เอเปคและเวียดนาม จุดหมายลงทุนแห่งใหม่แทนไทย?

การประชุมเอเปก

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ในฐานะเจ้าภาพเอเปคครั้งนี้ รัฐบาลสังคมนิยมของเวียดนามต้อนรับการเยือนของ 3 ผู้นำมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ตั้งแต่ 10 พ.ย. ในขณะที่กว่าสามปีของรัฐบาลทหารของไทย ยังไม่มีโอกาสนี้ ภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง จะทำให้เวียดนามแซงหน้าไทยในด้านการลงทุน และความมั่นคงของภูมิภาคได้หรือไม่

หากไม่นับรวมผลประโยชน์โดยตรงจากการเป็นเจ้าภาพเอเปคในครั้งนี้ของเวียดนาม งานศึกษาหลายชิ้นสะท้อนให้เห็นศักยภาพของเวียดนามที่จะก้าวล้ำนำหน้าประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า

รายงาน "ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2017" จัดขึ้นโดยศูนย์วิจัย Economic Intelligence Center ของธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า หากย้อนกลับพิจารณาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระหว่างปี 1985-1995 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วเฉลี่ยร้อยละ 9.6% ต่อปีและยังคงเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยราว 6%-7% ต่อปี

รายงานฉบับนี้กล่าวด้วยว่าต่างชาติยังให้ความสนใจลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างถึง Global Competitiveness Index 2016 จัดทำโดย Deloitte ที่ระบุว่า ผลิตภาพในภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามในรอบทศวรรษที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเร็วกว่าไทย และภายในปี 2020 เวียดนามจะสามารถไต่ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 12 แซงหน้าไทยที่คาดว่าจะอยู่อันดับที่ 14 จากทั้งหมด 40 ประเทศ

แล้วไทยจะอยู่ตรงไหน?

รายงานฉบับดังกล่าว แนะนำผู้ประกอบการไทยให้มองเวียดนามไม่ได้เป็นคู่แข่ง แต่ต้องเป็นคู่ค้า โดยใช้เวียดนามเป็นฐานส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคสู่ตลาดเวียดนาม ซึ่งกำลังเติบโต ในขณะเดียวกันก็เป็นการลงทุนเพื่อเป็นส่วนเชื่อมห่วงโซ่มูลค่าในสายการผลิตของเวียดนาม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานการค้าและการลงทุน กล่าวกับบีบีซีไทย ว่า การเดินทางเยือนของผู้นำมหาอำนาจ ในระหว่างการประชุมเอเปคสะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

จุดแข็งของเวียดนามคือสามารถรอบรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เช่น อุุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จุดแข็งของเวียดนามคือสามารถรอบรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เช่น อุุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ

"ผมยอมรับว่าเวียดนามในตอนนี้เนื้อหอม ไม่ว่าจะเป็นด้วยขนาดประชากรกว่า 90 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาชาติมหาอำนาจอย่าง รัสเซีย และจีนก็ให้ความสำคัญ แต่ระยะหลังสหรัฐอเมริกาเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญมากขึ้น จึงเลือกที่จะเข้ามาเยือนเวียดนามในระหว่างการประชุมเอเปค" นายเกรียงไกรระบุ

รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หากพิจารณาถึงความสำคัญด้านภูมิรัฐศาสตร์ของเวียดนามในปัจจุบัน ถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าไทย โดยเฉพาะในการเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของจีน Belt and Road Initiative การมีแรงงานราคาถูกและมีชายแดนติดกับจีนก็ทำให้กลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้ม

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนของไทย ยังมองว่าไทยยังคงมีจุดขายที่แตกต่าง โดยเฉพาะความร่วมมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 และอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีความต้องการพัฒนามูลค่าเพิ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ รวมทั้งการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านการลงทุนและอาศัยความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ การเป็นศูนย์กลางทางโลจิสติกส์ และใกลักับท่าเรือและท่าอากาศยาน

