าประเทศที่เราอยู่ว่าเป็นสวรรค์ และเธอต้องการค้นหาว่า "เขากำลังพูดถึงสวรรค์ไหนกันแน่?"
"อย่างชื่อเรื่องเนี่ย เราคิดแค่ว่าแบบ นี่เราอยู่ในสังคมแบบไหนเนี่ย เราจะอยู่นิ่ง ๆ กันไปแบบนี้ แล้วก็ทำไปแบบว่า ทุกอย่างโอเคไม่มีอะไร นี่มันเลือดเย็นมากเลยนะ" อรอนงค์ กล่าว
ส่วนที่สองเป็นการพูดถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะไม่มั่นคงเหล่านั้น โดยอรอนงค์เล่าว่า แรงบันดาลใจอีกอย่างคือเหตุการณ์เมื่อปี 2549 ที่ชายสติไม่ดีคนหนึ่งเข้าไปทุบทำลายศาลท้าวมหาพรหม บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และโดนผู้คนแถวนั้นรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
"ชอบมีคนบอกว่า ความดีเนี่ย มันเป็นหลักที่ทุกคนต้องยึดแบบเดียวกัน ...ส่วนตัวเรามีปัญหาว่า อันนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เรื่องเส็งเคร็งพวกนี้เกิดขึ้น เพราะทุกคน พออ้างความดีอันนี้แล้ว แล้วไปใช้ความรุนแรงกับคนอื่น มันจะไม่เป็นอะไร เพราะเราจะรู้สึกว่าเรากำลังทำดี"
การแสดงชิ้นนี้ประกอบไปด้วยบทพูดและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งทั้งสองส่วนมาจากการ "ด้นสด" และพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเสร็จสมบูรณ์
อากงและเจ้าสาวหมาป่า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อรอนงค์พูดถึงข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผ่านงานศิลปะ การแสดง "บางละเมิด" ในครั้งแรกเมื่อปี 2555 มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณี นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง SMS" ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี และเสียชีวิตในเรือนจำ
ส่วนการนำผลงานกลับมาแสดงอีกครั้งในปี 2558 เป็นการปรับบท และอุทิศให้กับ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง หรือ กอล์ฟ หนึ่งในสองนักศึกษาที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีเดียวกัน จากการสร้างละครเวที "เจ้าสาวหมาป่า" ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปี 2556
"เรารู้สึกตอนนั้นถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้ ตัวเราเองอยู่ไม่ได้ เราจะรู้สึกผิดไปตลอด" อรอนงค์กล่าว เมื่อถามการสร้างงานจากกรณีอากง "มันค้างอยู่ในหัวมาพักนึง เราก็เลยตัดสินใจว่าแบบ เราว่าเราจะทำเรื่องนี้ ไม่รู้จะทำไงด้วยนะ แต่เราคิดว่าเราอยากทำเรื่องนี้"
ก่อนการแสดงในปี 2558 เพียง 2 วัน เจ้าหน้าที่ทหารได้ติดต่อเข้ามาเพื่อสอบถามว่าทางทีมงานได้เขียนจดหมายขออนุญาตหรือยัง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีการต้องขออนุญาตในการทำละครมาก่อน และส่งเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบเข้ามา "สังเกตการณ์" และบันทึกวิดีโอการแสดงเกือบทุกรอบโดยไม่เสียค่าบัตรเหมือนคนดูทั่วไป
"ทั้งรู้สึกสิ้นหวัง เสียใจ โกรธ ยกเว้นกลัว" อรอนงค์ กล่าว "แล้วเรารู้สึกกังวลแทนทีมงานและคนดู ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น แล้วถ่ายวิดีโอเนี่ย มันเห็นทุกคนเลยนะ เขาเอาอำนาจมาจากไหนก็ไม่รู้ ตอนคนดูซื้อบัตรก็ถ่าย เดินขึ้นก็ถ่าย ถ่ายหมดเลย เฮ้ยทำไมถ่ายคนดูเรา"
