You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
6 นโยบายประชา (ไม่) นิยม ปี 2560
สารพัดนโยบาย แผนงาน มาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่คิด-ทำ-นำเสนอจากทั้ง "หน่วยเหนือ" และ "หน่วยปฏิบัติ" หลายวาระ ต้องถอยไปแบบไร้กระบวนท่า เมื่อชาวบ้านร้านตลาดและชาวโซเชียลรุมวิจารณ์ความไม่เหมาะสมและไม่สมเหตุสมผล บีบีซีไทยย้อนดูนโยบายประชา (ไม่)นิยม ตลอดปี 2560
1. โซเชียลรุมวิจารณ์ "ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แค็บ" จน ตร.ต้องถอย
เป็นประเด็นร้อนก่อนเข้าสู่เดือน เม.ย. เดือนที่คนไทยมีวันหยุดยาวฉลองเทศกาลสงกรานต์ เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศใช้มาตรการ "ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แค็บ" จนถูกวิจารณ์อย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ถึงการคุมเข้มครั้งใหม่
มาตรการนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 14/2560 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2560 สาระสำคัญ คือ รัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ทั้งคนขับคนโดยสาร ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ ก่อนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะขยายผลเป็นมาตรการห้ามนั่งกระบะและแค็บ
5 เมษายน เป็นวันแรกที่ สตช. เริ่มบังคับใช้มาตรการ แต่ยังไม่ทันพ้นวัน ด้วยกระแสค้านจากสังคมที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในช่วงก่อนหน้านี้ว่า กฎหมายไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย ทำให้ สตช.และกรมการขนส่งทางบก "ยอมถอย" ตั้งโต๊ะแถลงด่วน อนุโลมให้ชาวบ้านนั่งโดยสารท้ายรถกระบะรวมทั้งภายในแค็บรถกระบะได้เป็นกรณีไป โดยพิจารณาถึงความจำเป็นและเดินทางไม่ไกลจะใช้วิธีตักเตือน ผ่อนปรนไปจนหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์
ส่วนเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ยังผ่อนผันเรื่องนั่งท้ายรถกระบะ แต่จะกวดขันพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออันตราย เช่น การนั่งบนขอบกระบะ การดื่มสุราจนมึนเมา รวมถึงการคาดเข็มขัดและหมวกนิรภัย
2. แรงงานข้ามชาติไหลกลับประเทศนับหมื่น เซ่นพิษ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ฉบับใหม่
ภายหลัง พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 2560 มีผลเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยก็ทะลักออกตามด่านพรมแดนในระยะแรกนับพันคน ทั้งแรงงานเมียนมา กัมพูชา เพราะกฎหมายใหม่มีบทลงโทษที่รุนแรงทั้งต่อนายจ้าง และลูกจ้างที่ผิดกฎหมาย
นายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างไม่ถูกต้องอาจถูกปรับตั้งแต่ 4-8 แสนบาท ทำให้นายจ้างบางส่วนเลิกจ้างแรงงานที่ไม่มีเอกสารรับรองตามกฎหมาย ส่วนแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตก็มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท
แต่ทว่าเจตนาดีของกฎหมาย กลับต้องเจอกับความอ่อนไหวของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ข้อมูลของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ระบุว่ามีแรงงานกลับประเทศตัวเองราว 29,000 คน
ขณะที่รอยเตอร์รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ประสานงานของกระทรวงแรงงานเมียนมา นับตั้งวันที่ 29 มิ.ย. มีแรงงานมากกว่า 16,000 คน เดินทางกลับบ้าน โดยคนเหล่านี้เป็นทั้งแรงงานที่ถูกกฎหมายและที่ไม่มีเอกสารรับรอง ซึ่งหวาดกลัวการกวาดล้างจับกุม รวมถึงแรงงานที่นายจ้างสั่งให้กลับบ้าน