เร่งขยายนโยบายโด่ยเหมย 2

"นโยบายโด่ยเหมยที่เริ่มต้นนับตั้งแต่ปี 1986 ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในความเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างมาก โดยลดการผูกขาดของภาครัฐ เพื่อให้มีการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้นในภาคเอกชนเป็นผลทำให้เศรษฐกิจเวียดตามเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ตลอด 10 ปีหลังจากเริ่มมีผลบังคับใช้" ดร.เลอ ฮอง เฮียบ นักวิชาการจาก สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในประเทศสิงคโปร์บอกกับบีบีซีไทย

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว สามารถทำให้เวียดนามหลุดพ้นสถานะของประเทศรายได้ต่ำและกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

การขยายตัวของอุตหสาหกรรมส่งผลกระทบต่อปัญหาสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาที่เวียดนามจะต้องมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในอนาคต

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การขยายตัวของอุตหสาหกรรมส่งผลกระทบต่อปัญหาสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาที่เวียดนามจะต้องมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในอนาคต

ดร.เลอ ฮอง เฮียบ เสนอแนะว่า แม้ว่านโยบายโด่ยเหมยยังคงทำหน้าที่ผลักดันเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่รัฐบาลเวียดนามจะต้องเริ่มนโยบายโด่ยเหมยครั้งที่ 2 อย่างเร่งด่วน โดยมีรากฐานมาจากการปฏิรูปพรรคคอมมิวนิสต์หรือภาคการเมือง กำจัดคอร์รัปชั่น ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มุ่งไปสู่การพัฒนาโมเดลใหม่ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น และมีมาตรฐานการผลิตมากขึ้น รวมไปจนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมต่างๆ

"ผมมองว่าด้วยนโยบายใหม่จะทำให้อนาคตของเวียดนามสดใสได้ เพื่อรองรับเงินทุนจากต่างประเทศ พร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งสอดรับกับการเปิดเสรีและกระจายบทบาทของรัฐสู่ภาคเอกชน ในลักษณะเดียวกันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" นักวิชาการรายนี้อธิบาย

ซาเบโค บริษัทผู้ผลิตเครื่องดืมแอลกอฮอลที่ครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 40 เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจของเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติแผนการขายหุ้นส่วนใหญ่ร้อยละ 53.59 ให้กับนักลงทุนต่างชาติเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง กลุ่มไทยเบฟ และกลุ่มสิงห์คอร์ป ของไทยสนใจ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ซาเบโค บริษัทผู้ผลิตเครื่องดืมแอลกอฮอลที่ครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 40 เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจของเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติแผนการขายหุ้นส่วนใหญ่ร้อยละ 53.59 ให้กับนักลงทุนต่างชาติเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง กลุ่มไทยเบฟ และกลุ่มสิงห์คอร์ป ของไทยสนใจ

ขณะที่ ดร.ฮา ฮวง ฮอบ จากนักวิชาการชาวเวียดนามที่เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองจากสถาบันเดียวกัน กลับมองว่า ในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า เวียดนามยังคงต้องเผชิญกับความท้าท้าย จากเรื่องอัตราการเติบโตที่ต่ำลงกว่าในปัจจุบัน เพราะว่ามีความจำเป็นต้องชำระหนี้สาธารณะที่อยู่ในอัตราสูงราวร้อยละ 65 ของจีดีพี สิ่งที่รัฐบาลเวียดนามต้องทำต่อไป นอกจากการปฏิรูปหน่วยงานของรัฐแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญการพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพสูงขึ้น พัฒนาการศึกษาและการฝึกอบรมภาคอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น

"เอเปก" ความหวังเวียดนาม

ดร.เลอ ฮอง เฮียบ บอกว่า รายงานข่าวของสื่อมวลชนไปทั่วโลกจากการประชุมเอเปคและการเยือนของผู้นำของชาติมหาอำนาจแล้วจะทำให้โลกรู้จักเวียดนามมากขึ้น

