งามที่กล้ามเนื้อ: เพ็ญประกาย เทียงโงก หญิงไทยคนแรกที่ไปแข่งเวที "มิสเตอร์โอลิมเปีย" สร้างอาร์โนลด์ คนเหล็ก

    • Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

จากสาวอีสานร่างผอมบางมาเป็นนักเพาะกายอาชีพของไทยคนแรกที่ได้ไปโชว์ตัวบนเวทีแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพ็ญประกาย เทียงโงก ยังคงไล่ตามความฝันที่จะเป็นแชมเปี้ยนเพาะกายต่อไป แม้จะต้องฝ่าฟันกับข้อครหาเรื่องการขายและใช้สเตียรอยด์ รวมทั้งสายตาแปลกๆ จากคนในสังคมที่ยังคิดว่าผู้หญิงยังต้องอ้อนแอ้นอรชรจึงจะดี

แค่เห็นก็รู้ไม่ธรรมดา

มองเพียงแค่ผิวเผิน ทุกคนก็รู้ว่าเพ็ญประกาย เทียงโงก หรือ ฝน ไม่ธรรมดาแน่นอน ร่างสูง 168 เซนติเมตรของเธอเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสีแทนเป็นมัดดูหนักแน่น พร้อมกับผมย้อมสีบลอนด์ยาวสลวย

และเธอก็ไม่ธรรมดาดังที่รูปลักษณ์ได้บ่งบอก เพราะฝนเป็นนักเพาะกายคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้เข้าร่วมรายการ "มิสเตอร์โอลิมเปีย" (Mr. Olympia) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีแข่งขันเพาะกายใหญ่ที่สุดในโลกที่ดาราดังอย่าง Arnold Schwarzenegger ก็เคยผ่านมาแล้ว และเคยออกมายอมรับว่าใช้สารสเตียรอยด์เพื่อเร่งให้กล้ามเนื้อเติบโตเร็วขึ้น

"นักกีฬาเพาะกายทุกคนมีความฝัน อันนี้คือเวทีสูงสุดในกีฬาเพาะกาย ความฝันสูงสุดทุกคน ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ แค่เข้าร่วมก็เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตอยู่แล้ว" เธอกล่าว

ฝนเข้าแข่งรายการนี้ในรุ่นฟิสิคหญิง ซึ่งเป็นรุ่นที่กล้ามเนื้อใหญ่ที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้แชมป์ แต่ฝนก็ติดรอบ 10 คนสุดท้าย โดยได้คะแนนรวมเป็นลำดับที่ 10 ซึ่งเธอบอกกับบีบีซีไทยว่า "ดีเกินคาด" เพราะเป้าหมายของเธอตอนนั้นคือ ติดอันดับ 1 ใน 15 จากผู้ที่เข้าแข่งขันทั้งหมด 28 คน

สมาพันธ์เพาะกายนานาชาติที่จัดการแข่งขันมิสเตอร์โอลิมเปียที่ชื่อ International Federation of Bodybuilding & Fitness หรือ IFBB ยืนยันกับบีบีซีไทย ว่า ฝนเป็นคนแรกของประเทศไทยและอุษาคเนย์ ที่ได้เข้าร่วมในการแข่งเวทีมิสเตอร์โอลิมเปีย

สาวอีสานร่างบางที่หายไป

ฝนเกิดที่อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย มีรูปร่างผอมบางตั้งแต่เด็ก เธอบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนไปมากจากน้ำหนัก 48 กิโลกรัม และความสูง 168 เซนติเมตร เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนอายุ 26 ปี กลายมาเป็น 69 กิโลกรัม ในปัจจุบัน

แต่ตอนนี้ถ้าเธอไม่พูดออกมาบางคนก็อาจจะนึกว่าเธอเป็นผู้ชายเพราะรูปร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่มองเห็นได้ถนัดชัดตา ฝนบอกว่าเมื่อเธอกลับบ้านเกิด "คนรอบข้างจะจำไม่ได้เวลากลับบ้านต่างจังหวัด...เขามองว่าทำไมตัวใหญ่ขนาดนี้ ทำไมเหมือนกะเทย" เธอเล่าพร้อมกับรอยยิ้ม

