ครอบครัวน้องเมยชี้ผลสอบ "ไม่มีอะไรใหม่" สู้เพื่อความยุติธรรมต่อ

น้องเมย
คำบรรยายภาพ, นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย
    • Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ & วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 2 นาที

ครอบครัวตัญกาญจน์ชี้ ผลสอบไม่มีอะไรใหม่ แม้นเป็นกรรมการต่างชุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเหมือนกัน

น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิตอย่างมีปริศนาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา เปิดเผยกับบีบีซีไทย ภายหลังการแถลงชี้แจงของกองบัญชาการกองทัพไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (15 ธ.ค.) ว่า "ผลที่ออกมาเป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรใหม่"

เธอกล่าวอีกว่า การออกมาแถลงข่าววันนี้ เป็นเพียงการรายงานของกลุ่มคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของน้องชายของเธอ ตามขั้นตอนที่ได้กำหนดมาแล้ว ซึ่งเป็นสิทธิของทางกองทัพ

"ผลที่แถลงในวันนี้ ก็ไม่แตกต่างจากที่คณะกรรมการของโรงเรียนเตรียมทหารได้ให้ข่าวก่อนหน้านี้ แม้ว่าคณะกรรมการจะเป็นคนละชุด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพไทยเช่นกัน จึงอาจจะไม่ใช่วิธีการแสวงหาข้อเท็จจริงได้" น.ส. สุพิชากล่าวและว่า ขณะที่ครอบครัวของเธอกำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

ไม่สะดวกพบกองทัพไทย 18 ธ.ค.นี้

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับการเชิญครอบครัวของเธอมาฟังผลในวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เธอตอบว่า โรงเรียนเตรียมทหารได้ส่งหนังสือเชิญมาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน (14 ธ.ค.) เพื่อไปรับเอกสารแจ้งผลการสอบสวน แต่ครอบครัวของเธอได้แจ้งกลับไปแล้วว่า ทางครอบครัวติดธุระที่ สถานีตำรวจภูธรนครนายกในวันดังกล่าว จึงขอเลื่อนไปก่อน

การเปิดเผยของเธอ มีขึ้นภายหลังจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ซึ่งมี พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน ระบุว่าจะเชิญครอบครัวของนายภคพงศ์มาฟังผลในวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค. นี้ ขณะที่การแถลงข่าวเช้าวันนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ไม่ได้เชิญครอบครัวของ น้องเมย มาฟังผลด้วย โดยอ้างเหตุผลว่า กองบัญชาการกองทัพไทยไม่ใช่คู่กรณี จึงไม่ต้องการให้มีการตอบโต้กัน

พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง (3 จากซ้าย) รองเสนาธิการทหาร ในฐานะประธานคณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ร่วมแถลงข่าว
คำบรรยายภาพ, พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง (3 จากซ้าย) รองเสนาธิการทหาร ในฐานะประธานคณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ร่วมแถลงข่าว

ไม่มีใครสั่งลงโทษ-ทำร้ายน้องเมย

พล.อ.อ.ชวรัตน์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้สรุปในถารแถลงข่าวว่า การตายของนายภคพงศ์ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้าย อันเป็นเหตุให้เสียชีวิต

"ยืนยันจากผลทางการแพทย์ ว่าเป็นการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์มาจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน" พล.อ.อ.ชวรัตน์ กล่าว

รองเสนาธิการทหารระบุว่า วันที่นายภคพงศ์เสียชีวิต คือวันที่ 17 ต.ค. โดยนายภคพงศ์มีอาการคล้ายโรคหอบจากอารมณ์ (hyperventilation) ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในนักเรียนเตรียมทหารช่วงหลัง เช่น มีอาการเกร็ง ชา หายใจถี่และเร็วมาก จนออกซิเจนในเลือดมีระดับเพิ่มมากขึ้น ทำให้หมดสติ สูญเสียการรู้สึก ซึ่งแพทย์แพทย์บอกว่าสาเหตุหลักน่าจะเกิดจากความเครียด