กว่า 1 สัปดาห์ที่แรงงานข้ามชาติไหลออก กระทบกับธุรกิจหลายภาคส่วน ทั้งร้านอาหาร สถานประกอบการเอสเอ็มอี ธุรกิจรับเหมาช่วงก่อสร้าง โดยสมาคมภัตตาคารไทย เผยตัวเลขแรงงานที่เป็นลูกจ้างร้านอาหารและภัตตาคารหายไปประมาณร้อยละ 20
"ตอนนี้แค่เบรกยังไงก่อนไม่ให้แรงงานพวกนี้ไหลกลับ ช่วยบอกให้พ่อแม่ทางบ้าน (ของแรงงาน) รู้หน่อยว่า ไม่ต้องเรียกกลับ ทางนี้จะทำให้ถูกต้อง" เจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งบอกกับบีบีซีไทยถึงสถานการณ์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม
ความเสียหายที่เกิดกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเพียงกว่า 1 สัปดาห์ ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ยืดเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว 4 มาตรา ยกเว้นโทษจับ-ปรับ นายจ้างและลูกจ้าง ออกไป 6 เดือน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคการผลิตต่าง ๆ และเริ่มจะเริ่มบังคับใช้ พ.ร.ก. ตั้งแต่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป
3. ปฏิรูปสายรถเมล์ เปลี่ยนตัวเลขปนภาษาอังกฤษ ยุติโครงการหลังทดลอง 1 เดือน
คนใช้รถเมล์ในเมืองกรุง ต้องโกลาหลกับแนวคิดปฏิรูปสายรถเมล์ใหม่ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) หน่วยงานกำกับดูแลองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่มีแผนทดลองวิ่งใน 8 เส้นทาง เมื่อวันที่ 15 ส.ค.
ตามแผนการปฏิรูปเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางใหม่จะปรับเปลี่ยนทั้งระบบ 269 เส้นทาง โดยการเปลี่ยนชื่อเส้นทางใหม่ ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปลี่ยนตัวเลข และจัดกลุ่มรถเมล์ใหม่เป็น 4 กลุ่มการเดินรถ จากเดิมที่มี 8 กลุ่มการเดินรถ โดยใช้อักษรย่อตามสีในภาษาอังกฤษจำนวน 4 สี เช่น สายสีเขียว Green ใช้ตัว G สายสีแดง Red ใช้ตัว R
แค่ยังไม่ทันได้เริ่มทดลองเส้นทาง ผู้ใช้รถเมล์และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างวิจารณ์ถึงการปรับเปลี่ยนว่าสร้างความสับสนต่อการจดจำตัวเลขใหม่ รวมทั้งการใช้ภาษาอังกฤษที่อาจยากต่อผู้ใช้ที่ไม่เข้าใจภาษา
ไทยรัฐออนไลน์รายงานคำชี้แจงจากนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกว่า เป็นการปรับเปลี่ยนในระยะยาวเพื่อรองรับและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ไม่ว่าจะรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมแนะนำว่า "หากจำไม่ได้ ประชาชนควรจำเป็นศาลายา-หมอชิตแทน"
ส่วนเส้นทาง 269 สาย มีมากขึ้นกว่าเดิม โดยกรมการขนส่งทางบก ตัดเส้นทางให้สั้นลงจากเดิมเพื่อแก้ปัญหารถติด
สื่อหลายแขนงรายงานผลการประเดิมใช้รถเมล์เปลี่ยนใหม่วันแรก พบว่าผู้ใช้ยังสับสนกับสายเลข บางส่วนถึงกับไม่กล้าใช้บริการ
แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน มีกระแสข่าวว่า กรมการขนส่งทางบก เลิกการทดลองรถแล้ว ด้วยเหตุว่าประชาชนสับสน ก่อนที่นายสนิท พรหมวงษ์ จะออกมาแจงภายหลังว่ายังไม่ยกเลิก แต่ได้ยุติการทดลองเนื่องจากครบช่วงเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 15 ส.ค.-15 ก.ย. โดยหลังจากนี้จะนำข้อคิดเห็นจากประชาชน มาปรับแก้เพื่อวางแผนปฏิรูปต่อไปในระยะ 2 ปี
4. บัตรคนจน
ปี 2559 รัฐแจกสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นตัวเงิน โอนเข้าบัญชีธนาคาร รายละ 1,500-3,000 บาท ปีนี้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการขึ้นทะเบียนคนจน รอบสอง เมื่อเดือน ก.พ.