แม้กระทั่งในพัทยา บ้านหลังใหม่ที่เธอย้ายมาอยู่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เมืองที่กีฬาเพาะกายเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และฝนก็เริ่มชื่อเสียงขึ้น แต่ฝนบอกว่ายังมีบางครั้งที่คนไทยด้วยกันมองเธอเป็น "ตัวประหลาด" และมีคนไทยหลายคนไม่พูดภาษาไทยกับเธอเพราะนึกว่าเป็นคนฟิลิปปินส์หรือบราซิลอีกด้วย

"ส่วนมากฝนจะชอบแต่งหน้าและแต่งตัว เวลาไปเดินเซ็นทรัล [เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช] เขาจะมอง เขาก็รู้ว่าเป็นนักเพาะกาย แต่ถ้าเดินตลาด สายตาจะต่างกัน...แต่ถ้าต่างประเทศเขาจะมีความรู้สึกอีกแบบ เขาจะแบบ ว้าว รัยเงี้ย เขามองเราจะว้าวอย่างเดียว" ฝนกล่าว

จากนักวิ่งสู่นักเพาะกาย

ในวัยเด็ก เธอเป็นนักวิ่งของโรงเรียนมาก่อน จึงเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อจบมา จึงทำงานเป็นพนักงานในสำนักงานที่กรุงเทพฯ อยู่พักหนึ่งตามความต้องการของพ่อ แต่ต่อมาฝนก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ จึงผันตัวมาเป็นผู้ฝึกสอนออกกำลังกายส่วนตัวที่โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซสที่กรุงเทพฯ ก่อนที่จะย้ายไปทำงานที่พัทยาเมื่อปี 2551 ตามคำชักชวนของเพื่อน

คนที่ชักชวนให้ฝนเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งอย่างจริงจังก็คือแฟนเก่าซึ่งเป็นหนุ่มจากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งชื่นชอบการเพาะกายและมาเป็นผู้ฝึกสอนให้กับเธอ

"ตอนแรกไม่ตั้งใจว่าจะแข่ง อยากหุ่นดีเหมือนผู้หญิงทั่วไป อยากหุ่นดีมีซิกแพค" เธอกล่าวและเสริมว่า "แต่ก่อนผู้หญิงเล่นกล้ามไม่บูมเหมือนปัจจุบัน ผู้ชายเล่นได้ ผู้หญิงก็เล่นได้ สมัยก่อนถ้าผู้หญิงเล่นกล้าม จะแปลกๆ ในสายตาผู้หญิงไทย" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยที่ Siam Barbell Gym ที่พัทยา ซึ่งเธอก่อตั้งขึ้นเมี่อปีที่แล้ว

เมื่อฝึกไปได้สักพัก แฟนหนุ่มก็ชักชวนให้เธอลงแข่งขันเพาะกาย ทำให้ฝนเกิดความรู้สึกมุมานะ เริ่มฝึกอย่างจริงจังและเคร่งครัดมากกว่าเดิม

แข่งครั้งแรก

เวทีแรกของฝนก็คือการแข่งขันกีฬาเพาะกายและฟิตเนสชิงแชมป์ประเทศไทยในปี 2553 หรือ Mr. Thailand ซึ่งเป็นการประกวดเพาะกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่จัดโดยสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย

เธอใช้เวลาเตรียมตัว 7 เดือนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อและไดเอทเป็นเวลา 17 อาทิตย์เพื่อลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเพื่อเข้าแข่งขันในรุ่นกลางที่ใช้ชื่อว่า "บอดี้ฟิตเนส"

การชนะเวทีนั้นทำให้เธอได้เป็นหนึ่งในนักกีฬาทีมชาติไทย และต่อมาได้ไปแข่งเวทีนานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ ที่จัดภายใต้สหพันธ์กีฬาเพาะกายและฟิตเนสโลก (World Bodybuilding & Physique Sports Federation หรือ WBPF) ที่สมาคมเพาะกายฯ สังกัดอยู่

