วันสิทธิเด็กสากล สิทธิเด็กไทยอยู่ตรงไหนในมาตรฐานสากล

ค่านิยม 12 ประการที่ให้เด็กไทยท่องจำสะท้อนความคาดหวังในเชิงอุดมคติของสังคมไทยให้เด็ก ๆมีหน้าที่อย่างไรบ้าง แต่ด้านที่คู่กันของหน้าที่ คือ สิทธิของเด็ก กลับได้รับการเผยแพร่น้อยกว่ากันมาก บีบีซีไทยคุยกับหลายฝ่ายถึงสถานการณ์ การคุ้มครองสิทธิเด็กของไทยในโอกาส เป็นวันสิทธิเด็กสากล (Universal Children's Day) 20 พ.ย.

เด็กคือใคร

กฎหมายไทยระบุว่า เด็กคือบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมความถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส เด็กตามความหมายนี้ จะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งมีรากฐานมาจาก อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ของสหประชาชาติ และไทยได้ลงนามเข้าเป็นภาคีสมาชิกตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ซึ่งเด็กจะมีสิทธิพื้นฐานอยู่ 4 ประการก็คือ สิทธิการมีชีวิตอยู่รอด (Right of Survival), สิทธิในการพัฒนา (Right of Development), สิทธิในการได้รับการคุ้มครอง (Right of Protection) และสิทธิในการมีส่วนร่วม (Right of Participation)

ไมล์สุดท้าย:การบังคับใช้

กฎหมายหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็กของไทยมีอยู่ 7 ฉบับด้วยกัน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญที่ระบุถึงการพิทักษ์และคุ้มครองทั้งเด็กปกติ เด็กพิการ ทุพพลภาพ และเด็กด้อยโอกาสในสังคม ไปจนถึงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ที่พูดถึงการลงโทษนักเรียนนักศึกษา นอกจากนี้ยังมีประมวลกฎหมายอาญาที่ระบุว่าการที่พ่อแม่ลงโทษลูกเกินสมควรจะมีโทษอย่างไร

โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กฎระเบียบการคุ้มครองสิทธิเด็กของไทยมีความก้าวหน้ามากและคุ้มครองเกี่ยวกับเด็กในทุกด้าน สามารถเทียบเคียงได้กับสิทธิเด็กในประเทศที่ก้าวหน้าเช่น ยุโรป หากแต่ "ยังมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้ ทำให้มีลักษณะเหมือนทำยังไม่เสร็จ ยังเหลือไมล์สุดท้ายที่ประเทศไทยยังคงต้องทำเพิ่มเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเด็กครบสมบูรณ์"

นายดาวินยกตัวอย่างในเรื่องการบังคับใช้ เช่น สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษาของเด็กชายขอบโดยเฉพาะ เด็กที่มาจากครอบครัวผู้อพยพต่างชาติที่เข้ามาเป็นแรงงานของไทย "พวกเขาอาจไม่รู้สิทธิ์ของตัวเอง และหน่วยงานใกล้เคียงอย่างโรงเรียนไม่ค่อยอยากจะยอมรับเข้าเรียน"

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องความเชื่อเรื่องการลงโทษเด็ก ๆ ของผู้ปกครอง ผลสำรวจของยูนิเซฟ พบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมาก มองว่าการลงโทษทางกายแก่เด็กเป็นความจำเป็น และ "ไม่เห็นจะเป็นอะไร" ส่วนความเห็นของเด็กเองก็รับรู้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

สามปัญหาที่เด็กไทยเผชิญ

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ "ครูหยุย" กล่าวว่าปัญหาของเด็กไทยนั้นมีอยู่สามเรื่องใหญ่คือ ภาวะที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ปัญหาเรื่องเพศ และการแสดงออกซึ่งความรุนแรง

นายวัลลภกล่าวว่า ปัญหายาเสพติดในเด็กเนื่องจาก เสพ หรือ มีส่วนในการจำหน่ายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้เด็กถูกส่งเข้าสถานพินิจ ส่วนการไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง นำไปสู่ปัญหาการท้องก่อนวัยอันควร และความรุนแรงในหมู่เยาวชนก็นำไปสู่การยกพวกตีกัน แข่งรถตามถนน

"ในช่วง 10 ปีทีผ่านมาปัญหาใหญ่ที่เด็กไทยเผชิญอยู่ไม่มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น จำนวนเด็กที่ประสบปัญหาเช่นนี้ยังอยู่ในระดับเดิม" เขาชี้และเสริมว่า "ตามที่ผมได้พูดคุยกับพวกเด็ก ๆ เอง พวกเขาก็ตระหนักในปัญหาเหล่านี้ และพวกเขาเองก็เสนอเป็นแนวทางป้องกันมาด้วย"