"เวียดนามสามารถใช้เอเปกเป็นเวที ที่จะบอกนานาชาติว่า มีความพร้อมที่จะเป็นเป้าหมายทางการค้าการลงทุนที่สำคัญ รวมไปถึงเป้าหมายทางการท่องเที่ยวผ่านข้อได้เปรียบที่โดดเด่นหลายประการ เช่น การมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ" ดร.เลอ ฮอง เฮียบ กล่าว

ภาพอ่าวฮาลอง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิชาการระบุว่า เวทีเอเปกจะช่วยเปิดโอกาสให้เวียดนามดึงดูดทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมากขึ้น

ผลประโยชน์อีกประการสำหรับเวียดนาม คือ การเปิดโอกาสในการขยายกลุ่มนักลงทุนจากอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ ต่อยอดจากประเทศคู่ค้าเดิมๆ อย่าง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์จะเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ เพราะความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามประมาณการล่าสุดเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาว่า จำนวนประชากรปีนี้จะอยู่ที่ 93.7 ล้านคน สำหรับแรงงานที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีประมาณ 54.88 ล้านคน คิดเป็นถึงร้อยละ 58.5 ของประชากรทั้งหมด ที่สำคัญจำนวนดังกล่าวยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาจากช่วงเดียวกันในปีก่อนถึงราว 446,400 คน

"สิ่งที่เวียดนามต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตคือการถ่ายทอดทางด้านเทคโนโลยีและเงินทุนจากประเทศใหม่ๆ เช่น จีน และสหรัฐฯ ซึ่งเวียดนามได้เตรียมสิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้านการลงทุนไว้ในเขตอุตสาหกรรมหลักๆ ไว้แล้ว" นายเลอ ฮอง เฮียบอธิบาย

ที่มา.-หน่วยงานการลงทุนในต่างประเทศของเวียดนาม

เงินลงทุนที่เวียดนามต้องการเพิ่มเติม คือ การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure investment) โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์

"การที่เวียดนามได้รับการกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ของจีนภายในการขับเคลื่อนโดยประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสในการเสริมเขี้ยวเล็บให้กับเวียดนามในอนาคตอีกด้วย แต่ต้องขึ้นอยู่กับแผนการเจรจาระหว่างสองประเทศ" นักวิชาการรายนี้กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ดร.ฮา ฮวง ฮอบ มองต่างว่า การลงทุนตามนโยบาย Belt and Road Initiative ของจีน มีขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเวียดนาม

สามมหาอำนาจ

ดร.ฮา ฮวง ฮอบ มองว่าการประชุมเอเปกในครั้งนี้ไม่ได้แตกต่างจากเวทีครั้งก่อนๆ แต่สิ่งที่คาดว่าจะทำให้เวทีนี้มีความหมายมากขึ้น คือ การผลักดันให้เกิด "ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก" หรือ "ทีพีพี 11" โดยกลุ่มชาติที่เหลือ 11 ประเทศ หลังจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ตัดสินใจถอนตัว ออกจาก ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดังกล่าวซึ่งที่รัฐบาลของนายบารัค โอบามา เป็นผู้ริเริ่มและให้การสนับสนุน

ที่ประชุมของ 10 ชาติมีขึ้นระหว่างการประชุมเอเปคครั้งที่ 25 ที่นครดานัง ของเวียดนาม

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, การประชุมของ 10 ชาติเกี่ยวกับ"ทีพีพี 11" มีขึ้นระหว่างการประชุมเอเปคครั้งที่ 25 ที่นครดานัง ของเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการประชุม 11 ชาติดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าจีดีพีรวมกันราว 12.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ วานนี้ (10 พ.ย.) ปรากฎว่านายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดากลับไม่เข้าร่วมการประชุมเพื่อลงนามข้อตกลงดังกล่าว สร้างความผิดหวังต่อบรรดาผู้นำอีก 10 ชาติที่เหลืออย่างมาก แต่ยังคงยึดมั่นที่จะผลักดันข้อตกลงดังกล่าวต่อไป