แต่เธอก็ต้องผิดหวังอย่างแรงเมื่อได้อันดับสุดท้ายจากผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 10 คน ซึ่งเธอเชื่อว่าสามารถชนะได้ เพราะเมื่อเทียบกันทั้งหมดกล้ามเนื้อเธอชัดและสวยงามกว่า แต่เมื่อผลออกมาเช่นนั้น ฝนจึงตัดสินใจออกจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติในวันนั้น

"ฝนเชื่อว่าถ้าเราเก่งจริง หรือถ้าเรามีความสามารถจริง เราไปทั่วโลกได้" เธอกล่าว

เพาะกาย-สเตียรอยด์ เรื่องที่ไม่พูดกัน

เมื่อปี 2554 เพียงหนึ่งปีหลังจากที่ฝนได้เข้ามาเป็นนักเพาะกายทีมชาติไทย สื่อมวลชนไทยลงข่าวเกี่ยวกับการจับกุมตัวเธอในข้อหาขายสารสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นสารที่ผิดกฎหมายในทุกประเทศถ้าเป็นการใช้โดยที่ไม่ใช่เพื่อการรักษาภายใต้การควบคุมของแพทย์ แต่นักกีฬาทั้งระดับอาชีพและสมัครเล่นบางคน ก็มีการใช้สเตียรอยด์เพื่อเพิ่มสมรรถภาพในทางกีฬา รวมถึงนักเพาะกายบางคนที่ใช้เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

ฝนกล่าวกับบีบีซีไทยว่า เธอถูกตำรวจล่อซื้อสเตียรอยด์โดยให้มาส่งที่สถานีขนส่งเอกมัย โดยเธอยอมรับว่าเธอไม่มีใบอนุญาตในการขาย

เธออ้างว่าในช่วงแรกมีการเรียกให้เธอไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีหมายเรียกให้ไปขึ้นศาล

นอกจากสเตียรอยด์แล้ว ยาบางชนิดก็ถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นสารต้องห้ามในกีฬาหลายชนิด เช่น ยาที่มีฤทธิ์ลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ หรือยาที่มีฤทธิ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจน เป็นต้น

สมาพันธ์เพาะกายต่างๆ รวมถึง IFBB ที่จัดงานแข่งขันมิสเตอร์โอลิมเปีย ต่างก็พยายามควบคุมการใช้สารต้องห้ามของนักเพาะกาย โดย IFBB มีการลงรายชื่อนักเพาะกายที่ถูกตรวจพบสารต้องห้ามในแต่ละปีบนเว็บไซต์ของสมาพันธ์ แต่จะไม่มีการตรวจสารต้องห้ามในการแข่งขันมิสเตอร์โอลิมเปีย

เมื่อถามถึงการใช้สารต้องห้าม ฝนหลีกเลี่ยงที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมา

"มีคนถามฝนเยอะมากว่าฝนใช้หรือเปล่า ฝนก็จะถามกลับไปว่า ไม่ถามพี่เหรอว่าพี่เทรนยังไง ออกกำลังกายกี่ชั่วโมง...อยากให้น้องๆ รู้ว่าการใช้สเตียรอยด์ไม่ได้ช่วยให้คุณตัวใหญ่ อันดับแรกที่ช่วยคือน้ำหนักของเวท" เธอกล่าว

วิธีการเทรน

ฝนกล่าวว่า เธอจะใช้ระบบเทรนแบบ 2 วัน หยุด 1 วัน และเทรน 3 วัน หยุด 2 วัน โดยเธอจะพยายามเอาภาพต่างๆ ที่เธอเทรนลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อให้น้อง ๆ ดูว่าเธอมีวิธีการฝึกอย่างไร

สำหรับอาหารการกิน เธอกินไก่ในปริมาณ 1 ขีดต่อมื้อ โดยวันหนึ่งเธอกิน 6 มื้อ ทำให้กินไก่วันละ 600 กรัม ไม่รวมถึงเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มโปรตีนที่ใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ในช่วงไดเอทก่อนการแข่งขัน เธอจะลดปริมาณการกินลงมา ทำให้ช่วงแข่งจะมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำสุดเพียง 8%

เส้นทางสู่โปร

การถูกจับกุมไม่ได้มีผลต่อการแข่งขัน หลังจากออกจากทีมชาติ ฝนยังเดินทางไปแข่งขันรายการ Juliette Bergmann Classic ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ภายใต้ IFBB