ในการแสดงครั้งนั้น อรอนงค์ไม่เพียงแต่ไม่กลัว แต่ยังจำลองบทสนทนากับเจ้าหน้าที่ทหารจริงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเธออีกชั้น จากนั้นเธอจึงค่อย ๆ สำรวจชุดความคิดแบบ "ไทย ๆ" ต่าง ๆ โดยดึงผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างด้วยอารมณ์ขัน ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบการแสดงไปเป็นการเคลื่อนไหวทั้งหมด โดยอรอนงค์วิ่งพล่านไปทั่วเหมือนคนเสียสติ ทุบตีและขืนขัดตัวเองเหมือนกำลังสู่อยู่กับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
จากนั้น ในตอนท้าย อรอนงค์ก็เปลี่ยนบทบาทไปเป็นหญิงสาวที่นั่งอยู่อย่างเศร้าสร้อยโดดเดี่ยว และพูดอยู่คนเดียวเป็นประโยคโดด ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีที่มาที่ไปว่า
"เฮ้ย เข้าใจ เราไม่น้อยใจหรอก คนจะมาเขาก็ต้องลำบากใจแหละ", "...จริง ๆ เราไม่โอเคหรอก, "เราว่านะ นี่คือวิธีเดียวที่คนส่วนใหญ่คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน คือพร้อมจะชี้นิ้วไปยังคนที่เห็นต่างจากตัวเองว่าผิด" และ "ตอนนี้เรากลัวจะเป็นวัณโรคมากกว่า ที่นี่อากาศไม่ดีเลย"
สิ่งเดียวที่เจ้าหน้าที่ทหารที่เข้า "เฝ้าสังเกตการณ์" บันทึกได้ในวันนั้นอาจเป็นความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่ส่งผ่านไปยังคนสร้างงานละครด้วยกัน
ก่อนการสร้างงานในปี 2558 อรอนงค์ได้เข้าไปเยี่ยม กอล์ฟ หรือ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง ในเรือนจำมา
"สิ่งที่เผด็จการทำคือเขาต้องการให้เรากลัว แต่สิ่งที่เขาทำมันสะท้อนว่าเขากลัวมาก" อรอนงค์ กล่าว
"...เราไม่ได้สนใจพวกเขานะ แต่เราสนใจคนดูมานั่งดูเราเนี่ย เขาจะมีความคิดเห็นยังไงตรงนี้มากกว่า แล้วถ้าบรรยากาศการแลกเปลี่ยนมัน เกิดขึ้นได้จริง มันจะแผ่ออกไปเอง เราว่าพวกนี้ต่างหากที่น่าสนใจ ทหารเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามานั่งดูอะไร เขาเข้ามาอยู่ในงาน แล้วเขาก็แบบ หน้าตาเขาก็อยากกลับบ้านแล้ว เขาก็มาเพราะต้องมา"
เคลื่อนไหวร่างกาย ทางเดียวของการแสดงออกในยุคเผด็จการ?
ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน รูปแบบการแสดงของกลุ่มละครบีฟลอร์เป็นลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นหลัก ต่างจากละครเวทีทั่วไปที่เป็นบทพูด และอาจพูดได้ว่านี่เป็นทางที่ "เหมาะ" ที่สุดสำหรับประเทศที่คนสามารถติดคุกได้จากการทำละคร
ธีระวัฒน์ มุลวิไล หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มละครบอกกับบีบีซีไทยว่า สถานการณ์บ้านในตอนนี้นับว่าหนักที่สุด และกรณีการแสดงของอรอนงค์ที่ทหารมาขอเข้าสังเกตการณ์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เตือนให้คนทำงานศิลปะในไทยต้อง "คิดมากขึ้น"