นายภคพงศ์ได้รับการรักษาตัวที่กองแพทย์จนอาการเป็นปกติ แต่หลังจากนั้นเมื่อช่วงบ่ายของวันนั้นมีการใช้มือขวากุมอกด้านซ้ายในขณะเดิน ซึ่งเพื่อนสนิทของเขาสองคนกล่าวว่านายภคพงศ์ก็บอกว่าตนมีความเครียดสูง ในเวลาต่อมาเวลาเกือบ 4 โมงเย็นนายภคพงศ์ก็เซล้ม และมีอาการคล้ายโรคหอบจากอารมณ์อีกรอบ ทางโรงเรียนจึงนำไปส่งโรงพยาบาลนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

ครอบครัวตัญกาญจน์
คำบรรยายภาพ, ครอบครัวตัญกาญจน์ ประกอบด้วย นายพิเชษฐ นางสุกัลยา พ่อและแม่ น.ส.สุพิชา พี่สาว เดินทางไปรับชิ้นส่วนอวัยวะ ได้แก่ กระเพาะอาหาร, สมอง และหัวใจของนายภคพงศ์ ที่สถาบันพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา

ในระหว่างนั้นมีการทำซีพีอาร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชม. โดยใช้เจ้าหน้าที่เกือบ 20 คน จนกระทั่งเวลา 20:20 น. แพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิต

ทั้งนี้ ต่อมาในวันที่ 18 ต.ค. เจ้าหน้าที่โรงเรียนเตรียมทหารส่งศพของนายภคพงศ์ไปที่สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์การแพทย์พระมงกุฎเกล้า ในเวลาตี 1 โดยแพทย์ไม่พบร่องรอยการฟกช้ำภายนอก

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดดังกล่าวระบุว่า ชายโครงซี่ที่ 4 ของนายภคพงศ์ที่หัก แพทย์ระบุว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุอะไร แต่ก็ยังไม่ตัดกรณีการทำซีพีอาร์ที่มีการกระทำบริเวณหน้าอกเป็นเวลา 4 ชม. ออกไป

ถูกซ่อมสองวันซ้อนก่อนตาย

อย่างไรก็ตามถ้อยแถลงของกองทัพไทยดูเหมือนจะขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่นายภคพงศ์จะเสียชีวิต เพราะเขาและเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารก็ถูกทำการธำรงวินัยสองกรณี เป็นเวลาสองวัน คือวันที่ 15 และ 16 ต.ค. 2560

โดยในวันที่ 16 ต.ค. ก่อนที่น้องเมยจะเสียชีวิต พล.อ.อ. ชวรัตน์ บอกว่า หลังจากธำรงวินัยเสร็จ นายภคพงศ์แสดงอาการไม่พอใจและไม่ยอมขอบคุณนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีการปฏิบัติของโรงเรียน นักเรียนบังคับบัญชาจึงสั่งให้นายภคพงศ์ทำการ "พุ่งหลัง" เป็นเวลา 1-2 นาที หลังจากนั้นนายภคพงศ์ฟุบลงไปและหายใจเร็วๆ ถี่ๆ คล้ายอาการโรคหอบจากอารมณ์

โดย รองเสนาธิการทหาร อธิบายเพิ่มเติมว่า ท่าพุ่งหลังเป็นท่าที่อนุญาตให้ใช้ในการธำรงวินัย และการทำเป็นเวลา 1-2 นาทีไม่น่าเป็นการปฏิบัติที่เกินกำลัง

นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ และบิดา
คำบรรยายภาพ, นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ และบิดา

ส่วนอีกกรณีหนึ่ง เกิดขึ้นในคืนวันที่ 15 ต.ค. จากการสอบสวน นักเรียนบังคับบัญชามีการปลุกนักเรียนมาธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน โดยให้นักเรียนออกกำลังกายใน "ห้องซาวน่า" ซึ่งเป็นห้องพักปกติ ขนาดประมาณ 8X8 เมตร