ชัยชนะของเธอในรุ่นบอดี้ฟิตเนสทำให้เธอได้รับ "โปรการ์ด" (pro card) ซึ่งเปรียบเสมือนใบอนุญาตสำหรับนักกีฬาระดับอาชีพที่จำเป็นต้องใช้ในการแข่งขันระดับอาชีพ ตามรายการที่แต่ละสมาพันธ์เพาะกายได้กำหนดไว้

จูเลียต เบอร์กแมน ผู้อำนวยการ IFBB ประจำประเทศไทย ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ฝนเป็นคนไทยคนแรกที่ได้โปรการ์ดจาก IFBB ตามมาด้วย "ทิพย์" พรทิพย์ มาริโน สาววัย 29 ปีที่เป็นคู่ฝึกซ้อมของฝน

แต่เมื่อเลิกกับแฟน ฝนว่างเว้นจากการเพาะกายไปนานถึง 4 ปี โดยระยะเวลาที่หยุดไปเธอไม่ได้ซ้อมเลย จนกระทั่งเข้าปีที่ 4 เธอมีความคิดอยากแข่งอีกรอบ และกลับมาเล่นเวทเทรนนิ่งใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา

ฝนได้ที่หนึ่งในการแข่งขัน IFBB Arizona Pro รุ่น Women's Physique ในปี 2559 ซึ่งเป็นเวทีระดับอาชีพที่คนที่มีโปรการ์ดเท่านั้นจึงจะแข่งได้ และทำให้ได้สิทธิ์ไปแข่งขันเวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง "มิสเตอร์โอลิมเปีย"

มิสเตอร์โอลิมเปีย

เธอใช้เวลาในการเตรียมตัวไปแข่งมิสเตอร์โอลิมเปียหนึ่งปีเต็ม โดยในระหว่างนั้นเธอต้องวางแผนว่าจะเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนไหน ซึ่งเธอมองว่าจุดด้อยคือส่วนของแขนและน่อง ครั้งนี้ เธอต้องซ้อมหนักกว่าทุกรายการที่ซ้อมมา

"ในระดับโอลิมเปียจะไม่มองจุดเด่น จะมองจุดด้อยว่าเวลาเดินขึ้นไปเราพรีเซนต์ตัวเองยังไง ฝนมองว่าแขนยังเล็กอยู่เทียบกับชาวต่างชาติ และน่องยังเล็ก" เธอกล่าว

การดูคลิปวิดีโอเพื่อวิเคราะห์คู่แข่งเป็นสิ่งที่เธอทำอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะภายหลังจากที่เธอทราบว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะแข่งขันในเวทีมิสเตอร์โอลิมเปีย

ครั้งนี้ เธอใช้เวลาในการไดเอท 18 อาทิตย์ก่อนไปแข่ง โดยมีมือโปรอย่างจูเลียต ที่เคยได้แชมป์มิสเตอร์โอลิมเปียถึง 3 สมัย และเป็นไอดอลของเธอ ที่คอยดูโปรแกรมไดเอทและวิธีการเทรนให้

ฝนใช้เงินประมาณ 200,000 บาทในการไปแข่งที่เมืองลาสเวกัสที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้รวมไปถึงตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหาร โดยเธอจะต้องไปก่อนวันที่ประกวดเป็นเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์เพื่อปรับตัวเรื่องเวลา

"หลังจากที่ฝนทราบ [ว่าได้ 10 คนสุดท้าย] ฝนก็ดีใจ ตกใจ มีความรู้สึกบอกไม่ถูก…ฝนก็แบบ เราทำได้เกินความคาดหมาย" เธอกล่าว

ตอนนี้ความฝันของเธอคือ อยากติด 1 ใน 3 ของมิสเตอร์โอลิมเปีย โดยเธอจะต้องแข่งในรายการระดับโปรในต้นปีหน้า เพื่อที่จะได้สิทธิ์ในการแข่งขันมิสเตอร์โอลิมเปียอีกครั้งหนึ่ง

"ฝนมองว่า If you want to be the best, you have to beat the best" เธอกล่าวทิ้งท้าย