ผลงานของกลุ่มมีความเป็น "การเมือง" มาตั้งแต่แรก เริ่มจากบริบทด้านสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนชั้น ทุนนิยม และประเด็นทางศาสนา มาจนถึงการเมืองเรื่องสีและการอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการในปัจจุบัน
"[ทหาร]เขาคิดว่าจะได้ประโยคเด็ดจากปากเรา แต่มันไม่มีให้เขาไง" คำพูดของอรอนงค์ที่อธิบายความสนใจของเจ้าหน้าที่ทหารอาจสรุปลักษณะเด่นของกลุ่มละครบีฟลอร์ได้ดีที่สุด
สำหรับคนดู หรือ "เจ้าหน้าที่" ที่อาจมุ่งหา "หลักฐาน" ที่จับต้องได้ สิ่งที่ได้จากผลงานของกลุ่มละครบีฟลอร์มีเพียงแค่การเคลื่อนไหวของร่างกายและสัญลักษณ์ที่ชวนตีความและตั้งคำถามต่อไป
ในการแสดงเดี่ยว "ถังแดง" เมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นภาคแรกของการแสดงชุด "สถาปนา" ของธีระวัฒน์ บนเวทีมีถังน้ำมันสีแดงจำนวนมาก และเขาที่เป็น "เหยื่อ" หกล้มตกกระแทกจากกองถังสูง และขังตัวเองอยู่ในถังแดง มีเพียงเสียงโหยหวนร้องขอความช่วยเหลือเล็ดลอดออกมา
ในการแสดง "ภูเขาน้ำแข็ง" ภาคที่ 2 ของการแสดงในชุดเดียวกัน ธีรวัฒน์สวมหน้ากากและกลายเป็น "ผู้กระทำ" ใช้สว่านเจาะก้อนน้ำแข็งซึ่งมีเลือดทะลักออก ต่อด้วยการทุบน้ำแข็งด้วยท่าทีทารุณ ส่งเศษเล็กเศษน้อยของน้ำแข็งไปทั่วห้อง
"เราก็ยังคิดว่ามันไม่เหมือนอ่านหนังสือ ไม่ใช่ให้เข้าใจ ทำตามเป็นคัมภีร์" ธีรวัฒน์ กล่าว "หลายเรื่องก็ไม่ได้มีทางออกให้ ไม่ได้มีข้อสรุปให้ ...เรารู้สึกว่าต้องโยนสิ่งเหล่านี้กลับมาหาผู้ชม จริง ๆ อยากให้เรากับผู้ชมมีสถานะเท่ากัน ไม่ใช่เราเห็นแล้วมาชี้นำ ซึ่งในภาวะแบบนั้นเป็นโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าทำแล้วคนเชื่อมันก็เปลี่ยนไปตั้งนานแล้วสิ"
ในการแสดง "แบบทดสอบความอดทน" เมื่อปี 2558 โดย จารุนันท์ พันธชาติ ผู้ก่อตั้งกลุ่มละครอีกคนหนึ่ง เธอ และศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ สมาชิกกลุ่มละครอีกคน ใส่ชุดไทยร่ายรำตลอดการแสดง ในห้องที่มืดและร้อนอบอ้าว เต็มไปด้วยจิตรกรรมและของตกแต่งแบบไทย ๆ พร้อมกับกลิ่นเหม็นหึ่งของปลาแห้งที่แขวนอยู่
เงื่อนไขของการแสดงคือ ผู้ชมที่เดินออกไปจะไม่สามารถกลับมาได้อีก และการแสดงจะจบลงก็ต่อเมื่อผู้ชมคนสุดท้ายออกจากห้องไป
การที่จารุนันท์ เริ่มกระบวนการสร้างงานชิ้นนี้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ปี 2557 ทำให้คิดได้ว่านี่อาจไม่ใช่แค่การทดสอบความอดทนของคนดู แต่เป็นของคนส่วนหนึ่งในประเทศ
ในการแสดง "Blissfully Blind" เมื่อปลายปีที่แล้ว โดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ สมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่ม เราเห็นกลุ่มนักเต้นสลับบทบาทกันไปมาระหว่าง "ผู้บงการ" และ "ผู้ถูกกระทำ" ซึ่งสะท้อนประเด็นการเมืองเรื่องผู้มีอำนาจและการกดขี่ทั้งในหน่วยย่อย ๆ ในสังคมอย่างครอบครัว ไปจนถึงระดับประเทศ
"เราว่าคนดูเดี๋ยวนี้ จะไปพูดไม่ได้แล้วว่าเขาไม่เข้าใจ" อรอนงค์ กล่าว "บางงานไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เข้าใจ แต่ให้รู้สึก บางทีความคิดมันยังไม่ได้ทำงานแต่ความรู้สึกมันไปแล้ว แล้วเรารู้สึกว่าอันนี้มันสำคัญกว่า"