นายภคพงศ์และเพื่อนอีกสองคนแจ้งว่าป่วย จึงถูกแยกออกมาขณะที่เพื่อนคนอื่นถูกธำรงวินัยโดยนายภคพงศ์และเพื่อนอีกสองคนถูกให้ยึดพื้นในท่าเตรียม คือ ยันแขนไว้กับพื้น

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.ชวรัตน์กล่าวว่า ท่าที่ใช้ไม่น่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการต่อเนื่อง และใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเศษ

จากเหตุการณ์นั้นทำให้มีการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนบังคับบัญชา 4 คนและปลดออกจากความเป็นนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งถือว่าเสื่อมเสียเกียรติเป็นอย่างมาก

มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 42 คน

สำหรับคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวประกอบไปด้วยนายทหาร 11 นาย พร้อมกับเชิญผู้เกี่ยวข้อง 42 คนมาทำการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องเมย อย่างไรก็ตาม โดยสรุปแล้วจากการสอบถามนักเรียนเตรียมทหารที่พบเห็นเหตุการณ์ได้ข้อมูลสอดคล้องใปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็น "การธำรงวินัย" พล.อ.อ.ชวรัตน์กล่าวว่า การธำรงวินัยมีการปรับปรุงโดยตลอด โดยได้มีการเชิญเหล่าทัพต่างๆ ให้ส่งนายทหารปกครองมาปรึกษาหารือเพื่อกำหนดเกณฑ์คุณภาพ กองบัญชาการกองทัพไทยได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุดังกล่าวแล้ว โดยจะมีการฝึกนายทหารเหล่านี้เพื่อมาดูแลเรื่องการธำรงวินัย เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อ.ชวรัตน์กล่าวย้ำว่า การธำรงวินัยถือว่าจำเป็นเนื่องจากเป็นการสร้างบุคลิกของนักเรียนและสอนให้รู้ว่าหน้าที่คืออะไร แต่การธำรงวินัยก็ต้องมีการปรับปรุงโดยตลอด โดยในบริเวณห้องโถงกองพันจะมีโปสเตอร์ว่ามีท่าธำรงวินัยท่าใดบ้างที่อนุญาตให้ทำ และหากตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ทางโรงเรียนจะสอบสวนและตัดคะแนนความประพฤติ หรือสั่งปลดจากการเป็นนักเรียนบังคับบัญชา

น้องเมย
คำบรรยายภาพ, นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์

ทวงถามถึงระบบเกียรติศักดิ์ในกองทัพ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) นางสุกัลยา ตัญกาญจน์ มารดาของน้องเมยได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าขอเดิมพันด้วยชีวิต เพื่อทางถามเกี่ยวกับระบบเกียรติศักดิ์จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายหลังการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของลูกชายเมื่อเดือนที่แล้ว

สำหรับระบบเกียรติศักดิ์ มีการระบุใน วารสารวิชาการนายเรืออากาศ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 กันยายน 2550 กล่าวถึงโดยอ้างถึงการกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1802 โดยมีระบบเกียรติศักดิ์ (Honor System) ที่ยึดถือสืบต่อกันมา ซึ่งเป็นรากฐานของงานสร้างนักรบในอุดมคติ การหลอมรวมหัวใจของชายชาติทหารและการสร้างสุภาพบุรุษของวงสังคมในเวลาปกติ

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึง "กฎแห่งเกียรติยศ" (Honor Code) ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงที่มา สปริตและสารัตถะของระบบเกียรติศักดิ์ ซึ่งกฎดังกล่าวเป็นรากฐานของจริยธรรมและเป็นกลไกของการปลูกฝังอุดมการณ์ของนักเรียนนายร้อยเวสปอยต์และได้กลายเป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนทหารทั่วโลก ซึ่งพล.อ. ปิยะ สุวรรณพิมพ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารคนแรกได้นำมาใช้ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานให้แก่นักเรียนเตรียมทหารตั้งแต่รุ่นที่ 1