ปี 2560 มีผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านเกณฑ์ 11.4 ล้านคน โดยรูปแบบของการให้สวัสดิการเป็นการให้วงเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า "บัตรคนจน" แจกแพ็กเกจสวัสดิการ ช่วยค่าครองชีพ รูดซื้อสินค้า ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน และค่าเดินทาง
กำหนดเกณฑ์ให้ผู้ได้รับสวัสดิการวงเงิน 200 บาทต่อเดือน มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ต่อปี ส่วนผู้ที่มีรายได้ 30,000-100,000 ต่อปี ได้วงเงินช่วยค่าครองชีพในบัตร 300 บาท ทั้งสองกลุ่มยังได้วงเงินสำหรับการเดินทางรถไฟ บขส. และรถเมล์ ขสมก.อีก 500 บาท ให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่ 1 ต.ค.
ข้อติดขัดแรกของการใช้บัตรคนจนในปีนี้ คือ ผู้มีรายได้น้อย 7 จังหวัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1.3 ล้านคน ได้ใช้บัตรสวัสดิการฯ หลังคนต่างจังหวัด เนื่องจากผลิตบัตรไม่ทัน โดยได้เริ่มใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อ 17 ต.ค. ตามมาด้วยการคัดกรองที่มีผู้มีรายได้น้อยบางส่วนตกหล่น จากการให้คำจำกัดความคำว่าคนจนและการตรวจสอบข้อมูลผู้ลงทะเบียน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาร้านขายสินค้าธงฟ้าประชารัฐไม่ทั่วถึง ร้านค้าติดตั้งเครื่องรูดบัตร (Electronic Data Capture หรืออีดีซี) น้อย บางร้านติดป้ายรับบัตรสวัสดิการ แต่ยังไม่มีเครื่องรูดบัตรจึงยึดบัตรไว้และให้รับสินค้าออกไปก่อน ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ระบุว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ 19,500 แห่ง แต่ติดตั้งเครื่องรูดอีดีซีได้เพียง 5,061 เครื่อง
ส่วนการใช้บัตรคนจนกับการเดินทางก็พบปัญหาการใช้บัตรกับระบบ วันแรกของการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับรถเมล์ ขสมก.เมื่อ 1 พ.ย. รถเมล์ที่ติดตั้งระบบอี-ทิกเก็ต บางคันระบบยังไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนการใช้บัตรคนจนรูดค่าโดยสารรถไฟ วันแรกเครื่องอีดีซีที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ใช้งานได้เพียง 3-4 เครื่อง จาก 14 เครื่อง
5. ฝันค้าง อี-ทิกเก็ต เครื่องหยอดเหรียญอัตโนมัติรถเมล์ ขสมก.
หากได้ขึ้นรถเมล์ครีมแดงของ ขสมก.บางคันที่มีเครื่องหยอดเหรียญอัตโนมัติ (Cash box) ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. จะพบว่าเครื่องนี้ถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกอย่างหนาแน่น เป็นภาพภายหลังจาก ขสมก.ยุติการติดตั้งเครื่องนี้บนรถเมล์
นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานคณะกรรมการบริหารกิจการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บอร์ด ขสมก.) ระบุเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้สั่งการยุติการติดตั้งเครื่องนี้เพราะมีปัญหาการใช้งาน โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนที่อาจไม่สามารถรองรับผู้โดยสารจำนวนมากได้ ประกอบกับอีกภายใน 2 ปี จะเปลี่ยนระบบการเก็บค่าโดยสารไปเป็นระบบที่ไม่ใช้เงินสด ด้วยการใช้บัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-ทิกเก็ต บัตรแมงมุม และตั๋วร่วม
ไทยพีบีเอสออนไลน์รายงานว่า ขสมก.ได้ยุติการติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญบนรถเมล์ 1,800 คัน ส่วนที่ติดตั้งไปแล้ว 800 คน จะเร่งเจรจากับเอกชนเพื่อแก้ไขสัญญา
ส่วนการทดสอบใช้ระบบอี-ทิกเก็ตด้วยการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับรถเมล์ล็อตแรก 100 คัน เมื่อเดือน พ.ย. พบว่าใช้งานได้ 65 คัน