ในกรณีปัญหาเรื่องเพศ และการท้องก่อนวัยอันควรนี้ ทางยูนิเซฟก็เน้นว่าเด็กไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยมากโดยอยู่ที่อายุ 13 ปีครึ่งเท่านั้น และทำให้อัตราการท้องในวัยเรียนในขณะที่ยังไม่พร้อมแตะระดับสูงด้วย

ข้อมูลจากธนาคารโลกบ่งชี้ว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของเยาวชนหญิงไทยอายุ 15-19 ปี เมื่อปี 2015 มีอัตราสูงมากในโลกถึง 45 คน จากจำนวนหญิงที่คลอดบุตร 1,000 คน เทียบกับ 14 คน ใน สหราชอาณาจักร 6 คนในสวีเดน และ 3 คน ในสวิตเซอร์แลนด์

สิทธิในการมีส่วนร่วมยังน้อย

ส่วน "บุ๋ม" วีรวรรณ มอสบี้ ผู้ได้รับรางวัล นักต่อสู้ด้านการค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report Heroes) จากรัฐบาลสหรัฐฯ เห็นด้วยว่าไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็ก ๆ ขึ้นมาก รวมถึงการคุ้มครองเมื่อพวกเขาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย

วีรวรรณกล่าวเพราะว่าวัฒนธรมไทยก็คือเด็กต้องเคารพและเชื่อฟังผู้ใหญ่ และเมื่อเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผู้ใหญ่ตัดสินใจเลือกให้เด็กทั้งหมดโดยไม่ได้ชี้แจงผลดีผลเสียและให้เด็กเลือก

"ปัญหาที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือขาดการให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง" ผู้ก่อตั้ง HUG project ซึ่งได้ช่วยเหลือเด็ก ๆ จำนวนมากให้พ้นจากการเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

ในกรณีเด็กที่ต้องขึ้นศาลให้ปากคำเพื่อเอาผิดกับพวกค้ามนุษย์นั้น "บุ๋มใช้วิธีให้เด็กเลือกสามตัวเลือก อย่างเช่นถ้าเลือกอยู่กับเราจะเป็นอย่างไร ได้รับการคุ้มครอง แต่อาจคิดถึงพ่อแม่ หรือถ้าเลือกไปอยู่กับพ่อแม่ก็อาจจะได้รับความอบอุ่น แต่มีข้อจำกัดด้านการศึกษา และอาจถูกข่มขู่ได้ หรือถ้าไปอยู่กับครอบครัวใหม่ที่อาสาเข้ามาดูแล อาจจะดีในแง่การศึกษา ปลอดภัย แต่อาจจะต้องตัดขาดกับเพื่อนและสังคมเดิม"

แต่วีรวรรณก็เห็นว่าปัจจุบันนี้สถานการณ์เรื่องสิทธิเด็กดีขึ้นมาก จากอดีตที่การพิจารณาคดีเกี่ยวกับเด็ก "ไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริง" แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีระบบตั้งคนดูแลเฉพาะกรณีที่เรียกว่า "เคส เมเนเจอร์" เข้ามาดูแลเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในทุกด้าน

ฟังเสียงเด็ก

ชวัลวิทย์ ปรัตถพงศ์ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในบางครั้งก็รู้สึกว่าเราทำตามสิทธิ และคุณครูลงโทษแบบไม่มีเหตุผล "แต่ถ้ามองในแง่กฎเกณฑ์ของโรงเรียน เค้าได้สร้างกฎเกณฑ์ให้เราแล้ว ว่าเราต้องทำตามกฎเกณฑ์ยังไงบ้าง ดังนั้นจะว่าเราผิดข้างเดียวไหม เราก็ต้องทำตามกฎด้วย"

เมื่อถามว่ายังมีการลงโทษด้วยการตีหรืออื่น ๆ หรือยังมีระเบียบเรื่องการตัดผมอยู่ใหม่ ชวัลวิทย์กล่าวว่า เรื่องนี้ยังมีอยู่แน่นอน

ชวัลวิทย์บอกว่าในห้องเรียนก็มีการสอนเกี่ยวกับสิทธิของเด็ก ๆ อยู่ โดยเฉพาะสิทธิ์ในส่วนของการศึกษา

"ส่วนประสบการณ์ของผม การละเมิดสิทธิมีไม่มาก ถ้าเราอยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียนก็ไม่เกิดเรื่องการลงโทษ หรือล่วงละเมิดสิทธิขึ้นแน่นอน" เขากล่าว

