You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สภาอุตฯ ตำหนิ ก.แรงงานบังคับใช้ พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวไม่ศึกษาผลกระทบ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยปราศจากการหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องส่งผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรม จนทำให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ต้องรีบเดินทางออกนอกประเทศ แต่คาดว่า ม.44 ผ่อนผัน พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์
นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสายแรงงาน ของ ส.อ.ท. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า "การตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมาของกระทรวงแรงงาน เป็นไปด้วยความฉุกละหุก ไม่มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และขาดการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น"
ผลกระทบที่ชัดเจนคือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารสมบูรณ์รวมทั้งกลุ่มที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย เกิดความวิตกจนต้องเดินทาง ออกจากประเทศเพราะเกรงกลัวความผิด เนื่องจากตาม พ.ร.ก.ฉบับใหม่นี้กำหนดโทษต่อผู้ละเมิดกฎหมายทั้งนายจ้างและลูกจ้างไว้ค่อนข้างรุนแรง
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวกับสื่อในวันนี้ ถึงกรณีที่ภาคเอกชนท้วงติงให้ทบทวนเรื่องโทษปรับที่สูงเกินไปว่า ได้ให้แนวทางเรื่องนี้กับกระทรวงแรงงานไปแล้ว
ที่มา.-บีบีซีไทยรวบรวม
ทั้งนี้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับนี้มีผลบังคับใช้เพียง 4 วันก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ฉบับล่าสุด ซึ่งประเทศไทยยังคงได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง (เทียร์ ทู วอทช์ลิสต์) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งแหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินใจของกระทรวงแรงงานและรัฐบาลที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าวก็เพื่อหวังผลเชิงบวกต่อการพิจารณา ของสหรัฐฯ ในการจัดอันดับประเทศไทยในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปีนี้
รองประธาน ส.อ.ท. บอกว่า เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระ วัตถุประสงค์ของการใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ที่ต้องการให้การจัดหาแรงงานต่างด้าวมีระเบียบ เป็นไปตามมาตรฐานสากล และช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นการถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มเทียร์ 2 วอทช์ลิสต์ และการที่ได้รับใบเหลืองจากสหภาพยุโรป จากปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายหรือ IUU Fishing ที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากล แต่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้ โดยไม่ได้ประเมิน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
คาด ม.44 ยืดเวลาช่วยดึงแรงงานเข้าระบบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าว ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวานนี้ (4 ก.ค.)ได้เห็นชอบการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. สั่งให้ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้ 4 มาตราของ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวออกไปก่อนเป็นเวลา 180 วัน โดยให้มีผลตั้งแต่วันทื่ 1 ม.ค. ปีหน้า โดย 4 มาตราดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การห้าม คนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเรื่องระวางโทษปรับนายจ้าง
นายสุชาติ ยอมรับว่าการชะลอบังคับใช้เงื่อนไขในกฎหมายดังกล่าว เป็นมาตรการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่พึ่งพิงแรงงานจาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาวและกัมพูชา และคาดว่าระยะเวลา 180 วันน่าจะเพียงพอสำหรับการนำแรงงานที่ยังมีเอกสารไม่สมบูรณ์ ซึ่งคาดว่ามีอย่างน้อยราว 6 - 7 แสนคนเข้าระบบได้ทัน แต่ก็ยังมีความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือ การนำแรงงานที่ยังไม่มีเอกสารใดๆ เข้ามาในระบบ ได้ทันตามกรอบเวลาดังกล่าวหรือไม่
จากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ประจำเดือน พ.ค. ระบุว่า มีคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศทั้งหมด 1.48 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวจาก 3 ประเทศคือ เมียนมา ลาวและกัมพูชา
มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเบื้องต้น
สำหรับมาตรการเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส.อ.ท. ได้หารือกับกระทรวงแรงงานแล้ว โดยมาตรการหนึ่งที่สามารถทำได้ในระหว่างนี้คือ ให้นายจ้างพร้อมลูกจ้างแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่มีเอกสารการจ้างงานไปแสดงตนว่าเป็นนายจ้างและลูกจ้าง ที่ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) ของกระทรวงแรงงาน พร้อมยื่นเอกสารสำคัญประกอบ ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาในการตรวจสอบหลักฐาน 15 วันก่อนจะมีการออกหนังสือรับรอง (Certification of Identity) โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศที่แรงงานต่างด้าวมีถิ่นพำนักอยู่ร่วมอำนวยความสะดวก
"ทางการเมียนมาได้แสดงความจำนงจะเข้ามาอำนวยความสะดวกในเรื่องการตรวจสอบเอกสารสำหรับกรณีนี้ ขณะนี้ทางการไทยกำลังประสาน กับทางการลาวและกัมพูชาเพื่อให้เข้ามาให้บริการเรื่องนี้เช่นกัน" นายสุชาติกล่าว
ค่าใช้จ่ายสูง ขั้นตอนขอใบอนุญาตไม่คล่องตัว
ที่ผ่านมา ทางการไทยมีความพยายามในการดึงกลุ่มแรงงานต่างด้าวอยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้การบริหารจัดการดังกล่าวยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
แหล่งข่าวจากสภาอุตฯ อีกราย บอกกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคประการแรกคือค่าใช้จ่ายที่สูง กล่าวคือค่าใช้จ่ายบางส่วนต้องอยู่ในความ รับผิดชอบของลูกจ้าง แต่เพราะความต้องการของนายจ้างที่ต้องการใช้แรงงานสูงกว่าจำนวนแรงงานที่มี จึงทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวตกเป็น ภาระของนายจ้างแทน ที่สำคัญใน พ.ร.ก.ฉบับใหม่มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล
ที่มา.- บีบีซีไทยรวบรวม
ประการที่สองคือ กระบวนการขอใบอนุญาตทำงานที่มีขั้นตอนค่อนข้างมาก ยุ่งยากกินเวลานาน จึงทำให้ผู้ประกอบการบางรายเลือกที่จะใช้แรงงาน ที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานแทน ดังนั้นหากภาครัฐไม่สามารถจัดการข้อจำกัดดังกล่าวในระยะยาวปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายก็จะยังไม่หมดไป