สำหรับงบประมาณในการดำเนินการระบบบัตรโดยสารอี-ทิกเก็ต พร้อมอุปกรณ์ และเครื่องหยอดเหรียญอัตโนมัติ รวม 2,600 คัน ขสมก.ทำสัญญาเช่ากับบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการ 1,665 ล้านบาท ระยะสัมปทาน 5 ปี
6. รถไฟฟ้ามหานคร กับดราม่าถอดเก้าอี้รถไฟใต้ดิน
ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ เป็นประเด็นที่ยังคงเกิดปัญหาการให้บริการตลอดปี 2560 นับตั้งแต่ค่าตั๋วรถไฟฟ้าบีทีเอสขึ้นราคา ดราม่าถอดเก้าอี้รถไฟใต้ดิน และปัญหาความล่าช้าและการบริการของรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์
บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ปรับขึ้นราคาในเส้นทางสัมปทาน ไม่รวมส่วนต่อขยายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา จากเดิมที่อัตรา 15-42 บาท เป็น 16-44 บาท สวนทางกับการให้บริการที่เกิดเหตุรถขัดข้องหลายครั้ง ก่อนจะชี้แจงการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารใหม่นี้ว่า ต่ำกว่าเพดานอัตราค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานซึ่งอยู่ในอัตรา 20.11-60.31 บาท
รถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ก็ไม่น้อยหน้า ถึงขั้นมีการตั้งเพจเฟซบุ๊กจากผู้โดยสารที่ชื่อว่า "วันนี้แอร์พอร์ตลิ้งค์เป็นอะไร" ขึ้นมา โดยผู้ก่อตั้งเพจบอกว่าเพื่อเป็นพื้นที่แจ้งปัญหาความล่าช้า และการให้บริการรายวัน มีผู้กดไลก์ติดตามเพจกว่า 17,000 คน
ส่วนประเด็นที่ร้อนไม่แพ้กัน คือ การถอดเบาะที่นั่งในรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที สายเฉลิมรัชมงคล ออกจากตู้ขบวน เริ่มทดลองเมื่อวันที่ 20 พ.ย. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานให้บริการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน เตาปูน-หัวลำโพง แจงว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างให้ผู้โดยสารเดินทางได้มากขึ้นในชั่วโมงเร่งด่วน โดยถอดเฉพาะเก้าอี้ที่นั่งแถวกลาง หวังรอบรับผู้โดยสารเพิ่ม 10%
พลันที่ภาพตู้ขบวนรถที่ถูกถอดเก้าอี้นั่งผู้โดยสารออก แชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ ก็ได้รับการตอบรับแสดงความคิดเห็นทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ และที่น่าฉงน คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้ให้สัมปทานแก่ BEM ออกมาบอกว่า "ไม่รู้เรื่อง" BEM ไม่ได้มีการหารือ หรือแจ้งให้ รฟม.รับทราบเลย ก่อนเรียก BEM เข้ามาชี้แจง
สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านการถอดเก้าอี้ โดยชี้ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคและแสวงหากำไร พร้อมกับเร่งรัดให้ รฟม.และ BEM จัดซื้อขบวนมาเพิ่มเพื่อให้เพียงพอกับผู้โดยสาร และนำเก้าอี้มาติดเช่นเดิม ไม่เช่นนั้นก็จำเป็นต้องมีการฟ้องร้องเรียกค่าทดแทน
ขณะที่นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เกาะติดนโยบายการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ โพสต์เฟซบุ๊กแนะให้ รฟม.เร่งรัดผู้รับสัมปทานเดินรถ เพิ่มตู้หรือขบวนรถไฟฟ้า และตรวจสอบสัญญาสัมปทานเรื่องการกำหนดจำนวนผู้โดยสาร ทั้งยืนนั่งต่อขบวน
ด้านฝ่ายที่เห็นด้วยต่อการถอดเก้าอี้เพิ่มพื้นที่ในขบวน ชี้ว่าไม่ใช่แค่ในไทย แต่ในรถไฟต่างประเทศ อย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ ก็มีการทำเช่นนี้ และยังเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อความไม่เพียงพอของขบวนรถ
ปัจจุบันรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินมีขบวนรถไฟฟ้าวิ่งให้บริการ 19 ขบวน โดยในปี 2561 BEM รับปาก รฟม.ว่าจะเพิ่มขบวนรถอีก 1 ขบวน ก่อนที่เหลือจะมาในปี 2562 ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. รฟม.ได้สั่งชะลอการถอดเก้าอี้ที่นั่งที่เหลืออีก 18 ขบวนไว้ก่อน