การเชื่อฟัง: เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง

ครูหยุย กล่าวว่าแม้ว่าการคุ้มครองสิทธิเด็กของไทยก้าวหน้าสามารถเทียบเคียงกับกับประเทศในยุโรปได้ แต่ปัญหาของไทยอาจจะเน้นเรื่องการสั่งสอนเป็นหลัก มีการตั้งตัวแบบเพื่อให้เด็กเดินตาม บอกว่าทำแบบนี้ถึงจะดี และทำแบบนี้เลว อาจเป็นโครงสร้างที่เอียง ไม่ได้ให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดหรือตัดสินใจทำมากนัก

"ก็มีทั้งจุดเด่นจุดด้อย จุดเด่นก็คือเด็กก็เรียนรู้อะไรถูกอะไรผิดได้เร็ว เพราะมีรูปแบบที่เห็นได้ชัด จุดด้อยคือเด็กไทยไม่ค่อยกล้าคิด ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ ไม่กล้าแหวกกรอบประเพณีเดิม

อย่างไรก็ตาม "การสอนแนวคิดบางเรื่อง เช่น การเคารพผู้ใหญ่ คิดว่าจำเป็นเพื่อดำรงประเพณีไทยเอาไว้" ครูหยุยกล่าว

สิทธิเด็กในยุโรป

สิทธิเด็กเป็นประเด็นหลายประเทศในยุโรปให้ความสำคัญ

ตั้งแต่ปี 1958 หรือ เกือบ 60 ปีก่อน สวีเดนออกกฎห้ามครูลงโทษทางร่างกายต่อเด็กในทุกระดับชั้น และในปี 1979 สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่กำหนดให้การที่ผู้ปกครองลงโทษทางร่างกายเด็กไม่ว่าจะรูปแบบใดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้นับแต่นั้นเป็นต้นมาหลายประเทศได้ออกกฎหมายลักษณะเดียวกันเพื่อคุ้มครองเด็ก

เรื่องสิทธิของเด็กยังถูกบรรจุอยู่ในบทเรียนวิชาสังคมศึกษาของเด็กสวีเดน ซึ่งจะบอกให้ทราบถึงสิทธิที่พวกเขามีในแต่ละช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี ยกตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 13 ปี มีสิทธิทำงานง่าย ๆ ที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ พัฒนาการ และการศึกษา ส่วนเยาวชนอายุ 15 ปีมีสิทธิที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนวัยใกล้เคียงหรือวัยเดียวกันได้ แต่กฎหมายห้ามคนที่แก่กว่าหาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก เป็นต้น

ตั้งแต่ปี 1942 สวีเดนจัดการสอนเรื่องเพศแก่เด็ก ตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยปรับเนื้อหาการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย โดยยึดหลัก "ความหลากหลาย เสรีภาพ และความสุขทางเพศ" โดยมีสมาคมเพศศึกษาแห่งสวีเดนกำกับดูแลด้านนี้

ส่วนในสวิตเซอร์แลนด์นั้น ในโรงเรียนที่พูดภาษาฝรั่งเศสเริ่มสอนวิชาเพศศึกษาแก่นักเรียนระดับประถมศึกษามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก และให้เด็กเรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดตามบรรทัดฐานของสังคมและกฎหมาย

เด็กจะได้เรียนรู้สิทธิของตนเอง และได้ทราบเกี่ยวกับบุคคลที่พวกเขาสามารถปรึกษาได้เมื่อมีเรื่องส่วนตัวที่รู้สึกไม่สบายใจ รวมทั้งสอนให้เด็กแสดงความรู้สึกของตนและกล้าที่จะปฏิเสธ

ในสหราชอาณาจักร มีการสอนวิชาเพศศึกษาและความสัมพันธ์ มุ่งเน้นการเรียนรู้และสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ผู้ใหญ่ ทั้งทางด้านอารมณ์ความรู้สึก สังคม และร่างกายของตนเอง ตลอดจนเรื่องความสัมพันธ์ การมีเพศสัมพันธ์ เรื่องทางเพศอื่น ๆ และเรื่องสุขภาพทางเพศ

การสอนเพศศึกษาในสหราชอาณาจักรมีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และทักษะในการมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและเป็นสุข รวมทั้งมีความรับผิดชอบในเรื่องสุขภาพและสวัสดิภาพทางเพศของตนเอง มีการสอนให้เด็กรู้ถึงความสำคัญของเกี่ยวกับความยินยอมพร้อมใจทางเพศตั้งแต่อายุ 11 ปี

อย่างไรก็ตาม การสอนเพศศึกษาในอังกฤษและเวลส์ไม่ใช่วิชาบังคับเพราะผู้ปกครองมีสิทธิที่จะไม่ให้บุตรหลานเข้าเรียนได้