ดร.เลอ ฮอง เฮียบ บอกว่า หากว่าเรื่องดังกล่าวประสบความสำเร็จในระหว่างการประชุมที่นครดานัง เวียดนามก็น่าจะได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวด้วย แม้ว่าจะไม่มีสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วยก็ตาม

ประธานาธิบดีทรัมป์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีทรัมป์

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์หรือข้อตกลงทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ อาจจะไม่โดดเด่นนักระหว่างการประชุมเอเปก หนังสือพิมพ์สเตทส์ไทมส์ของสิงคโปร์ระบุว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งแตกต่างจากความร่วมมือด้านความมั่นคงแบบทวิภาคี ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งมอบเรือลาดตระเวน 6 ลำ เรือยามฝั่งทนทะเลสูง 1 ลำและเรือลำเลียงอีก 1 ลำให้กับยามชายฝั่งของเวียดนาม ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์จะมีกำหนดการหารือแบบทวิภาคีกับผู้นำระดับสูงของเวียดนามในวันนี้ (11 พ.ย.) ก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31

แผนผังการเดินทางของทรัมป์ในเอเชีย

ขณะที่เว็บไซต์ของฟอร์บส์รายงานว่า การเยือนของประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย อาจจะไม่มีอะไรมากมาย เพราะว่าปัญหาของรัสเซียอย่างหนึ่งคือ เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะหลังจากการเยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยให้คำมั่นว่าจะช่วยยุติการขาดดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันได้ อีกอย่างคือ เป้าหมายอุตสาหกรรของรัสเซียและสหรัฐฯ ในเวียดนามก็ต่างกัน เนื่องจากรัสเซียให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมด้านความมั่นคง

ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิงของจีน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิงของจีน

ส่วนการเดินทางมาของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีน ดร.เลอ ฮอง เฮียบ อธิบายว่า จีนน่าจะเป็นชาติที่ได้เปรียบมากที่สุดบนเวทีแห่งนี้ เพราะคาดว่านายสีจะหยิบยกนโยบาย Belt and Road Initiative ขึ้นมาเป็นเรื่องชูโรง ซึ่งเวียดนามเองก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ดังกล่าวด้วย นอกจากนี้คาดว่า จีนจะเน้นย้ำความสำคัญของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย หรือ AIIB ซึ่งริเริ่มโดยจีนอีกด้วย

เส้นทางสายไหมทางบก คือถนนและทางรถไฟจากจีนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เส้นทางสายไหมทางทะเลคือเส้นทางเดินเรือจากจีนมุ่งลงใต้เข้าสู่ทิศตะวันตก
คำบรรยายภาพ, เส้นทางสายไหมทางบก คือถนนและทางรถไฟจากจีนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เส้นทางสายไหมทางทะเลคือเส้นทางเดินเรือจากจีนมุ่งลงใต้เข้าสู่ทิศตะวันตก

เขายังกล่าวอีกว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ของเวียดนาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้เวียดนามมีความได้เปรียบทางด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์มากขึ้น เรื่องทั้งสองที่จีนนำเสนอ ถือเป็นสิ่งที่เวียดนามกำลังสนใจ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตตามทัศนะของนายเกรียงไกรแห่ง ส.อ.ท. บอกว่า สำหรับผู้ประกอบการไทยนั้น ได้รับคำเตือนมาแล้วในระดับหนึ่งเกี่ยวกับการแข่งขันกับเวียดนาม สิ่งที่จะต้องเตรียมรับมือไว้คือการพัฒนาขีดความสามารถขยับไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ

ผู้ประกอบการไทยต้องปรับทัศนคติใหม่ "เปลี่ยนเวียดนามจากคู่แข่ง ให้เป็นคู่ค้า"