รบ.ทหาร ว่า ศก.ฟื้น แต่แม่ค้าครวญลูกค้าหด รายได้หาย
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
แม้รัฐบาลทหารประกาศว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว แต่ชาวบ้านรากหญ้าและแม่ค้าในตลาดสดกลับเห็นสวนทาง โดยระบุว่า รายได้หายไปกว่าครึ่ง เพราะลูกค้าซื้อน้อยลง ขณะที่ผู้ซื้อบางส่วนก็หายไป หลังจากนโยบายจัดระเบียบทางเท้า ด้านยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคยังซบเซาสุดในรอบสิบปี
"ยอดขายตกลงมากเลย ครึ่งต่อครึ่ง ช่วงก่อนๆ ขายได้วันละ 2 - 3 หมื่นกว่าบาท ตอนนี้เหลือบางทีหมื่นกว่าบาท เพราะลูกค้าไม่มีที่ขายของ ต้องเลิกไป เศรษฐกิจก็ไม่ดี คนซื้อไม่ค่อยมี แม่ค้าก็เยอะ" นางสำราญ ทองปอน แม่ค้าขายเนื้อไก่ หมู และเนื้อในตลาดคลองเตย บอกกับบีบีซีไทย
นางสำราญกล่าวเสริมว่า เมื่อก่อน 3 ปีที่แล้วทางแผงของเธอรับเนื้อไก่ชำแหละ เนื้อหมูชำแหละและส่วนต่างๆ มาในรวมกันราว 300 - 400 กิโลกรัมต่อวัน แต่มาในปัจจุบันลูกค้าน้อยลง ทำให้ต้องลดปริมาณการรับของลงมาเหลือประมาณ 100 กิโลกรัมต่อวัน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
สาเหตุที่ต้องลดปริมาณส่วนหนึ่งเธอยอมรับว่ามาจากเศรษฐกิจภาพรวม ที่ทำให้บรรดาลูกค้าที่ซื้อเนื้อสัตว์ไปประกอบอาหารเองที่บ้านลดการซื้อลง ในขณะที่ลูกค้าที่เป็นแม่ค้าขายอาหารตามริมทางเดินซึ่งถือว่าเป็นส่วนใหญ่ของผู้ซื้อราวร้อยละ 70 ก็ถูกทางการจัดระเบียบไปแล้วบางส่วน
การจัดระเบียบทางเท้าตามพื้นที่ต่างๆ ในย่านสำคัญๆ ของกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเข้ามาบริหารบ้านเมืองตั้งแต่ปี 2557 และได้รับการตอบสนองนโยบายจากกรุงเทพมหานคร
นางรสสุคนธ์ ทวีเลิศ แม่ค้าผักสดหั่นสำเร็จในตลาดแห่งนี้ บอกว่า ลูกค้าเดิม ส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าข้าวแกงจำนวนไม่น้อยลง แต่ยอดการซื้อลดน้อยลง เพราะเวลาพวกเขาซื้อผักไปจะนำไปประกอบอาหารขายต่อ แต่เมื่อลูกค้าที่ซื้อกับข้าวจากพวกเขาลดน้อยลง พวกเขาก็จำเป็นต้องลดปริมาณการซื้อจากทางร้าน เมื่อเทียบยอดขายในเดือนนี้กับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วลดลงราวร้อยละ 30

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ไม่แตกต่างจากนางเสงี่ยม แซ่ตั้ง แม่ค้าขายปลาและสัตว์ทะเลที่บอกว่า ยอดขายไม่ดีเท่าเมื่อก่อน ในแต่ละวันต้องลงทุนในการซื้อปลาและสัตว์ทะเลมาขายราว 3 - 4 หมื่นบาท ส่วนยอดขายก็ได้มากกว่าต้นทุนไม่มาก ส่งผลให้ไม่มีเงินเก็บมากเท่าที่ควร บางครั้งก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง
"ช่วงนี้ท้อแล้ว ขายไม่ดี อยากจะเลิกขายแล้ว ขายแล้วไม่มีกำไรเหลือ อย่าง ปลากะพงที่ซื้อมากระบะหนึ่ง บางวันขายได้แค่ 2 ตัว เหลืออีกหลายตัว เห็นแล้ว มันก็ท้อ" เธอกล่าวด้วยสีหน้าสุดกล้ำกลืน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
นางเสงี่ยมก็เป็นแม่ค้าอีกคนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เธอก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายการจัดระเบียบแม่ค้าริมทางเท้า ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเธอ
"เวลาขายส่งให้กับแม่ค้าข้าวแกงริมถนน ฉันยังขายได้ครั้งละ 5 - 10 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ ฉันขายให้แต่(ลูกค้า)ที่ซื้อไปทำกินเอง ซื้อครึ่งกิโลกรัมหรือหนึ่งกิโลกรัม ก็ถือว่าเป็นเรื่องยากแล้ว บางทีก็รู้สึกท้อใจอยากเลิกขาย เพราะขายไปก็มีกำไรน้อยหรือไม่มีกำไรเลย" นางเสงี่ยมอธิบาย
เมื่อถามว่าอะไรคือ วิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อลูกค้าซื้อน้อยลง แม่ค้าในตลาดแห่งนี้บอกว่า กลยุทธ์เดียวคือ ถ้าลูกค้าซื้อน้อยลงก็ต้องซื้อมาให้น้อยลงตามไปด้วย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
จากคลองเตย สู่ภาพรวมรากหญ้า
เสียงสะท้อนจากแม่ค้าเหล่านี้ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจฐานรากเป็นอย่างไรได้พอสมควร ซึ่งตรงกับผลการสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคโดย บริษัทวิจัยทางการตลาด บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ฉายภาพกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับรากหญ้าว่า ภาวะตลาดสินค้ากลุ่มดังกล่าวถือว่า ถดถอยที่สุดในรอบทศวรรษ
นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทวิจัยแห่งนี้อธิบายว่า "ผู้บริโภคซื้อสินค้าน้อยลงและจ่ายน้อยลงอีกด้วย" นี่เป็นผลมาจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีการดิ่งลงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาและราคาตกต่ำของราคาสินค้าการเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด ยางพารา รวมไปถึงเรื่องของปัจจัยหนี้ในครัวเรือนที่มีอยู่อย่างสูงนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา
สำหรับการวิจัยดังกล่าว ทำการวิจัยผ่านระบบออนไลน์ด้วยขนาดกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คน เพื่อเป็นตัวแทนและสะท้อนพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค 22.2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
ความน่าสนใจของงานวิจัยนี้อยู่ที่การวัดอัตราการเติบโตของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันที่พบว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ยอดขายโดยรวมยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง
"หากย้อนดูตัวเลขย้อนหลังไป 10 ปีที่แล้วจะพบว่า ในไตรมาส 2 ของปีนี้ มีอัตราการเติบโตของยอดขายสินค้าประเภทนี้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ" นายอิษณาติกล่าวย้ำ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังเพียง 5 ปี ก็จะพบว่า ยอดขายกลุ่มสินค้านี้ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน มีแนวโน้วลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในปี 2555 สินค้ากลุ่มนี้มียอดขายเติบโตถึงร้อยละ 11 พอมาถึงปี 2556 มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 7.7 ตามมาด้วยปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่คสช. เข้ามายึดอำนาจอัตราการเติบโตก็ลดลงอย่างฮวบฮาบมาอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ส่วนในปี 2558 มีอัตราการเติบโตร้อยละ2.2 และปีที่แล้วเติบโตร้อยละ 1.7
"คนซื้อน้อยลง ลงโฆษณาก็น้อยตาม"
ผลจากแนวโน้มดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ที่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล่านั้น ซึ่งถือว่ากลุ่มผู้ใช้งบโฆษณามากที่สุด จำเป็นต้องตัดลดงบประมาณการโฆษณาผ่านสื่อหลักลงและหาช่องทางใหม่ๆ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า
นายอิษณาติ เสริมว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้ผลิตผู้จำหน่ายสินค้าต่างๆ จะปรับลดการใช้จ่ายด้านโฆษณารวมไปจนถึงการวิจัยทางการตลาด ในภาวะที่กำลังชะลอตัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อมูลงบโฆษณาบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด ก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยข้อมูลงบโฆษณาตั้งแต่เดือน ม.ค. -ส.ค. ที่ผ่านมา ยังคงติดลบร้อยละ 8.44 มาอยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วที่มีงบโฆษณารวม 8 เดือนอยู่ราว 7.68 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลนี้นับรวมงบโฆษณาที่ใช้ผ่านสถานีโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อนอกบ้าน และสื่อออนไลน์บางส่วน)
ในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัท ยูนิลีเวอร์ (ไทย) โฮลดิ้งส์ จำกัด บริษัท เนสทเล่ (ไทย) จำกัด บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด รวมทั้งบริษัทที่จัดจำหน่ายรถยนต์ เช่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และบริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ จำกัด ต่างลดงบประมาณโฆษณาในปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
รากหญ้าสวนทางกับภาพเศรษฐกิจใหญ่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงว่า เศรษฐกิจโดยภาพรวมยังคงมีเสถียรภาพและมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ออกมาปรับประมาณการณ์ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) เป็นร้อยละ 3.5-4.0 จากเดิมที่เคยคาดการณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การส่งออกในรอบ 7 เดือนแรกของปีนี้ เติบโตร้อยละ 8.2 ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่ในช่วง 7 เดือน ภาคการท่องเที่ยวก็มีอัตราการเติบโตร้อยละ 4.5 ด้วยยอดรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา น.ส.พรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า การบริโภคภาคเอกชนมีการขยายตัวแต่อยู่ในอัตราชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากรายได้เกษตรกรที่หดตัวลงจากด้านราคาเป็นหลัก ส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนในภาพรวมยังไม่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันรายได้ในภาคการเกษตรก็หดตัวลง มีส่วนทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังไม่ดีขึ้นมาก ขณะที่รายได้นอกภาคการเกษตรก็ทรงตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนยังระมัดระวังในการใช้จ่าย









